จากครัฟฟ์ถึงคล๊อปป์: สู่การวางรากฐานปรัชญาฟุตบอลฉบับลิเวอร์พูล (2)

(เนื่องจากเป็นบทความขนาดยาว ผู้เขียนไม่สามารถตัดจบในตอนเดียวได้ และจากการลงคอนเทนท์ไปตอนแรก มีคอมเมนท์ที่น่าสนใจมาอีกหลายประการ ผู้เขียนอยากเขียนให้ละเอียดที่สุด จากเดิมที่คิดว่า 2 ตอนจบได้ แต่ตอนนี้เนื้อหายาวไปกว่านั้นแล้ว จึงได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นเป็น 3 ตอน โดยตอนที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นตอนที่สองเนื้อหาหลัก ๆ จะพูดถึงการวางรากฐานฟุตบอลที่สำเร็จของครัฟฟ์กับบาร์เซโลน่าและการต่อยอดของปรัชญาฟุตบอลนั้น ส่วนตอนที่หนึ่ง สามารถอ่านได้ ที่นี่)

ครัฟฟ์ผู้พลิกชตาบาร์ซา

ในตอนแรกผมได้เกริ่นให้เห็นภาพรวมของงานวางรากฐานการเล่นให้กับสโมสรว่าเป็นงานที่ยากและมีเพียงบางสโมสรและบางกุนซือเท่านั้นที่ทำได้ หนึ่งในนั้นที่ผมยกมาคือสโมสรบาร์เซโลน่าของสเปน สาเหตุที่ยกมาเพราะเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด คนรู้จักมากที่สุด และเป็นอีกสโมสรที่ผมชื่นชอบในสไตล์การเล่น รากฐานการเล่นฟุตบอลของบาร์ซานั้นหยั่งลึกตั้งแต่ชุดเยาวชนจนถึงชุดใหญ่ อันเป็นผลงานการวางรากฐานฟุตบอลของโยฮัน ครัฟฟ์

สถิติบอกว่า 71 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมาจนถึงก่อนการมาคุมทีมของโยฮัน ครัฟฟ์ บาร์เซโลนาคว้าแชมป์ได้ 42 รายการ แต่หลังจากการมาคุมทีมของครัฟฟ์เมื่อปี 1988 บาร์เซโลน่าใช้เวลาเพียง 27 ปีในการคว้า 42 แชมป์ มีนักเตะระดับโลกที่มาจากศูนย์ฝึกลูกหนังของตัวเองประดับวงการฟุตบอลมากกว่า 20 คน โดยใช้แนวทางการเล่นฟุตบอลที่มีแก่นมาจาก total football เหมือนกัน

ในบทนี้จะไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับลิเวอร์พูลเลย แต่ผมจะเล่าเรื่องราวของครัฟฟ์เพื่อจะให้ทุกคนเห็นภาพกว้างของความสำเร็จในการวางรากฐานสโมสร และเมื่อคุณอ่านบทต่อไปที่จะพูดถึงคล๊อปป์และลิวเวอร์พูลมันจะเห็นภาพตัดไปมาได้เป็นฉาก ๆ

จากอาแจกช์ถึงบาร์ซ่า: การหยั่งรากของโททัลฟุตบอล

ผมจะไม่ไล่เรียงถึงความยิ่งใหญ่ของครัฟฟ์ในช่วงที่เป็นนักเตะนะครับ ผมเองเกิดไม่ทันดูเขาสมัยเป็นนักเตะ แต่ได้ยินชื่อเสียงมามาก ผมจะเน้นการทำงานของเขาในฐานะผู้จัดการทีม โดยเฉพาะการวางรากฐานให้บาร์เซโลนาและอาแจกช์ เพราะเป็นสองทีมที่ครัฟฟ์ใช้เวลาหลังเลิกเล่นในการางรากฐานการเล่นและพัฒนาทีมให้ จนมีคำกล่าวที่ว่าสำหรับชาวอาแจ็กช์นั้น บาร์เซโลนาเปรียบเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา

