จากครัฟฟ์ถึงคล๊อปป์: สู่เส้นทางการวางรากฐานปรัชญาฟุตบอลฉบับลิเวอร์พูล (1)

(เนื่องจากเป็นบทความที่ผู้เขียนตั้งใจหาข้อมูล และอยากเขียนให้ละเอียดที่สุด เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้สาระเนื้อหาแบบเต็ม ๆ ผู้เขียนจึงไม่สามารถเขียนให้จบลงในตอนเดียวได้ จึงได้แบ่งเนื้อหาของบทความนี้ออกเป็น 2 ตอน บทความที่ท่านอ่านอยู่ตอนนี้เป็นตอนแรก)

งานที่กุนซือทั่วไปทำไม่ถึง

การพาทีมฟุตบอลทีมหนึ่งให้ประสบความสำเร็จอาจจะเป็นงานที่ยาก และมีกุนซือจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนกุนซือหลายหมื่นคนทั่วโลก แต่ในจำนวนกุนซือที่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ที่มีอยู่จำกัดนั้น ก็มีกุนซือเพียงเศษเสี้ยวในกลุ่มนั้นที่จะสามารถวางรากฐานการประสบความสำเร็จนั้นให้กับสโมสรฟุตบอล

“การวางรากฐาน” จึงเป็นงานระดับที่เกินกว่าการคุมทีมให้ประสบความสำเร็จ ที่เราจะเห็นว่าสโมสรใหญ่ ๆ ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนักแล้ว โดยเฉพาะในโลกที่ฟุตบอลเป็นเรื่องของธุรกิจ เพราะให้ผลตอบแทนช้า ลงทุนสูง ได้ผลสำเร็จไม่ทันความคาดหวังของแฟนบอล สโมสรใหญ่ ๆ มุ่งหวังความสำเร็จแบบรวดเร็ว การใช้เงินทุ่มซื้อนักเตะระดับโลกมาเล่นจึงเป็นทางลัดมากกว่า แต่อย่าเพิ่งเข้าใจว่าการลงทุนซื้อนักเตะระดับโลกมาจะหมายถึงการมองข้ามการวางรากฐานของทีมนะครับ

การเปลี่ยนกุนซือบ่อยของทีมใหญ่ ๆ ทำให้ทีมมีแนวทางการเล่นที่เปลี่ยนไปตลอด การทดแทนนักเตะระดับโลกด้วยนักเตะระดับโลกดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม หรือพูดง่าย ๆ ว่าแนวทางการขับเคลื่อนทีมด้วยซุปเปอร์สตาร์ยังเป็นแนวทางหลักของสโมสรใหญ่ในโลกสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นบาร์เยิร์น มาดริด แมนยู แมนซิตี้ ยูเวนตุส  ปารีส ความสามารถของนักเตะเป็นตัวแปรไปสู่ความสำเร็จมากกว่าการวางระบบที่รากฐาน กุนซือบางคนถึงกับต้องยอมปรับสไตล์การเล่น ระบบแผนการเล่นของตัวเองเพื่อให้เข้ากับสไตล์การเล่นของนักเตะซุปเปอร์สตาร์ในทีม

นั่นจึงทำให้กุนซือส่วนใหญ่ มักจะได้ทำงานแค่เฟสแรกเท่านั้น เช่น 3-5 ปี เมื่อนักเตะซุปตาร์ในทีมเริ่มอายุเยอะ เริ่มอิ่มกับความสำเร็จ และสารพันปัญหา กุนซือทั่วไปมักหมดอายุการทำงานแค่นี้ พวกเขาจึงไม่มีโอกาสได้ทำงานเฟสสองของทีม แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากทำงานนาน ๆ จนวางรากฐานการเล่นของตัวเองให้กับสโมสรเหล่านั้นนะครับ กุนซือทุกคนย่อมหวังจะวางรากฐานสไตลการเล่นของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอันเช่, ซาร์รี, มูรินโญ่, เป๊บ, โปเช็ตติโน่, คอนเต้ ฯลฯ กุนซือเหล่านี้มีแนวทางการเล่นและบุคคลิกผู้นำที่โดดเด่น นำความแปลกใหม่มาสู่วงการฟุตบอลมากมาย แต่การวางรากฐานของสโมสรมันเป็นอีกก้าวที่พวกเขายังตามหาอยู่

จุดอ่อนของการวางรากฐาน 2 แบบ

ผมขอยกตัวอย่างสโมสรในอังกฤษที่มีการวางรากฐานให้สโมสรอย่างเป็นระบบคือ สโมสรอาร์เซน่อล กับ สโมสรแมนยูฯ แต่เราจะเห็นว่าปัจจุบันสโมสรทั้งสองไม่ได้อยู่ในทิศทางที่ดีสักเท่าไหร่ อะไรคือจุดจบของการวางรากฐานของทั้งสองสโมสร ที่ทำให้พวกเขาเหมือนจะไปต่อไม่ได้

