จากครัฟฟ์ถึงคล๊อปป์: เส้นทางการวางรากฐานปรัชญาฟุตบอลฉบับลิเวอร์พูล (ตอนจบสักที)

จากสองตอนที่แล้ว ในตอนแรกผมพูดถึงภาพรวมของงานโค้ชและความยากของการจะทำงานวางแผนระยะยาวหรือถึงขั้นวางรากฐานปรัชญาการเล่นให้กับทีมใดทีมหนึ่งได้ ขณะที่ตอนที่สองผมพูดถึงครัฟฟ์และบาร์เซโลน่าในฐานะที่เป็นต้นแบบหรือจุดหมายปลายทางของสโมสรฟุตบอลทั่วโลก และคล๊อปป์เองก็มุ่งมั่นที่พาลิเวอร์พูลไปให้ถึงหมุดหมายนั้น

ในตอนที่สามของบทความนี้ผมจะพูดถึงขั้นตอนการวางรากฐานลิเวอร์พูลของคล๊อปป์ โดยเปรียบเทียบกับของครัฟฟ์ ชี้ให้เห็นความเหมือน ความต่าง และแนวคิดบางอย่างที่ได้รับอิทธิพลส่งถึงกัน สุดท้ายผมจะวิเคราะห์ปัจจัยส่งเสริมและขัดขวางที่ท้าทายเส้นทางนี้ของคล๊อปป์และลิเวอร์พูล

จากลามาเซียถึงเคิร์คบี้: รากฐานที่มั่นคง

ในปี 1979 บาร์เซโลนาซื้อตัวโยฮัน ครัฟฟ์มาเป็นผู้เล่น แต่ครัฟฟ์กลับนำเสนอสิ่งที่ต่อมาได้เปลี่ยนโฉมของบาร์ซ่าไปตลอดกาล นั่นก็คือเขาเสนอให้ โจเซฟ นูเนเญซ ประธานสโมสรในขณะนั้น ให้รื้อระบบเยาวชนใหม่ทั้งหมด และสร้างอะคาเดมี่ของสโมสร ที่ชื่อว่าลามาเซีย โดยยึดตามแบบฉบับศูนย์ฝึกเยาวชน เดอ ทูมองส์ท ของอาแจ็กซ์ฯ จากนั้นในปี 1988 ครัฟฟ์กลับมาสานต่องานของเขาที่บาร์ซ่าอีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีม และสร้างขุมกำลังชุดดรีมทีมของเขาที่มีนักเตะส่วนหนึ่งมาจากลามาเซีย เช่น เป๊บ กวาดิโอล่า และ กิเยร์โม่ อามอร์ เป็นต้นแบบ

ย้อนกลับไปที่ปี 1900 ที่สโมสรอาแจ็กซ์ เนเธอแลนด์ ได้บังเกิดศูนย์ฝึกเยาวชนที่ชื่อว่า เดอ ทูมองส์ท ขึ้น พวกเขาใช้เวลากว่า 60 ปีกว่าจะได้ลิ้มรสความสำเร็จของมันจากการประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 3 สมัยซ้อน และกลายมาเป็นโมเดลในการพัฒนานักเตะรุ่นเยาว์ให้กับหลายสโมสรทั่วโลก โยฮัน ครัฟฟ์, เอดการ์ ดาวิส, ไคล์เวิร์ท, ฟาน เดอ ซาร์, เบิร์กแคมป์ นักเตะเหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตของอคาเดมีนี้ เช่นเดียวกับที่ลามาเซีย ซาบี เฮอนันเดส, อันเดรส อิเนียสตา, เมสซี่, เป๊บ, ปูโยล, ปิเก้ ก็ล้วนแต่เป็นผลผลิตของลามาเซียเช่นเดียวกัน

ความยิ่งใหญ่ของผลผลิตจากลามาเซียยังแสดงให้เห็นผ่านนักแตะสเปนชุดแชมป์โลกเมื่อปี 2010 ซึ่งมีนักแตะที่เคยฝึกฝนในระบบเยาวชนบาร์เซโลนาหรือลามาเซียถึง 7 คนด้วยกัน และในปีเดียวกันนั้นเอง ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีผู้เล่นเข้าชิงรางวัลฟีฟาบัลลงดอร์หรือรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก 3 คนสุดท้ายที่มาจากสโมสรเดียวคือบาร์เซโลนา (ลิโอเนล เมสซี, ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสตา) ที่สำคัญเป็นผลผลิตจากลามาเซียทั้งสามคน

