เหตุผลที่แมนยูฯ คือ1 ใน ผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้ (มุมมองจากเด็กหงส์)

วันนี้ขอพักเรื่องลิเวอร์พูล มาเขียนเรื่องแมนยูบ้าง เพราะตลาดซื้อขายรอบนี้พวกเขามาแรงจริง ๆ หลังหมดยุครุ่งเรืองของหงส์แดงในยุค 60-80 แมนยูก็ครองความยิ่งใหญ่ยาวนานต่อเนื่องกว่า 30 ปี ในยุคของบรมกุนซืออย่าง อเล็ก เฟอร์กูสัน แต่นับจากท่านเซอร์วางมือเมื่อปี 2013 พวกเขาแทบไม่ได้ขยับใกล้ความยิ่งใหญ่อีกเลย แม้จะมีแชมป์ติดมืออยู่บ้างไม่ขาดสายแต่เมื่อมองโดยภาพรวมของทีม สไตล์การเล่น สิ่งที่เคยเป็นแมนยูนั้นหายไปเกือบสิ้นเชิง การเป็นทีมที่เล่นรับและเกรงกลัวคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะต่ำชั้นกว่าแมนยูขนาดไหนก็ตาม

แต่ปีนี้ฤดูกาล 2019-2020 แมนยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของโซลซา อดีตกองหน้ายุครุ่งเรืองของแมนยู เพื่อเข้ามาช่วยดึงความเป็นยูไนเต็ดให้กลับมาอีกครั้ง สู่การปรับปรุงโครงสร้างของสโมสรขนาดใหญ่ในช่วงซัมเมอร์ ทำให้เมื่อมองในภาพรวมตอนนี้ ผมคิดว่าสามารถพูดได้ว่าพวกเขาดีพอจะขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงพรีเมียร์ลีกกับบรรดาท๊อป 6 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ส่วนคำตอบที่ชัดเจนอาจต้องรอหลังจบฤดูกาล นี่คือสองจุดที่ผมมองว่าแมนยูกำลังจะมา

ซื้อตัวนักเตะตรงจุด

ปัญหาการซื้อนักเตะของแมนยูตั้งแต่ยุคของเดวิด มอยส์ มาคือค่อนข้างสะเปะ สะปะพอสมควร และบางรายก็กลายเป็นการซื้อทิ้งซื้อขว้าง ซื้อเพื่อรักษาภาพพจน์ของสโมสรมากกว่า หรือซื้อมาแล้วใช้งานไม่ได้ ไม่มีแผนหรือยุทธศาสตร์ระยะยาวในการซื้อ เช่นกรณีของ อเล็กซิส ชานเชส เพราะกุนซือแต่ละคนที่เข้ามาต่างหวังความสำเร็จในระยะสั้นทั้งนั้น ต่างรีบให้แมนยูคืนความยิ่งใหญ่แบบฉับพลัน

แต่ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาของโซลซา คือการกลับมาเน้นที่การสร้างทีมระยะยาว เน้นนักเตะจากอคาเดมีสโมสร และการให้ความสำคัญกับนักเตะที่เป็นชาวสหราชอาณาจักรมากขึ้น เหมือนตัวเขาเองที่เกิดมาจากยุค 1999 ยุคที่ทีมเต็มไปด้วยแข้งจากเกาะอังกฤษ เราเห็นได้ทั้งจากการดัน เจมส์ กาเนอร์, อเล็ก ตวนเซเบ, อังเคล โกเมส, เมสัน กรีนวูด ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษขึ้นมาให้มีบทบาทสำคัญกับทีมมากขึ้น

หรือในการซื้อตัวของทีมในตลาดนี้ก็คว้าตัว เดเนียล เจมส์, และ อารอน วาน บิชซากา, สองนักเตะสหราชอาณาจักรเข้าทีมมา และจบท้ายที่ แฮรี่ แม็กไกว ดีกรีทีมชาติอังกฤษมาเสริมทัพ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่แมนยูต้องการเสริมมานาน ซึ่งการซื้อตัวทั้งสามตัวนี้ ตอบโจทย์กับปัญหาขุมกำลังของแมนยูมานานฯ คือหากองหลังที่เล่นได้เหนียวแน่นไม่ได้มานานนับตั้งแต่หมดยุคของ เฟอร์ดินาน กับวิดิช การได้ตัววาน บิซซากา กับแม็กไกว คือการตอบโจทย์ปัญหาแนวรับอย่างชัดเจน อย่างน้อยก็ดีกว่ากองหลังชุดที่มีอยู่ก่อน

