‘เชิงลึกลูกหนัง’ วิวัฒนาการ 3 กองกลางของคล๊อปป์

ย้อนไปหลังเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านต้อนเรือใบสีฟ้า 3-1 นักเตะหลายคนได้รับคำชมจากกูรูกันถ้วนหน้า แต่สำหรับ อลัน เชียร์เรอร์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษมองว่า กองกลางลิเวอร์พูลทั้งสามคน คือส่วนสำคัญที่ควรได้รับคำยกย่องมากที่สุดในเกมนี้ เขาเรียกกองกลางชุดนี้ว่า The Fab Three

สำหรับผมคิดว่านี่เป็นครั้งแรก ๆ ที่มีคนออกมาชื่นชม 3 กองกลางของเราแบบพร้อมกัน เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า ผู้คนพุ่งเป้าไปที่เกมรุกของทีม และเมื่อไม่นานมานี้ก็สนใจเกมรับที่เหนียวแน่นหลังจากฟานไดจ์คเข้ามา แต่ดูเหมือนปีนี้กองกลางของลิเวอร์พูลดูจะได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะที่กำลังจะทำให้ลิเวอร์พูลเข้าขั้นสมบูรณ์แบบ

คำถามที่น่าสนใจก็คือ กว่าจะมาเป็นกองกลาง 3 คนนี้ ที่เล่นได้อย่างเข้าขารู้ใจกันดังที่เชียร์เลอร์ออกปากชม กองกลางเคยเป็นจุดอ่อน จุดด้อย เป็นสิ่งที่ไม่เคยเต็มเติมในสายตาของแฟนบอลตั้งแต่คล๊อปป์เข้ามาคุมทีม มีจุดบกพร่องตลอดเวลา อะไรทำให้ในท้ายที่สุดคล๊อปป์สามารถตัดแต่งกองกลางของเขาจนได้ชุดที่สมบูรณ์แบบที่สุดในตอนนี้ คำตอบที่พอจะไขข้อข้องใจนี้ได้คือ การย้อนกลับไปให้เห็นภาพรวมการเปลี่ยนแปลงกองกลางของลิเวอร์พูลของคล๊อปป์ จากนั้นผมจะวิเคราะห์จุดเด่นของกองกลาง 3 คนนี้ว่าพวกเขาเล่นเข้าขากันได้อย่างไร

ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงกองกลางของลิเวอร์พูล

คล๊อปป์มาคุมลิเวอร์พูลในเดือนตุลาคม 2015 เขาปรับแผนการเล่นจาก 3-5-2 เดิมของร็อดเจอร์ มาเป็นแผน 4-2-3-1 ที่เขาใช้กับดอร์ทมุนด์ เขาใช้แผนนี้จนกระทั่งจบฤดูกาล แต่ก็มีปรับเปลี่ยนทดลองหลายแผนเหมือนกัน ฤดูกาลนั้นมีนักเตะได้โอกาสลงเล่นในพรีเมียร์ลีกถึง 34 คน เมื่อเทียบกับปีต่อมาที่มีนักเตะลงเล่นแค่ 23 คน

สำหรับกองกลางของลิเวอร์พูล คล๊อปป์มีนักเตะให้เลือกใช้มากมายทั้ง คูตินโญ่ ลัลลานา ชาน มิลเนอร์ เลวา ไอป์ อัลเลน และเฮนเดอร์สัน นักเตะเหล่านี้สลับกันลงเล่น โดยมี เลวา ลัลลานา มิลเนอร์ และชาน ที่สลับกันเป็นตัวหลัก มีเฮนเดอร์สันสอดแทรกขึ้นมาเป็นระยะ ผมขอยกตัวอย่างการจัดตัวของคล๊อปป์ในสองนัดที่พบกับแมนซิตีฤดูกาล 2015-2016

จากภาพด้านบนจะเห็นว่าระบบแรกคล๊อปป์ใช้แผน 4-3-3 ในการไปเยือนแมนซิตี โดยมีเลวา ชาน และมิลเนอร์เป็น 3 กองกลาง นัดนี้ลิเวอร์พูลชนะไป 1-4 นัดที่สองกลับมาเล่นที่แอนฟิลด์ คล๊อปป์ใช้แผน 4-4-1-1 โดยกลาง 4 คน คือชาน เฮนเดอร์สัน มิลเนอร์ และลัลลานา นัดนี้ชนะไป 3-0