กลับมาที่เมืองลิเวอร์พูลในปี 1959 บิล แชงค์ลีย์ เข้ามารับหน้าที่คุมทีมลิเวอร์พูลที่ตอนนั้นตกไปเล่นอยู่ในดิวิชั่น 2 เป็นเวลากว่า 17 ปีมาแล้ว เขาไปยังที่รกร้างแห่งหนึ่งและพูดกับทอม บุช อดีตนักเตะและเจ้าหน้าที่สโมสรว่า “ทำไมที่มันรกเช่นนี้ สนามเป็นหลุมบ่อราวกับถูกทหารเยอรมันบอมส์ใส่ มีพวกเยอรมันอยู่ที่นี่ใช่ไหม” นั่นคือตำนานการเกิดขึ้นของสนมเมลวูด สนามซ้อมที่เป็นเบื้อหลังของการพาทีมหงส์แดงขึ้นผงาดในเวลาต่อมา

จากมุกตลกเรื่องคนเยอรมันในวันนี้ ใครจะคิดว่ามันเหมือนเป็นคำบอกใบ้ เพราะในอีก 56 ปีต่อมามีคนเยอรมันมาที่นี่จริง พร้อมกับแผนการที่จะยกเลิกสนามซ้อมเมลวูดของเขา ชายคนนั้นคือ เจอร์เกน คล๊อปป์นั่นเอง ในวันที่สองของการย้ายมาทำงานที่ลิเวอร์พูลเมื่อปี 2015 คล๊อปป์เดินทางมาดูเยาวชนหงส์แดงฝึกซ้อมที่เคิร์กบี้ ที่จริงแต่เดิมนักเตะเยาวชนและชุดใหญ่ของหงส์แดงซ้อมร่วมกันที่เมลวูด แต่ปี 2001 อูลลิเยร์ กุนซือหงส์ขณะนั้น ปรับปรุงสนามซ้อมเมลวูดให้ทันสมัยขึ้นและใช้เป็นที่ซ้อมของนักเตะชุดใหญ่เท่านั้น ส่วนชุดเยาวชนให้ย้ายไปซ้อมที่เคิร์กบี้แทน

ทันทีที่คล๊อปป์เห็นสนามซ้อมเยาวชนที่แยกกันกับชุดใหญ่และต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 30 นาทีหากต้องเรียกนักเตะมาซ้อมร่วมกัน ปัญหานี้เป็นสิ่งคาใจคล๊อปป์มาก สุดท้ายในเขาเข้าไปคุยกับประธานสโมสรว่าต้องการย้ายรวมสนามซ้อมของเยาวชนและชุดใหญ่เข้าด้วยกัน โดยเขาคิดจะพัฒนาเคิร์คบี้ ให้เป็นศูนย์ลูกหนังหงส์แดงที่ทันสมัยและครบวงจร ไอเดียของเขาได้รับความสนใจเพียงแต่อาจต้องลงทุนถึง 50 ล้านปอนด์ ทำให้โปรเจ็คนี้ถูกชะลอไปก่อน

แต่แล้วในปี 2017 หลังจากเห็นผลงานการทำทีมของคล๊อปป์มาเต็มที่ 1 ปี สโมสรลิเวอร์พูลตัดสินใจประกาศแผนการสร้างสนามซ้อมระดับสูงแห่งใหม่ที่เคิร์กบี้ตามข้อเสนอของคล๊อปป์ คล้ายกับตอนที่นูนเญซ รับข้อเสนอของครัฟฟ์ที่บาร์เซโลน่าปี 1979 โดยสนามแห่งนี้เริ่มก่อสร้างแล้วเมื่อปี 2018 และจะเสร็จทันใช้ในฤดูกาล 2020-2021 หลังจากที่โปรเจ็ของเขาผ่านคล๊อปป์ให้สัมภาษณ์ว่า

“มันเป็นเรื่องยากมาก ที่ผู้จัดการจะวางแผนระยะยาวกับสโมสร แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ผมจะอยู่ที่นี่ เมื่อศูนย์แห่งนี้เปิดใช้งาน และมันจะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมทีเดียว มันเป็นการแสดงเจตนารมณ์ครั้งใหญ่ของสโมสรและเจ้าของทีม ผมมีความสุขมากที่เราได้เริ่มต้นโปรเจ็คนี้ เมลวูด เป็นสถานที่ที่วิเศษ แต่การได้นำคนมาอยู่รวมกันเพื่อก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้านั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำ”