ผมจะไม่เจาะลึกปรัชญาการเล่นแบบโททัลฟุตบอลให้มากความนะครับ (จะไปพูดแบบละเอียดในตอนหน้า) แต่โดยสรุปมันคือระบบการเล่นฟุตบอลที่เริ่มต้นในประเทศเนเธอแลนด์ โดยมีสโมสรอาแจกช์เป็นต้นแบบในการเล่น โด่งดังมากในยุคที่ไรนุส มิเชล เป็นกุนซือและมีนักเตะคู่บุญอย่างครัฟฟ์อยู่ในทีม

หรือในสไตล์ของครัฟฟ์ มันอาจจะสรุปได้ด้วยปรัชญาที่เขาเคยอธิบายไว้เช่นว่า “ในทีมของผม ผู้รักษาประตูคือตัวรุกคนแรก ส่วนกองหน้าคือกองหลังคนแรก” “บอลมีอยู่ลูกเดียวในสนาม ดังนั้นคุณต้องเอามาครองให้ได้” “ถ้าคุณได้ครองบอล คุณก็ไม่ต้องป้องกัน เพราะบอลมีอยู่ลูกเดียว” และ “เวลาที่ได้ครองบอลคุณต้องทำให้สนามใหญ่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ส่วนเวลาที่ไม่ได้บอลคุณต้องทำให้สนามเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” น่าจะพอนึกภาพออกนะครับ

หลังจากเลิกเล่นฟุตบอลครัฟฟ์ก็ต้องการจะสานต่อปรัชญาการเล่นฟุตบอลแบบนี้ โดยเขาเริ่มสานต่องานนี้ที่อาแจกช์ก่อน แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ซึ่งผมจะเอามาวิเคราะห์อีกทีในตอนต่อไปว่าทำไมถึงไม่สำเร็จ เพื่อจะเปรียบเทียบกับระบบของอังกฤษในขณะนี้ที่ยังใกล้เคียงกับอาแจกช์ สุดท้ายครัฟฟ์ได้รับการติดต่อจากบาร์เซโลนาสโมสรจากสเปนที่เขาเคยค้าแข่งสมัยเป็นนักเตะ

บาร์ซาก่อนที่ครัฟฟ์จะมากำลังอยู่ในช่วงตกต่ำอย่างมาก ทั้งจากปัญหาภายในและการเมืองภายนอกสนาม พวกเขาได้แชมป์ลีกครั้งเดียวในรอบ 10 ปี จนถึงขั้นนักเตะรวมกลุ่มกันขับไล่ประธานสโมสร แต่หลังจากที่ครัฟฟ์เข้ามาและใช้เวลาวางรากฐานของทีมกว่า 4 ปี บาร์ซาก็พัฒนามาเป็นบาร์ซาอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

สิ่งที่ครัฟฟ์ปฏิวัติการเล่นฟุตบอลจนกลายเป็นต้นแบบของฟุตบอลสมัยใหม่อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ก็คือ ฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของพละกำลังและสรีระเท่านั้น อย่างที่เขาเคยประกาศกร้าวว่า “ฟุตบอลเป็นเกมที่เล่นด้วยสมอง ส่วนเท้ามีไว้คอยช่วยเหลือ”

การพูดว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของสรีระและพละกำลังเท่านั้น ในสมัยนั้นถือเป็นการพลิกมุมมองการเล่นไปเลยนะครับ เพราะในขณะที่สไตล์ฟุตบอลอื่น ๆ เน้นที่รูปร่างนักเตะต้องแข็งแรง แต่ละสโมสรยังคัดนักเตะจากรูปร่างก่อนเป็นอันดับแรก ว่ากันว่าหากครัฟฟ์ไม่ปฏิวัติวิธีคิดเช่นนี้ที่บาร์เซโลนาโลกคงไม่มีโอกาสได้เห็นลิโอเนล เมสซี่เป็นแน่