ครึ่งฤดูกาล 2015-2016 คล๊อปป์เน้นไปที่ให้นักเตะเข้าใจสไตล์ฟุตบอลของคล๊อปป์ และพยายามคัดเลือกนักเตะที่เล่นเข้ากับระบบของเขา จนมาถึงฤดูกาล 2016-2017 คล๊อปป์ได้มาเน่จากเซาป์แธมตัน และไวนาดุมจากนิวคาสเซิล โมเรโน่เจ็บยาว ดึงมิลเนอร์มาเป็นแบ๊กซ้ายจำเป็น ปล่อยตัวโจ อัลเลน ให้กับสโต๊ก คล๊อปป์ต้องการระบบที่นิ่งสำหรับลิเวอร์พูล และเขาก็ค้นพบว่า 4-3-3 คือระบบที่ใช่ เริ่มใช้แผนนี้ในเกมบุกไปเยือนอาร์เซน่อลแล้วชนะ 3-4 คล๊อปป์จึงใช้ระบบ 4-3-3 เป็นหลักเรื่อยมามี ไวนาดุม ชาน เฮนเดอร์สัน และลัลลานา เป็นหลัก

2017-2018 ปีแห่งความยุ่งเหยิง และการตามหาสมดุลของกองกลาง

ฤดูกาล 2017-2018 ก็เป็นฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แดนกลางของลิเวอร์พูล มีการเปลี่ยนแปลงคือ การบาดเจ็บยาวของลัลลานาตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น และชานในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง และการย้ายทีมของเลว่า ในช่วงต้นซีซั่น ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เล่นรุกดี แต่รับแย่ ทางซ้ายเป็นคูตินโญ่ ทางขวาบางครั้งเป็นแชมเบอเลน บางครั้งเป็นไวนาดุม ส่วนตรงกลางบางครั้งเป็นเฮนเดอร์สัน บางครั้งเป็นชาน โดยมีมิลเนอร์สอดแทรกเป็นระยะ แนวโน้มการเล่นมันหนักไปทาง รุก 70 รับ 30 โดยมีเฮนเดอร์สันเป็นตัวโฮล์ดบอล จนได้ฉายาว่าเป็นอาแปะ

การที่เฮนเดอร์สันถูกปรับจากนักเตะบ๊อกทูบ๊อกเชิงรุกมาเป็นนักเตะเชิงรับโฮล์ดดิงตรงกลาง ทำให้เขารับงานหนักและงานเข้าบ่อยครั้ง นักเตะอย่างคูตินโญ่หรือแชมเบอเลนไม่ใช่นักเตะที่จะวิ่งลงมาช่วยเกมรับเสมอ ขณะที่ไวนาดุมเองก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน จากที่เขาเคยเป็นเพลย์เมกเกอร์สมัยอยู่นิวคาสเซิล แต่ต้องปรับมาเป็นบ๊อกทูบ๊อกและเล่นเชิงรับมากขึ้น ฉะนั้นเราจะเห็นว่าบ่อยครั้งที่ลิเวอร์พูลโดนตัดบอลกลางสนามแล้วเฮนเดอร์สันเอาไม่อยู่ หลุดไปโดนยิงประตูบ่อยครั้ง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเดือนมกราคม 2018 การจากไปของคูตินโญ่ การเข้ามาของฟานไดจ์ค อาการบาดเจ็บของชานในช่วงเดือนมีนาคม ตามด้วยแชมเบอเลน ในแดนกลางนั้นเหลือนักเตะให้ใช้งานได้จริง ๆ เพียง 3 คนเท่านั้นคือ ไวนาดุม เฮนเดอร์สัน มิลเนอร์ ทีมของคล๊อปป์ชุดนี้ยังเป็นทีมที่เล่นเพรสซิ่งหนักหน่วง โดยมีเฮนเดอร์สันกับไวนาดุมเป็นแกนหลักแดนกลาง ปัญหาก็คือหลังจากที่แชมเบอเลนเจ็บ ชานเจ็บ แดนกลางของลิเวอร์พูลขาดมิติของการสร้างสรรค์เกมรุก หวังพึ่งกองหน้ามากเกินไป