นี่คือก้าวแรกของงานวางรากฐานที่ครัฟฟ์ทำกับบาร์ซ่าและคล๊อปป์กำลังจะทำกับลิเวอร์พูล สนามซ้อมที่มีดีมีมาตรฐานไม่ใช่แค่ที่ซ้อมดี ๆ เท่านั้น แต่มันจะกลายเป็นโรงเรียนบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของสโมสรชั้นดี ในอนาคตเราอาจกลายเป็นโรงเรียนลูกหนังแบบลามาเซีย อาร์เซน่อล หรือแม้แต่เป็นแหล่งผลิตนักฟุตบอลชั้นเยี่ยมอย่าง เดอ ทูมองส์ท ที่มีสาขาอคาเดมีมากที่สุดในโลกก็เป็นได้

จากฮอลแลนด์-สเปน เยอรมัน-อังกฤษ การทำให้ฟุตบอลเป็นมากกว่าฟุตบอล

ตอนที่อาแจ็กซ์แพ้สเปอร์สตกรอบ UCL เมื่อปีที่แล้วทั้งที่เป็นฝ่ายนำก่อน 2 ลูก มูรินโญ่ ออกมาตำหนิว่า อาแจ็กซ์ยึดมั่นในปรัชญาการเล่นของตัวเองเกินไป ครึ่งหลังควรเป็นเกมที่อาแจ็กซ์ต้องถอยมาเล่นเกมรับแล้วปิดจ็อบไม่ใช่เดินเกมบุกแลกอย่างที่เป็น

อาแจ๊กซ์และเนเธอแลนด์เชื่อว่าการเล่นฟุตบอลเป็นเหมือนปรัชญาแขนงหนึ่ง ครัฟฟ์เคยกล่าวไว้ว่า “คุณภาพที่ปราศจากผลลัพธ์ถือว่าไร้ความหมาย ผลลัพธ์ที่ไร้คุณภาพจัดว่าน่าเบื่อ” นี่คือปรัชญาที่มูรินโญ่ตำหนิ แต่นักเตะอาแจ็กซ์ทุกคนต้องซึมซับมันตั้งแต่เด็ก ด้วยปรัชญาลูกหนังที่ยึดถือคุณภาพของนักเตะและผลลัพธ์ที่ดีของการเล่น ทำให้อาแจ็กช์สถาปนาตัวเองเป็นสถาบันฝึกลูกหนังที่ดีที่สุดในโลก เป็นต้นแบบของอคาเดมีให้กับสโมสรทั่วโลก พวกเขาไม่บ่นเมื่อทีมแพ้หรือไร้ชัยชนะ เพราะพวกเขาเชื่อและรออย่างตั้งตาว่า สักวันผลผลิตจากอคาเดมีของพวกเขาจะกลับมาได้เสมอ

ที่บาร์เซโลนามีคำขวัญว่า “เป็นมากกว่าฟุตบอล” สโมสรฟุตบอลไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นตัวแทนของชาวคาตาลัน ที่ลามาเซีย นักเตะทุกคนจะต้องเรียนภาษาคาตาลัน อันเป็นความภาคภูมิใจของชาวคาตาลัน ทุกครั้งที่ชาวคาตาลันเรียกร้องทางการเมือง นักเตะบาร์เซโลนาที่เป็นเชื้อสายคาตาลันจะต้องออกมาเรียกร้องร่วมด้วย เหมือนอย่างที่เป๊บเคยผูกริบบิ้นสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์สนับสนุนนักโทษการเมืองที่เรียกร้องเอกราชเมื่อปี 2561 จนโดนฟีฟ่าปรับเงิน สโมสรบาร์ซาจึงเป็นมากกว่าฟุตบอล แต่เป็นเหมือนสถานบันทางการเมืองของชาวคาตาลันด้วย

เบื้องหลังของรูปแบบการฝึกซ้อม สไตล์การเล่น นักเตะที่ลงไปในสนาม และทุก ๆ อย่างมันต้องหมุนเวียนผ่านปรัชญาอะไรบางอย่าง  ไม่ว่าจะเชื่อว่าฟุตบอลคือปรัชญาลูกหนัง หรือฟุตบอลเป็นมากกว่าสโมสร ก็ตาม

คล๊อปป์ เกิดและเติบโตมาในประเทศเยอรมัน ที่สโมสรฟุตบอลเชื่อมโยงกับความเป็นท้องถิ่นแฟนบอล แต่เดิมนั้นบุนเดสลีกาไม่อนุญาตให้นักธุรกิจเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร สโมสรจะต้องเป็นของแฟนบอลบริหารโดยระบบสมาชิก และต่อมาก็ปรับเป็นกฎ 50+1 คือ กฎ 50+1 คือกฎเกี่ยวกับสิทธิการถือหุ้นของสโมสร ซึ่งระบุว่า ลีกเยอรมัน จะไม่อนุญาต ใครก็ตามเข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรเป็นอันขาด