สิ่งที่ครัฟฟ์ให้ความสนใจมากกว่าเรื่องของสรีระคือเรื่องของระบบการเล่น เช่นเขามองว่า พื้นสนามที่ดี ห้องแต่งตัวที่สะอาดเรียบร้อย ผู้เล่นที่ดูแลความสะอาดสตั๊ดตัวเองเป็น ตาข่ายที่แน่นหนา เป็นองค์ประกอบที่สำคัญเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาฟุตบอล เรื่องเทคนิค ทักษะการเล่นจะตามมาจากพื้นฐานสโมสรที่ดี

นอกจากนั้นครัฟฟ์เป็นโค้ชฟุตบอลคนแรก ๆ ที่เน้นการพัฒนาศูนย์ฝึกลูกหนังของสโมสร โดยสิ่งที่เขาเปลี่ยนแปลงในตอนนั้นคือ เขาปรับให้ชุดเยาวชนทุกชุดเล่นฟุตบอลสไตล์เดียวกันกับทีมชุดใหญ่ ให้ทีมเยาวชนมีโอกาสซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ทำให้ระบบการเล่นของบาร์เซโลนาถูกวางไว้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นักเตะจากเยาวชนสามารถขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ได้

ผลของการวางรากฐานที่มั่นคงของบาร์ซา

หลังจากที่ครัฟฟ์ปรับโฉมของบาร์เซโลนา โดยนำปรัชญาฟุตบอลแบบโททัล ฟุตบอลจากอาแจ็กช์มาปรับใช้ และวางรากฐานโรงเรียนลูกหนังลามาเซียของบาร์เซโลนาให้แข็งแกร่งขึ้น บาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ลาลีกา 4 สมัยติดต่อกัน (1991-1994) รวมแล้วในยุคที่ครัฟฟ์คุมทีมอยู่ 8 ปีพวกเขาได้แชมป์มาครองถึง 11 รายการ

แต่นั่นไม่ใช่ผลผลิตที่แท้จริงของงานวางรากฐานของครัฟฟ์ ของจริงคือหลังจากนั้นต่างหาก บาร์เซโลน่าต่อจากปี 1996-2000 ที่กุนซือ 2 คนคือ บ๊อบี ร๊อบสันกับหลุยส์ ฟาล กัล ใช้นักเตะแทบจะยังเป็นชุดเดิมของครัฟฟ์อยู่ปรับเพิ่มนิดหน่อย ยังคงได้แชมป์เรื่อย ๆ แต่หลังจากปี 2000 เป็นต้นมาจนถึงปี 2003 บาร์เซโลนาไม่มีแชมป์ติดมือเลยสักปี เนื่องจากกุนซือที่มาสานงานต่อเริ่มทำฟุตบอลออกนอกทางปรัชญาที่วางไว้ประกอบกับนักเตะชุดที่เคยยิ่งใหญ่ได้เลิกเล่นกันไปหมด แม้จะเป็นฟานกัลรอบสองก็ยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์อะไรได้ บวกกับความยุ่งเหยิงของการเมืองภายในสโมสรด้วย

จนกระทั่งปี 2003-2004 โจน ลาปอร์ตา ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ครัฟฟ์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานสโมสรบาร์ซ่า ครัฟฟ์แนะนำให้เขาจ้าง แฟรงค์ ไรจ์คการ์ด อดีตเพื่อนร่วมทีมและลูกทีมของเขาที่อาแจ็กช์มาเป็นกุนซือบาร์ซา ที่นำสไตล์การเล่นแบบโททัลฟุตบอลกลับมาอีกครั้ง ผสมผสานนักเตะที่ซื้อมาใหม่อย่างโรนัลดินโญ่ มาเกวช ฟานบองฮอร์ท และดันนักเตะจากลามาเซียอย่าง อิเนสตา บัลเดส โอเลเก ขึ้นมา ในปีต่อมายังมีการซือนักเตะอย่างเดโก เอโต้ ชูลี และเมสซีจากลามาเซียขึ้นมาอีก จนบาร์เซโลนาในยุคของไรจ์คการ์ด กลับมาผงาดอีกครั้ง คว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัย และ UCL 1สมัย