2018-ปัจจุบัน  กลับคืนสู่ธรรมชาติ

ลิเวอร์พูลทำผลงานได้ดีในปี 2017-2018 พวกเขาเล่นได้ดี มีระบบการเล่นที่ชัดเจน ทีมเริ่มมีสมดุลทั้งเกมรุกและเกมรับ แต่การพลาดแชมป์ UCL ในปีนั้นเหมือนเป็นการกระตุกเตือนคล๊อปป์ว่า แค่นี้ยังไม่พอ และพวกเขาสามารถดีขึ้นได้กว่านี้อีก จนเป็นที่มาของการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของสโมสร

กล่าวเฉพาะปัญหากองกลางมี 2 อย่างคือ การสร้างสรรค์เกมรุก และอีกปัญหาหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ใหญ่ แต่สำคัญคือ นักเตะกองกลางอย่าง เฮนเดอร์สัน ไวนาดุม มิลเนอร์ แม้จะสามารถเล่นได้ตามแท๊กติกของคล๊อปป์มาก แต่พวกเขาเล่นมันด้วยการฝืนธรรมชาติของตัวเอง

หากเจาะจงไปเลยก็คือ พวกเขาไม่มีใครเล่นเพลย์เมกเกอร์ และกองกลางตัวรับธรรมชาติได้เลย โดยเฉพาะนักเตะตัวกลาง ตัวโฮล์ดบอล ที่เฮนเดอร์สันก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เขาไม่ใช่นักเตะในตำแหน่งนี้แบบเป็นธรรมชาติ การเข้าสกัดบอลของเขายังทำได้ไม่เนียน คล๊อปป์รู้ดีว่ามันต้องมีการเปลี่ยนแปลง

มาว่ากันที่ปัญหาที่สองก่อน คล๊อปป์แก้ไขด้วยการซื้อตัวฟาบินโญ่ และเกอิตามาทันทีในเดือนมิถุนายน ฟาบินโญ่คือนักเตะที่เป็นกลางรับแบบธรรมชาติ ขณะที่เกอิตาก็เป็นบ๊อกทูบ๊อกธรรมชาติ ขณะที่ปัญหาแรกคือการสร้างสรรค์เกมนั้น คล๊อปป์พยายามแก้แล้วด้วยการจะยื่นซื้อ นาบิล เฟร์คีย์ ของลียง แต่พลาดเป้าไป ทำให้หงส์แดงไปคว้าตัวชากิรี่มาเป็นตัวเสริม ปัญหาของการไม่มีตัวสร้างสรรค์แดนกลางคล๊อปป์แก้ปัญหาได้ดีมากด้วยการ ใช้แบ๊กทั้งสองข้างเป็นคนสร้างสรรค์โอกาส ทีนี้ปัญหาเดียวที่ต้องแก้คือ ทำอย่างไรให้กองกลางสมดุลและเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด

ตัวตนของเฮนเดอร์สัน

หลังการมาของฟาบินโญ่ เดิมทีตำแห่งที่ถูกมองว่าอาจถูกลดบทบาทลงคือตำแหน่งของเฮนเดอร์สันนี่แหละ แต่อาจจะเป็นโชคดีของเฮนเดอร์สันก็ได้ ระหว่างที่นักเตะใหม่อย่างเกอิตา ฟาบินโญ่ กำลังปรับตัวกับทีม แชมเบอเลนกับลัลลานายังเจ็บ เขายังเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของคล๊อปป์เสมอ

จนกระทั่งช่วงปลายฤดูกาลที่ฟาบินโญ่เริ่มปรับตัวกับทีมได้ คล๊อปป์เริ่มให้เฮนเดอร์สันเล่นสูงขึ้นเป็นบ๊อกทูบ๊อกฝั่งขวา แล้วแผนนี้ดันเกิดคลิกกันขึ้นมา จนถึงขนาดคล๊อปป์ต้องออกมาขอโทษเฮนเดอร์สันว่าทำผิดต่อเฮนเดอร์สันที่จับเขามาเล่นโฮล์ดดิงทั้งที่ศักยภาพจริง ๆ ของเฮนโด้อยู่ที่การเล่นบ๊อกทูบ๊อก