ตามกฎ 50+1 การเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลในเยอรมัน มี 2 วิธี วิธีที่ 1) คือ “50” หมายถึง หุ้นส่วน 50% ของสโมสรเป็นอย่างน้อยต้องเป็นของแฟนบอล นั่นคือแฟนบอล มีสิทธิโหวต และมีส่วนกับความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างของสโมสร ส่วนอีก 50% สามารถเป็นกลุ่มทุนเข้ามาร่วมได้ วิธีที่ 2) คือ “1” แปลว่า เอกชนหรือนักธุรกิจก็เป็นเจ้าของทีมแต่เพียงผู้เดียวได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าได้สนับสนุนทางการเงินอย่างจริงจังกับสโมสรนั้นมาเกินกว่า 20 ปี ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบจากบุนเดสลีกาอีกที นอกจากนั้นลีกนี้ยังห้ามเอาชื่อสปอนเซอร์มาใส่ในชื่อทีมเด็ดขาดด้วย

ในเยอรมัน 99% เป็นแบบแรกคือแฟนบอลเป็นเจ้าของร่วมกับสโมสร 50 % มีเพียง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ที่เจ้าทีมของคือบริษัทผลิตยา ไบเออร์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ และฐานการผลิตอยู่ที่เมืองเลเวอร์คูเซ่น ถือว่าเข้าเกณฑ์นี้ และอีกทีมคือ โวล์ฟสบวร์ก มีเจ้าของคือโฟล์กสวาเก้น ซึ่งก็มีเฮดควอเตอร์ ตั้งอยู่ที่เมืองโวล์ฟสบวร์ก ก็เข้าเกณฑ์นี้เช่นกัน

จิตวิญญาณของฟุตบอลเยอรมันคือมองว่าฟุตบอลไม่มีทางลัด การรวยทางลัดหรือประสบความสำเร็จทางลัดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ หากอยากประสบความสำเร็จคุณต้องพัฒนาตัวเองทั้งนักเตะและสนาม ผลงานในสนามจะเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอลและสปอนเซอร์ยอมจ่ายเงินให้คุณเอง

ที่ดอร์ทมุนด์ สโมสรที่คล๊อปป์เข้าทำงานก่อนย้ายมาลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่มีสมาชิกสนับสนุนมากเป็นอันดับสองของลีกที่ เสือเหลือง 139,000 คน รองจากบาร์เยิร์นที่มี 300,000 คน โดยทุกคนต่างมีสิทธิ์มีเสียงในการโหวตทุกอย่างเกี่ยวกับสโมสรเท่าเทียมกัน

ที่ดอร์ทมุนด์คล็อปป์เรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมแฟนบอลให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพราะแม้จะมีฐานสมาชิกน้อยกว่าบาเยิร์นแต่ดอร์ทมุนด์ได้ชื่อว่าเป็นสโมสรที่ได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอลมากที่สุดในโลก ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค สนามเหย้าของทีมโบรุสเซียดอร์ทมุนด์ เป็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ที่สุดในเยอรมนี แถมยังครองแชมป์สังเวียนแข้งที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดของยุโรปด้วยค่าเฉลี่ย 80,000 คนต่อ 1 นัด ได้รับการโหวตจาก “เดอะ ไทม์ส” หนังสือพิมพ์ชั้นนำของโลกให้เป็นสนามที่มีบรรยากาศในการชมเกมฟุตบอลดีที่สุดในโลก เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2009

ที่สนามของดอร์ทมุนด์จะมีอัฒจรรย์สำหรับกลุ่มแฟนบอลตัวยงโดยเฉพาะที่ได้รับขนานนามว่า กำแพงเหลือง (Yellow Wall) เป็นพื้นที่ที่แฟนบอลเดนตายกว่า 2 หมื่นคนจะสวมชุดสีเหลืองส่งเสียงเชียร์ทีมรักของพวกเขาในทุก ๆ เกม ดังนั้นปรัชญาของดอร์ทมุนด์แฟนบอลจึงเปรียบเสมือนคนในครอบครัวมากกว่าลูกค้า ดังที่ โยอาคิม-วัตซ์เค่ ซีอีโอของดอร์ทมุนด์เผยว่า “เราอยากให้แฟนบอลคือแฟนบอล ไม่ใช่ลูกค้า”