อาร์เซน่อลในยุคของเวนเกอร์สร้างประวัติศาสตร์อย่างแชมป์ไร้พ่าย การเล่นฟุตบอลที่เน้นความสวยงาม การบุกที่เป็นแบบแผน นำเอาการเล่นบอลกับพื้นที่สวยงามเข้ามาในดินแดนที่ยุคหนึ่งบอลน่าจะลอยอยู่บนอากาศพอ ๆ กับบนพื้น ถือเป็นการปฏิวัติแนวทางการเล่นใหม่ ๆ ในเกาะอังกฤษแห่งนี้

ไม่ใช่แค่แนวทางการเล่นใหม่ ๆ เท่านั้น แนวทางการบริหารทีมแบบใหม่ที่เน้นพัฒนาระบบเยาวชนของเวนเกอร์ก็ได้รับคำยกย่อง และสร้างให้อาร์เซน่อลเป็นอีกหนึ่งทีมที่ระบบอคาเดมีมีคุณภาพมากที่สุดทีมหนึ่งในโลก

แต่หลังจากหมดยุคทองของผู้เล่นยุคไร้พ่าย เวนเกอร์เชื่อมั่นและสานต่อในระบบเยาวชนของทีม ระบบการซื้อนักเตะเข้าสโมสรคือซื้อนักเตะหนุ่ม แววดีมาปั้น และไม่เน้นการทุ่มเงินซื้อนักเตะระดับโลกเข้าทีม ทำให้ทีมค่อย ๆ ห่างหายจากความสำเร็จ นักเตะเก่งๆ ของทีมมักย้ายไปเพื่อความประสบความสำเร็จในที่สุด ฟุตบอลต่อให้ระบบดีแค่ไหนเมื่อไร้ซึ่งความสำเร็จ รากฐานนั้นก็สั่นคลอนได้

ส่วนแมนยูฯของ เฟอร์กูสัน นั้นสร้างประวัติศาสตร์ทริปเปิลแชมป์ปี 1999 สร้างชุดนักเตะจากทีมเยาวชนมาเป็นนักเตะระดับโลกในฉายาว่านักเตะ Class of 92  แต่ในทางตรงกันข้ามความสำเร็จมากมายของสโมสรแมนยูในยุคพรีเมียร์ลีกมันหนุนตามตัวของเฟอร์กี้มากกว่า กุนซือเพียงหนึ่งเดียวในอังกฤษที่ใช้บารมีในการคุมสโมสรได้อย่างเต็มที่

แต่เมื่อปราศจากเฟอร์กี้ แม้สโมสรจะพยายามตั้งกุนซือเก่ง ๆ มาทดแทน และเน้นซื้อนักเตะระดับโลกเข้ามาไม่ขาดสาย ซึ่งคุณภาพแทบไม่ต่างจากยุค 92 เลย แต่ก็ยังห่างไกลจากความสำเร็จที่ป๋าทำไว้ ข้อแตกต่างจากอาร์เซน่อลของเวนเกอร์ คือ ด้วยการวางระบบเยาวชนและแนวทางการเล่นที่ชัดเจน ทำให้พวกเขามีนักเตะขึ้นมาทดแทนการขาดหายไปของนักเตะอื่น ๆ ได้เสมอ และแม้จะไม่ได้แชมป์อะไรมากนัก แต่พวกเขาก็เล่น UCL แทบทุกปีที่เวนเกอร์คุมทีม แต่แมนยูฯ แม้จะมีความสำเร็จประปรายอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนระบบการเล่น สไตล์ ความเป็นตัวตนของทีมจะออกจากทีมไปพร้อมป๋า

ทีมหนึ่งยึดระบบมากเกินไป จนลืมสร้างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ทีมหนึ่งยึดตัวบุคคลมากเกินไปในการสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อบุคคลนั้นหายไป ระบบทีมก็ล่มไม่เป็นท่า ไม่มีแผนงานสืบต่อที่เป็นระบบ นี่คือตัวอย่างของ 2 จุดอ่อนของการวางรากฐานฟุตบอล 2 แบบเท่าที่ผมสังเกตเห็น

สโมสรบาร์เซโลน่า: รากฐานของสโมสรคือปรัชญาการเล่น

หากมองไปทั่วยุโรป (อาจรวมถึงทั่วโลก) บาร์เซโลน่า ถือเป็นสโมสรที่วางรากฐานของทีมด้วยปรัชญารูปแบบการเล่นไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาระบบเยาวชนของทีม ที่สำคัญคือพวกเขาบาลานซ์ระหว่างระบบที่มั่นคง กับความสำเร็จต่อเนื่องของสโมสรได้เป็นอย่างดี