เรื่องฝีเท้าการยิง การเลี้ยง อาจเป็นรองพวก เกอิตา แชมเบอเลน หรือแม้แต่ชากิรี่ แต่จังหวะที่เขาไม่มีบอลนั้นทำได้เนียนตามาก ทั้งการลงมาปิดพื้นที่ตรงกลาง ด้านข้างขวา และการสอดแทรกขึ้นไปหาตำแหน่ง ผมว่าอีกสามคนยังทำสู้กัปตันไม่ได้นะครับ

ทักษะเชิงชั้นของไวนาดุม

นี่คือนักเตะที่ลงเล่นเป็นตัวจริงมากที่สุดในกองกลางของทีม ฤดูกาลแรกของเขาลงเป็นตัวจริงในลีก 33 นัด สำรอง 3 นัด ฤดูกาลที่สองตัวจริง 27 สำรอง 6 และฤดูกาลที่ผ่านมาเขาลงตัวจริง 32 และสำรอง 5 นัด เรียกว่าแทบไม่พลาดการลงเล่นเลย

แต่ช่วงแรก ๆ ไวนาดุมเหมือนนักเตะประเภทจับฉ่าย คือเล่นได้หมดทั้งกลาง ซ้าย ขวา แต่ไม่เด่นสักตำแหน่ง ทักษะบอลดี ครองบอลดี แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นทะลุทะลวงหรือสร้างสรรค์ ส่วนมากเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการเอาตัวรอดมากกว่า เมื่อเทียบการเล่นทีมชาติเขามักเป็นตัวสอดแทรกไปทำประตูได้บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นเขาทำไม่ได้บ่อยมากกับลิเวอร์พูล อาจเป็นเพราะช่วง 2 ปีแรกเขาต้องเล่นเชิงรับมากกว่า และนักเตะแดนหน้าเชิงรุกของทีมก็มีเยอะแล้ว

จนกระทั่งการเข้ามาของฟาบินโญ่ที่ทำให้เกมรับแดนกลางของหงส์แดงแน่นขึ้น ไวนาดุมกับเฮนเดอร์สันจึงมีอิสระในแดนกลางมากขึ้น เขาเริ่มสอดแทรกขึ้นมาทำประตูหรือสร้างสรรค์โอกาสได้มากขึ้น ชัดเจนที่สุดก็คือนัดที่เขาลงมาทำประตูใส่บาร์ซ่า 2 ลูก การทำประตูได้ในนัดที่เฉือนชนะเซฟฟิลด์ในฤดูกาลนี้เป็นต้น

จุดเด่นของเขาที่ผมเห็นนอกจากความคล่องตัว การมุดเอาตัวรอดฝ่าวงล้อมได้ดีแล้ว การเชื่อมเกมกับกองหลัง และกองหน้าก็ทำได้เนียนตาดี ยกตัวอย่างในเกมกับซิตีล่าสุด ผมว่านัดนี้ไวนาดุมเล่นเข้าขากับมาเน่ และโรเบิร์ตสันฝั่งซ้ายได้ดี ช่วง 2 นาทีแรกมีคนเห็นไหมครับ จังหวะที่โรเบิร์ตสันเหมือนจะเสียสมาธิจากการเข้าปะทะกับนักเตะซิตี ก็เป็นไวนาดุมที่เดินเข้าไปสงบสติอารมณ์ของร๊อบโบ้ ผมประทับใจสองจังหวะเด่น ๆ ของเขาที่ผสานงานกับมาเน่ได้ดีนะ

ความอเนกประสงค์ของฟาบินโญ่

ตอนเข้ามาใหม่ ๆ เรายังไม่รู้คาแรคเตอร์ที่แน่ชัดของฟาบินโญ่ เรารู้เพียงแค่ว่าเขาเป็นกองกลางตัวตัดเกมธรรมชาติที่ทำผลงานได้ดีกับโมนาโก และยังไม่มีใครคาดหวังอะไรกับเขามาก ยิ่งช่วง 6 เดือนแรกที่เขาได้มีโอกาสลงสนาม คาแรคเตอร์ที่เด่นชัดของเขาคือ “ความช้า” “การเข้าบอลโฉ่งฉ่าง” ก็ดูเหมือนจะยังไม่ถูกอกถูกใจบรรดาพ่อยกแม่ยกเท่าไหร่ ความโดดเด่นแรก ๆ ที่เราเห็นคงเป็นเรื่องของการออกบอล การจ่ายบอล ของเขาที่ดูมีมิติที่ดี