ที่ลิเวอร์พูลเรามีคำขวัญว่า We Are Liverpool, This mean more ซึ่งถูกวางรากฐานมาโดยปรมาจารย์บิล แชงค์สคลีย์   ที่พยายามปลูกฝังความเชื่อในชัยชนะควบคู่ไปกับความนอบน้อม นอกจากนั้นนักเตะลิเวอร์พูลจะต้องใส่ใจในสโมสรและเมืองลิเวอร์พูล นิยามของลิเวอร์พูลจึงไม่ใช่สโมสรฟุตบอล แต่นิยามจริง ๆ ของมันคือ ครอบครัว แฟนบอลลิเวอร์พูลคือสมาชิกในครอบครัวของสโมสร ปรัชญาเหล่านี้ถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น จากแชงค์ลี่ย์ ถึง สตีฟ ไฮเวย์ จากไฮเวย์ถึงเจอร์ราร์ด

คล๊อปป์ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ แต่เขากำลังจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้น ที่ดอร์ทมุนด์คล๊อปป์มีกำแพงเหลือง ที่ลิเวอร์พูลคล๊อปป์ก็มีแอนฟิลด์และเสียงเพลง You’ ll never walk alone ของเหล่า The Kop  เช่นกัน ก่อนที่เขาจะเข้ามา ลิเวอร์พูลเกิดวิกฤตศรัทธาแฟนบอลอย่างมากจากผลงานในสนามของนักเตะ และสิ่งแรกที่คล๊อปป์ตั้งใจจะทำก็คือการเรียกศรัทธาของแฟนบอลคืนมา เราจะเห็นคล๊อปป์ให้ความสำคัญกับชุมชนเมืองลิเวอร์พูลมาก เขาสานต่อปรัชญาที่ว่าสโมสรต้องใส่ใจเมืองลิเวอร์พูล เราจะเห็นว่าเขามักถ่ายรูปกับเด็ก ๆ เมืองลิเวอร์พูล ให้เกียรติแฟนบอลรุ่นเก่าของสโมสร การช่วยเหลืองานเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเมืองลิเวอร์พูล ลิเวอร์พูลให้ความสนใจในการพัฒนาสโมสรควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองแห่งนี้เหมือนกัน

จากครัฟฟ์สไตล์ถึงคล๊อปป์สไตล์: จากตัวตนโค้ชถึงปรัชญาการเล่นของสโมสร

สิ่งที่ครัฟฟ์และคล๊อปป์ทำได้เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ การเอาคาแรคเตอร์ของตัวเอง วิธีคิดของตัวเองสอดแทรกเข้าไปในปรัชญาการเล่นของทีมได้ โยฮัน ครัฟฟ์ แจ้งเกิดจากการเป็นนักเตะเทวดา เขาเป็นนักเตะที่เชื่อมั่นในความสวยงามของฟุตบอล ฟุตบอลต้องเล่นเพื่อคนดู เขานำรูปแบบการเล่นของตัวเอง คติความเชื่อของตัวเองฝังลงไปในปรัชญาการเล่นของทั้งอาแจ็กซ์และบาร์เซโลนา ที่เล่นฟุตบอลงดงามและตื่นตาตื่นใจ

ปี 1988 ในยุคที่ระบบ 4-4-2 ยังครองโลก ครัฟฟ์เข้าไปเป็นกุนซือวันแรกและเรียกประชุมนักเตะพร้อมกับบอกว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงการเล่น  ยูเซบิโอ เล่าย้อนถึงอดีตวันนั้นว่า

“เขา (ครัฟฟ์) ไปที่กระดานดำและเขียนกองหลัง 3 คน กองกลาง 4 คน ปีก 2 ข้าง และกองหน้าตัวเป้า เรามองหน้ากันและพูดว่า “อะไรกันเนี่ย?” มันเป็นยุคของระบบ 4-4-2 หรือ 3-5-2 เราไม่อยากเชื่อเลยว่ามันมีตัวรุกมากมายขนาดนี้ในทีม และมีกองหลังอยู่เพียงแค่นี้ เขาได้นำระบบการเล่นใหม่มาสู่วงการฟุตบอลสเปน มันเป็นการปฏิวัติ”

ครัฟฟ์อธิบายว่า “ถ้าคุณมีกองหลัง 4 คนป้องกันกองหน้า 2 คน คุณก็จะเหลือนักเตะเพียงแค่ 6 คนเท่านั้นในการเผชิญกับนักเตะ 8 คนในแดนกลาง มันไม่มีทางที่คุณจะชนะในการต่อสู้ เราต้องดันกองหลัง 1 คนขึ้นไปข้างหน้า ผมถูกวิจารณ์เรื่องการใช้กองหลัง 3 ตัว แต่มันปัญญาอ่อนที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาเลย สิ่งที่เราต้องการคือเติมแดนกลางสนามด้วยนักเตะในจุดที่เราจำเป็นมากที่สุด ผมอยากชนะ 5-4 มากกว่า 1-0”

ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าทั้งบาร์เซโลนา แมนซิตี้ และลิเวอร์พูลเองเมื่อขึ้นเกมบุกนักเตะมักจะยืนในระบบ 3-4-3 ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากโททัลฟุตบอลของครัฟฟ์อย่างไม่ต้องสงสัย ที่ลิเวอร์พูลคล๊อปป์เล่นระบบ 4-3-3 ก็จริง แต่เมื่อขึ้นเกมรุก กองกลางจะลงมายืนที่เซ็นเตอร์ 1 คน ขณะที่แบ๊กสองข้างจะเติมขึ้นไปเป็นปีกสองข้างเลย และมี 3 ประสานในแดนหน้าอีก นี่เป็นอิทธิพลจากปรัชญาการเล่นฟุตบอลที่เน้นเกมรุกของครัฟฟ์อย่างไม่ต้องสงสัย

อิทธิพลของครัฟฟ์หรือครัฟฟ์สไตล์คือฟุตบอลที่เชื่อในระบบการเล่น ทีมมีระบบการเล่นที่ชัดเจน นักเตะและเยาวชนเพียงต้องฝึกซ้อมตามระบบขึ้นมาและเล่นให้ได้อย่างที่ระบบของทีมต้องการ นักเตะไม่มีที่ให้สำหรับความผิดพลาด เมื่อคุณผิดพลาดแสดงว่าคุณยังไม่ดีพอสำหรับระบบที่มี นั่นคือปรัชญาที่บาร์เซโลนาและทุกทีมที่เป๊บไปทำงาน นักเตะที่ไม่เข้ากับระบบไม่ต้องเสียเวลามาก ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีที่ว่าง แทคนิกการเล่นที่ดีของนักเตะเป็นเพียงตัวช่วยให้ระบบแข็งแกร่งขึ้น ฟุตบอลของครัฟฟ์และเป๊บจึงต้องการความสมบูรณ์เฟอร์เฟคในทุกขั้นตอน

คล๊อปป์เองก็เชื่อในระบบการเล่นที่แข็งแกร่งเช่นกัน เพราะรากฐานของฟุตบอลเยอรมันที่มาจากการให้โอกาสนักเตะ การที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาตัวเองได้ เชื่อมั่นในการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่นอกเหนือจากระบบซึ่งเป็นเรื่องของภายนอก ฟุตบอลของคล๊อปป์ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของภายในจิตใจด้วย

ตัวของคล๊อปป์เองไม่ได้แจ้งเกิดมาจากการเป็นนักเตะเทวดาเหมือนครัฟฟ์ แม้จะลงเล่นฟุตบอลไป 300 กว่านัด ทำประตูไป 50 กว่าลูก แต่ไม่มีใครรู้จักคล๊อปป์สมัยเป็นนักเตะนอกจากแฟนบอลของไมนซ์ 05 เขาแจ้งเกิดตัเวเองกับการเป็นกุนซือที่นำดอร์ทมุนด์กลับมาเป็นแชมป์บุนเดสลีกา แต่เส้นทางการเป็นโค้ชของเขาก็ไม่ได้มาจากปรัชญาการเล่นฟุตบอลที่เลิศหรูอะไร มันคือการลองผิดลองถูกมากกว่า

 “ผมอาจจะมีฝีเท้าแค่ระดับ ดิวิชั่น 4 แต่มันสมองของผมระดับ บุนเดสลีก้า และผมมีคติว่าฟุตบอลก็เหมือนกับเพลง เฮฟวี่ เมทัล ไม่ใช่เพราะผมบ้าเพลงแนวนี้ แต่เป็นเพราะต้องการให้ฟุตบอลเป็นการแข่งขันที่ครึกครื้นและกระชากอารมณ์เหมือนกับดนตรี เฮฟวี่ เมทัล” นี่คือคำอธิบายปรัชญาการเล่นของคล๊อปป์

นักเตะลิเวอร์พูลของคล๊อปป์ไม่จำเป็นต้องเฟอร์เฟคมีเทคนิกชั้นยอด ล็อกหลบทีละ 3-4 คน ยิงไกลสวยงาม ไม่ใช่เลย นักเตะของคล๊อปป์คือนักเตะที่พร้อมจะวิ่งจนวินาทีสุดท้าย อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เขามั่นใจและให้โอกาสนักเตะของเขาเสมอ แม้ว่าผู้เล่นคนนั้นจะโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดแย่แค่ไหน เขามักจะให้โอกาสและสนับสนุนลูกทีมของเขาตลอด ซึ่งสิ่งนี้เราจะไม่ได้เห็นในปรัชญาของเป๊บและครัฟฟ์อย่างแน่นอน