หากนับเฉพาะ 2 ทศวรรษหรือ 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาคว้าแชมป์ลาลีกาไป 10 ครั้ง UCL อีก 4 ครั้ง นี่อาจเป็นความสำเร็จที่ไม่ได้แตกต่างจากทีมใหญ่ ๆ อย่าง มาดริด บาเยิร์น PSG ยูเวนตุสมากนัก แต่ที่แตกต่างกันก็คือ พวกเขาได้แชมป์เหล่านี้ด้วยแนวทางการเล่นที่ชัดเจนต่อเนื่อง มีเอกลักษณ์ ที่สำคัญมีนักเตะจากอคาเดมีของตัวเองเป็นขุมกำลังสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ปูโยล, ซาบี, อิเนสตา, เมสซี่, ปิเก ขณะที่ทีมอื่น ๆ อาจจะคว้าแชมป์ด้วยรูปแบบการเล่นที่แตกต่างกัน ด้วยผู้เล่นตัวหลักที่ซื้อเข้าทีม

ดังนั้นสโมสรบาร์เซโลนาในมุมมองของผมคือสโมสรที่เป็นหมุดหมายของการสร้างทีมฟุตบอลทีมหนึ่งขึ้นมา เป็นพิมพ์เขียวที่หลายสโมสรพยายามทำตามแต่ไปไม่ถึง และการวางรากฐานครั้งสำคัญของบาร์เซโลน่าก็เกิดขึ้นในยุคของนักเตะเทวดาอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ (หรือครอยฟ์)

ก้าวต่อไปของคล๊อปป์และลิเวอร์พูล

ชัยชนะของลิเวอร์พูลเหนือเอฟเวอร์ตัน 1-0 ใน FA Cup ที่ผ่านมา ทั้งที่ส่งนักเตะดาวรุ่งลงเกินครึ่งทีมมีเพียง โอริกี ลัลลานา โกเมส และอาเดรียน ที่เป็นรุ่นพี่คอยประคองรุ่นน้อง ชัยชนะนัดนี้เป็นชัยชนะชนิดที่เด็กหงส์แดงเล่นได้ดีกว่า ครองบอลมากกว่า ทั้งที่ผู้มาเยือนส่งตัวจริงลงทั้งทีมแถมยังมีกุนซือระดับมันสมองเพชรอย่างอันเชล็อตติ ไม่แปลกที่ชัยชนะนัดนี้จะได้รับการชื่นชมมากเป็นพิเศษ

ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เราจะเห็นว่าแนวทางการซื้อตัวของสโมสรลิเวอร์พูลเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เคยทุ่มซื้อนักเตะเก่ง ๆ มาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนมาเป็นการซื้อดาวรุ่ง นักเตะโนเนม นักเตะเกรดบี ไล่ตั้งแต่ ฟานเดนเบิร์ก เอเลียต มินามิโนะ ล่าสุดกับกองหน้าชุดสำรองของทีมในแชมเปี้ยนชีพอย่าง โจ ฮาร์ดี

เมื่อรวมสองปรากฏการณ์นี้, การดันนักเตะจากชุดเยาวชนขึ้นมา และการซื้อนักเตะดาวรุ่งและนักเตะเกรดบีเพื่อมาปั้นต่อ กับการต่อสัญญาของคล๊อปป์ คงไม่มีคำอธิบายใดจะเหมาะสมเท่ากับว่า คล๊อปป์และสโมสรลิเวอร์พูลมีโปรเจ็คใหญ่ร่วมกันในการเตรียมที่จะเปลี่ยนผ่านลิเวอร์พูลชุดนี้ ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านแค่ระดับการทดแทนตัวผู้เล่น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านระดับรากฐาน เพื่อสร้างแนวทางหรือปรัชญาการเล่นฉบับลิเวอร์พูลในหยั่งรากลงลึกเป็นรากแก้วของสโมสรต่อไป

ผมมองว่า ลิเวอร์พูลของคล๊อปป์เองก็กำลังเดินตามพิมพ์เขียวของครัฟฟ์และบาร์เซโลน่าเหมือนกัน คำถามก็คือ คล๊อปป์และลิเวอร์พูลจะใช้ปรัชญาอะไรในการวางรากฐานของทีม ซึ่งเราจะต้องตามต่อกันในตอนที่สอง ที่ผมจะลากยาวให้เห็นว่าบาร์เซโลน่าภายใต้การวางรากฐานของ โยฮัน ครัฟฟ์ กับ แนวโน้มของลิเวอร์พูลนั้นไปในทิศทางเดียวกัน และมีจุดที่แตกต่างกันอย่างไร ติดตามได้จากเพจ WE Are Liverpool ของผมนะครับ