ส่วนการขยับซื้อตัวเดเนียล เจมส์ ก็เพื่อซื้อแนวรุกในแบบฉบับที่โซลซาต้องการคือ มีความเร็ว มีพละกำลัง และมีความมุ่งมั่น เพื่อหวังแก้ปัญหาปีกขวาของแมนยูฯ ที่เรื้อรังมานาน แม้ชื่อชั้นของนักเตะอาจไม่ระดับโลก แต่ฝีเท้ามีแววพัฒนาได้ไกล เหนือสิ่งอื่นใด จะสังเกตได้ว่าการซื้อตัวรอบนี้ โซลซามีอำนาจในการเลือกนักเตะของเขามากขึ้น อย่างน้อยก็มากกว่าตอนมูรินโญ่ปีก่อนหน้านั้น ที่ทางบอร์ดบริหารไม่สนับสนุนการซื้อนักเตะของเขา หรือซื้อนักเตะที่เขาไม่อยากได้มา อันนี้แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ของโซลซากับทีมผู้บริหารมีความยืดหยุ่นสูงกว่าเดิม

แก้ปัญหาภายในตรงจุด  

ปัญหาใหญ่ของแมนยูยุคหลังเซอร์ทีมองเห็นด้วยตาเปล่าก็รู้คือ ‘สปิริตทีม’ ความหย่อนยานของนักเตะทั้งในสนามซ้อม ห้องแต่งตัว และแม้กระทั่งในสนามจริง ความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับผู้จัดการทีมที่ไม่เคยลงตัวเลย ไม่ว่าจะเป็นเดวิด มอยส์, ฟานกัลป์, หรือมูรินโญ่ ผู้จัดการเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหาที่นักเตะมีพฤติกรรมที่คุมไม่ได้ แม้แต่โซลซาในตอนท้ายฤดูกาลเองก็เจอปัญหานี้เช่นกัน แต่แนวทางการแก้ไขปัญหาของโซลซา ไม่ใช่แนวโวกเวก โวยวายเหมือนมูรินโญ่ แต่ออกแนวนิ่ง และเด็ดขาด เขาเคยถึงขั้นพูดว่า นักเตะที่ไม่ตั้งใจเล่นเพื่อสโมสรจะไม่เอาไว้

สองสิ่งที่โซลซากำลังเร่งแก้และเราสังเกตได้จากเกมปรีซีซั่นก็คือ บรรยากาศการซ้อมที่จริงจังหนักแน่นขึ้น โซลซาบอกว่า นักเตะแมนยูชุดนี้ต้องสามารถวิ่งได้ทั้งเกม นั่นทำให้ดาวรุ่งยิ่งอยากพิสูจน์ตัว และระดับซีเนียร์ก็ต้องกระตุ้นตัวเองเสมอ อีกหนึ่งเรื่องคือสปิริตทีมในห้องแต่งตัว ที่โซลซาเน้นย้ำและกำลังปรับปรุงให้ดีขึ้น
ปัญหาภายในเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนโซลซาจะแก้ได้ดีคือ เรื่องสัญญานักเตะและอนาคตของนักเตะ การปล่อยส่วนเกินอย่าง เอเรร่ากับวาเลนเซีย ออกจากทีม การต่อสัญญากับนักเตะอังกฤษทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นลินการ์ด แรชฟอร์ด ฟิลโจนส์ ยัง ลุคชอว์ สมอลลิง เพื่อรักษาโควตาโฮมโกรน

หรือในกรณีของป๊อกบา ที่หลังกลับมารายงานตัว เริ่มฝึกซ้อมกับเพื่อนก็ไม่มีข่าวงอแงอะไรออกมา หลังเจ้าตัวเคยออกมาบอกว่าอยากย้ายไปหาความท้าทายใหม่  ๆ ซึ่งโซลซาออกมาบอกเองว่าเตรียมหาความท้าทายให้ป๊อกบาอยู่กับทีมต่อแล้ว จนในที่สุดก็สามารถรั้งตัวป๊อกบาให้ร่วมทีมได้ แม้ในวันสุดท้ายจะต้องเสียลูกากูให้อินเตอร์มิลานก็ตาม แต่มองในแง่ดีก็คือสโมสรลดภาระค่าใช้จ่ายลงไป

ฝีมือในสนามของโซลซาอาจยังเป็นเครื่องหมายคำถามและรอวันพิสูจน์ตัวเองอยู่ แต่ฝีมือและบารมีนอกสนามที่สามารถบริหารจัดการปัญหาใหญ่ภายนอกสนามของนักเตะและสโมสรได้ ก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของกุนซือและทีมที่จะประสบความสำเร็จ เพียงแต่โซลซายังต้องการเวลาในการพิสูจน์ฝีมือ และปีนี้ก็ได้เวลาพิสูจน์แล้วว่า เขาเป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่