รากฐานที่ต่อเนื่อง

ถัดจากนั้นมาจนถึงบัดนี้ กุนซือบาร์เซโลนาทุกคน (ยกเว้นมาร์ติโน่ มาคุมทีมระยะสั้น) แทบจะเป็นลูกศิษย์ของครัฟฟ์หรือคนที่เกี่ยวข้องกับเขาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเป๊บ กวาดิโอล่า ที่พัฒนาโททัลฟุตบอลแบบฉบับของตนเองคือ tiki taka ขึ้นมาจนพาบาซาร์ครองความยิ่งใหญ่ของยุโรปจนได้ฉายาว่าทีมต่างดาวอยู่ช่วงใหญ่ ก็เคยเป็นลูกทีมของครัฟฟ์ในยุคดรีมทีม เป๊บพาบาร์เซโลนาเป็นทีมแรกที่คว้าทริปเปิลแชมป์ได้ในสเปน เป็นทีมแรกที่ได้ทุกถ้วยที่ลงแข่งภายใน 1 ฤดูกาล

คนต่อมาคือติโต่ เขาเคยเป็นนักเตะในชุดบาร์เซโลนาเบ เมื่อปี 1988-1990 สมัยที่ครัฟฟ์ยังคุมบาร์ซาชุดใหญ่ 2 ปีแรก หลุยส์ เอนริเก้ แม้จะมาเป็นนักเตะบาร์ซ่าตอนครัฟฟ์ออกจากสโมสรแต่ยังทันร่วมเล่นกับเป๊บและขุนพลอื่น ๆ ของครัฟฟ์ เคยเป็นผู้ช่วยของฟานกัล ซึมซับโททัล ฟุตบอลมาเต็มที่ หรือกุนซือคนปัจจุบันบัลเดเด ก็เป็นอดีตนักเตะในชุดดรีมทีมของครัฟฟ์เช่นกัน

กล่าวโดยสรุปนับตั้งแต่ไรจ์คการ์ดลงมากุนซือบาร์เซโลนาทุกคนพาทีมได้แชมป์ลีกหมด มีเพียงมาร์ติโน่ที่ทำงาน 1 ปีเท่านั้นที่ไม่สามารถพาบาร์ซาเป็นแชมป์ลีกได้

ไม่ใช่แค่ที่บาร์เซโลนาเท่านั้น อาแจ็กช์ หลังการไปของครัฟฟ์เหมือนจะผลงานตกลง พวกเขาเห็นผลงานที่ครัฟฟ์ทำกับบาร์เซโลน่าจึงอยากให้ครัฟฟ์กลับมาช่วยงานอีกครั้ง แต่ปัญหาเดิมก็ยังคงอยู่คือปัญหาเรื่องการบริหารที่ตกยุค ครัฟฟ์ต้องใช้เวลานานอีกเป็นสิบปี กว่าที่ทุกคนในสโมสรอาแจ๊กช์จะเห็นว่าไม่ไหวแล้ว ต้องแก้ปัญหาของทีมก่อนที่จะย่ำแย่ไปกว่านี้

จนกระทั่งปี 2011 ในที่สุดครัฟฟ์ก็ได้วางแผนงานให้กับอาแจ็กช์อย่างเต็มตัวอีกครั้ง เขามองว่าอาแจ็กช์เต็มไปด้วยคนที่ไม่รู้เรื่องฟุตบอล จึงได้เชิญบรรดานักเตะเก่าที่มีความรู้เรื่องฟุตบอลอย่าง ไรจ์คการ์ด วิม ยองค์ เบิร์กแคมป์ มาเป็นผู้กอบกู้อาแจ็กอีกครั้งโดยมี ฟรองค์ เดอบัว เป็นกุนซือใหญ่ บุคลากรเหล่านี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในแง่ทางเทคนิคของครัฟฟ์ ขณะที่ครัฟฟ์ คอยดูภาพรวมแบบห่าง ๆ ในระยะปลอดภัยจากบ้านในบาร์เซโลน่า