Tiki-taka กับ Gegenpressing ความต่างในความเหมือน

เราสามารถมองเห็นความแตกต่างกันระหว่างครัฟฟ์สไตล์กับคล็อปป์สไตล์ได้จากวิธีคิดเกี่ยวกับการเล่นเพรสซิ่งได้ คล๊อปป์ชื่นชมการเล่นของบาร์เซโลนาในยุคของเป็บมาก โดยเฉพาะการแย่งบอลคืนของนักเตะบาร์เซโลนาในยุคนั้น คล๊อปป์เคยกล่าวว่า “มันเป็นเรื่องที่สุดยอดมาก การแย่งชิงลูกบอลกลับมาเป็นของเรา ผมคิดว่าเมสซีสารมาถแย่งบอลกลับคืนมาได้มากสุดเลยหละ เวลาที่เขาเสียการครองบอล เขาจะวิ่งไล่เพื่อเอาบอลกลับมาแทบในทันที”

แต่เขามองการแย่งบอลคืนในมุมที่แตกต่างจากปรัชญาการเล่นของเป๊บ ปรัชญาติกิ ตากะ ของเป๊บพัฒนามาจากปรัชญาโททัลฟุตบอลของครัฟฟ์ เพียงแต่เขาไม่เน้นการหมุนเวียนนักเตะ แต่เน้นการต่อบอล ครองบอลอยู่กับตัวเพื่อทำเกมรุก การบีบไล่แย่งบอลคืนของปรัชญาของเป๊บวางอยู่บนรากฐานที่ว่า “เวลาที่เราไม่มีบอล ทีมของเราจะเป็นทีมที่พังพินาศ ไร้ซึ่งความน่ากลัว เพราะฉะนั้นเราต้องการครองบอล การครองบอลเป็นการเล่นเกมรับไปในตัว มันทำให้เราไม่ต้องลงไปเล่าตั้งรับแบบทีมอื่น ” เป๊บต้องการแย่งบอลกลับมาเพื่อครองบอลเพื่อให้บอลอยู่กับพวกเขามากกว่าตามปรัชญาพื้นฐานของครัฟฟ์ที่ว่า “บอลมีอยู่ลูกเดียวในสนาม ดังนั้นคุณต้องเอามาครองให้ได้”

ลิเวอร์พูลพบแมนซิตี้เมื่อต้นฤดูกาล

แต่คล๊อปป์มองว่าการแย่งฟุตบอลมาคืนไม่ใช่แค่การนำบอลมาครองเท่านั้น เขามองว่าการแย่งบอลมาครองแล้วต่อบอลไปทำเกมรุกอีกนั้นเป็นการเสียเวลา “ลองคิดดูสิว่า การที่คุณเคาะไปมากว่าจะถึงผู้เล่น Play maker และกว่าจะไปถึงที่ๆเขาจะสามารถจ่ายบอลให้เพื่อนได้” เราจึงเห็นว่าแม้การเล่นฟุตบอลของคล๊อปป์กับเป๊บจะเน้นการบุกและการครองบอลเหมือนกัน แต่เมื่อถึงการเข้าทำคล๊อปป์กับไม่เน้นการต่อบอลมากจังหวะเหมือนเป๊บ

ขณะที่การแย่งบอลคืนของคล๊อปป์ไม่ใช่เพื่อการเล่นเกมรับ แต่เพื่อการเล่นเกมรุกในจังหวะที่น้อยที่สุด แต่ดุดันที่สุด ฉับไว พุ่งทยานไปข้างแบบหยุดไม่อยู่ การไล่เพรสแย่งบอลคืนของคล๊อปป์ไม่ใช่การเพรสการโต้กลับของทีมอื่น แต่มันคือการเพรสเพื่อโต้กลับของทีมตัวเองต่างหาก การเพรสของคล๊อปป์คือการที่คุณแย่งบอลจากฝ่ายตรงข้ามตรงที่ใกล้ปากประตูฝั่งตรงข้าม มันแค่การผ่านบอลแค่หนึ่งครั้งเพื่อโอกาสการทำประตู” คล็อปกล่าวว่า “ไม่มี play maker คนไหนในโลกสามารถเทียบเท่าสถานการณ์การเพลงซิ่งทีมของผมได้ และนั้นเป็นสิ่งสำคัญ”