หลังใช้เวลาปรับตัวอยู่หลายเดือน เขาเริ่มแสดงให้เห็นถึงคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนของตัวเองออกมา จากความช้า โฉ่งฉ่าง กลายเป็นความแข็งกร้าว และยืดหยุ่น เมื่อเขารู้ตัวว่าช้า เขาจะไม่วิ่งตาม แต่ใช้การ ดักตัดบอลจังหวะสองหรือสาม ซึ่งเพิ่มความแน่นอนในการเข้าสกัดบอลของเขาได้มาก

อีกคาแรคเตอร์หนึ่งที่เด่นชัดมาก จนคล๊อปป์ถึงขนาดเอาไปตั้งฉายาให้ให้ฟาบินโญ่ว่า Dyson หลังเกมที่เฉือนชนะสเปอร์ส นักข่าวและกูรูต่างประเทศบอกว่าคำนี้หมายถึงยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในอังกฤษ ซึ่งคล๊อปป์ชอบยี่ห้อนี้มาก เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าเอนกประสงค์ คือมีทุกอย่างให้เลือกอยู่ในแบรนด์เดียว ก็เหมือนกับฟาบินโญ่ที่ทำได้ทุกอย่างในตัว ๆ คนเดียว อีกความหมายคือเครื่องดูดฝุ่นของยี่ห้อนี้ คือเปรียบเทียบฟาบินโญ่ว่าเป็นเหมือนเครื่องดูดฝุ่นตรงกลางสนาม เพราะบอลจะมาพัก มาผ่าน ที่เขาตลอด และอีกนัยหนึ่งก็หมายถึงว่าเขาเป็นตัวปัดกวาดชั้นดีในแดนกลาง

บทสรุป

โดยสรุปตอนนี้ทั้งสามคนเป็นกองกลางชุดที่ดีที่สุดของหงส์แดงอย่างไม่ต้องสงสัย มีจุดเด่นที่การสร้างความสมดุล ยืดหยุ่นแดนกลางสูง เล่นกันได้ทรงพลังและเฉียบคม โดยสามแท๊กติกที่กองกลางหงส์แดงทำได้อย่างยอดเยี่ยมก็คือการ สอดแทรกขึ้นไปทำเกมรุก การลงมาช่วยซ้อนเพื่อน และการเชื่อมเกมแดนกลางอย่างเข้าขารู้ใจ

การมีฟาบินโญ่อยู่หลังเป็นกำแพงแนวรับ ทั้งไวนาดุมและเฮนเดอร์สันต่างก็สามารถเล่นได้อย่างธรรมชาติมากขึ้น ทั้งสามคนจึงสร้างสมดุลให้แก่กันและกัน ก็ไม่แปลกที่เชียร์เลอร์จะยกย่องว่าเป็น The Fab Three และเขียนชื่ชมพวกเขาได้อย่างลึกซึ้งว่า

“พวกเขาทลายทุกข้อกังขาและแสดงให้เห็นถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ทีมจะได้จากมิดฟิลด์ระดับท็อปคลาส ด้วยประสิทธิภาพในการเล่นสูงสุด ทั้งการป้องกัน การสร้างสรรค์เกม แม้กระทั่งการทำประตู ฟาบินโญ่เด่นทั้งรุกและรับ และยิงประตูสุดสวยเบิกร่องให้ทีมขึ้นนำเร็ว เฮนเดอร์สันกับความขยันไม่มีหยุด พร้อมกับแอสซิสต์สุดสวยให้มาเน่โหม่งพังประตู เขาควรได้รับเครดิตมากกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้ ไวนาดุมผู้คอยทำลายเกมและปิดโอกาสสร้างสรรค์เกมแดนกลางของแมนฯ ซิตี้ พวกเขาทั้งสามคือส่วนสำคัญในชัยชนะของลิเวอร์พูล”