จนอาแจ็กช์กลับมาเป็นทีมที่สร้างนักเตะจากเยาวชนให้เป็นนักเตะระดับโลกได้หลายคนทั้ง ซัวเรส ดาลีย์ บลินด์ เอริคเซ่น และ แฟร์ตองเกน และปัจจุบันที่มีนักเตะอย่างเดอลิก เดยอง และมีผลงานที่กลับมาดีในเวทียุโรปอีกครั้ง

มีเกร็ดที่น่าสนใจนิดนึงระหว่างรอยต่อของ ไรจ์การ์ดกับเป๊บ ตอนนั้นผู้บริหารทีมส่วนใหญ่มองว่ามูรินโญ่เหมาะจะเข้ามาเป็นกุนซือต่อจากไรจ์การ์ดจากผลงานทำทีมที่ยอดเยี่ยมทั้งกับปอร์โต้และเชลซี แต่ครัฟฟ์เป็นคนที่คัดค้านและสนับสนุนให้เป๊บขึ้นมาแทน แม้จะไม่เคยผ่านการคุมทีมใหญ่มาก่อนเลยก็ตาม เพราะเขามองว่าเป๊บเข้าใจความเป็นบาร์เซโลนาและปรัชญาการเล่นของทีมมากกว่ามูรินโญ่ที่แม้จะเคยทำงานที่บาร์เซโลนาร่วมกับเป๊บสมัยฟานกัลคุมทีม แต่มีสไตล์การเล่นที่แตกต่างจากปรัชญาพื้นฐานของครัฟฟ์ที่เน้นการครองบอลบุก แต่มูรินโญ่เน้นครองบอลรับ

เอ็นริเก มู เป๊บ

บทสรุปตอนที่สองและอารัมภบทตอนต่อไป

จากชื่อบทความที่ผมเขียนคือ จากครัฟฟ์ถึงคล๊อปป์ และพูดถึงการวางรากฐานฟุตบอลที่มั่นคง ผมจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงการทำงานของครัฟฟ์ และตัวอย่างการวางรากฐานสำเร็จของเขาที่ได้รับการต่อยอดจากกุนซืออีกมากมาย อีกทั้งเนื้อหาที่จะเล่าของคล๊อปป์ในตอนต่อไปนั้นยาวมาก ผมจึงขอตัดเป็น 3 ตอน

สำหรับตอนต่อไปผมจะพูดถึงว่า ทำไมผมจึงมองว่าคล๊อปป์กำลังเดินตามครัฟฟ์ในการวางรากฐานปรัชญาการเล่นฟุตบอลฉบับลิเวอร์พูล ซึ่งผมจะวิเคราะห์อย่างละเอียดเลยว่าทั้งสองคนทำเหมือนและต่างกันอย่างไร นอกจากนั้นในฐานะที่ครัฟฟ์ทำสำเร็จไปแล้ว แต่คล๊อปป์กำลังเดินตาม ผมจะวิเคราะห์ให้เห็นว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งเสริมและขัดขวางการทำงานและความต่อเนื่องของคล๊อปป์

รับรองว่าเนื้อหาในตอนต่อไป จะเชิงลึกว่าที่คุณคิดแน่นอน โดยเฉพาะคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นจากบทความแรกว่าปัจจัยหลัก ๆ อยู่ที่เจ้าของสโมสรกับกุนซือ แต่ตอนต่อไปของผมจะทำให้คุณเห็นว่ามันมีมากกว่านั้นเยอะมาก ซึ่งมันทำให้คุณเห็นฟุตบอลในมุมที่กว้างขึ้น