ปรัชญาการเล่นที่เน้นขับอารมณ์นักสู้ในตัวของนักเตะผสานกับแนวทางการเพรสของทีมที่เน้นการเพรสเพื่อบุกมากกว่ารับ เกิดเป็นปรัชญาการเล่นแบบ Gegenpressing ของคล๊อปป์ที่นำทีมดอร์ทมุนด์เป็นแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัย เป็นแบบแผนให้ทีมอื่น ๆ ในเยอรมันรวมถึงทีมชาติเยอรมันไปประยุกต์ใช้

ปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยขัดขวางของคล๊อปป์

การพัฒนาศูนย์ฝึกเยาวชน การทำให้ฟุตบอลเป็นมากกว่าฟุตบอล และการใส่ตัวตนและปรัชญาการเล่นของโค้ชลงไปในสโมสร คือสามสิ่งสำคัญของการวางรากฐานปรัชญาการเล่น ซึ่งเป็นงานระยะยาวและต่อเนื่องภายใต้กุนซือ 1 คน ครัฟฟ์ใช้เวลา 8 ปีในการวางรากฐาน แต่หากรวมกับช่วงเวลา 6 ปีที่เขาเป็นนักเตะของบาร์ซ่าที่เขานำเสนอการสร้างลามาเซียด้วยก็เป็นเวลากว่า 14 ปีที่เขามีส่วนช่วยในการวางรากฐานบาร์ซ่าไม่นับว่าหลังจากที่เขาเลิกเป็นกุนซือไปแล้วยังมีส่วนช่วยในการเป็นที่ปรึกษาชองทีมทั้งการสนับสนุนไรจ์คการ์ดกับเป๊บขึ้นมาเป็นกุนซือของบาร์ซ่าอีกหลายทศวรรษ กว่าที่ปรัชญาการเล่นของเขาจะงอกงามเติบใหญ่แข็งแรงที่บาร์ซ่า

ขณะที่ลิเวอร์พูลคล๊อปป์เพิ่งทำทีมมาได้เพียง 4 ปีเศษ จึงเทียบไม่ได้กับระยะเวลาที่ครัฟฟ์ใช้ในการวางรากฐานของบาร์ซ่าเลย หรือแม้แต่ในอังกฤษเองก็ยังเทียบไม่ได้กับการที่บิล แชงส์คลีย์ วางรากฐานให้ลิเวอร์พูลในยุค 60-80 เทียบไม่ได้กับเฟอร์กูสันที่วางรากฐานให้แมนยูในยุค 90-2000 หรือในช่วงเวลาเดียวกันของเวนเกอร์กับอาร์เซน่อล กุนซือเหล่านี้ใช้เวลาวางรากฐานที่มั่นคงให้สโมสรหนึ่งนานกว่า 20 ปีทั้งนั้น นี่คือโจทย์แรกที่เป็นคำถามว่าคล๊อปป์จะมีส่วนในการวางรากฐานเหล่านี้ไปอีกนานแค่ไหน

โจทย์ที่สองที่ยากมาก ๆ คือ ความเต่อเนื่องเมื่อคล๊อปป์วางมือ นี่เป็นปัญหาสำหรับอาร์เซนอลและแมนยูฯ ในตอนนี้ คือหลังจากกุนซือและทีมต้นแบบหายไป พวกเขาไม่สามารถสานต่อแนวทางที่ยิ่งใหญ่ของทีมได้อย่างต่อเนื่อง แต่เราก็เริ่มเห็นทิศทางของสโมสรใหญ่ ๆ ในอังกฤษกับการนำเอานักเตะเก่ามาเป็นกุนซือ เพื่อหวังจะสานต่อแนวทางหรือปรัชญาของทีม แลมพาร์ดกับเชลซี โซลซาร์กับแมนยู อาร์เตตากับอาร์เซน่อล

ในกรณีของโซลซาร์นั้นชัดเจนมากว่าพวกเขาต้องการให้สโมสรกลับไปมีอัตลักษณ์แบบยุกป๋า หลังพยายามใช้กุนซือมาหลากหลายแต่ไม่สามารถปลุกวิญญาณของแมนยูได้ ในกรณีของบาร์เซโลนานั้นชัดเจนว่านับตั้งแต่ไรจ์คการ์ดเป็นต้นมากุนซือของบาร์เซโลนาแทบทุกคนคือกลุ่มนักเตะที่ซึมซับวิธีคิดปรัชญาของครัฟฟ์และเข้าใจระบบวิธีการเล่นของบาร์เซโลนาอย่างชัดเจน

ตอนนี้ที่ลิเวอร์พูลเองก็มีความสนใจว่าใครจะมาเป็นกุนซือต่อจากคล๊อปป์ที่แอนฟิลด์ หลายคนชี้ไปที่เจอร์ราร์ดแต่ก็มีคำถามว่า เจอร์ราร์ดที่ไม่เคยเล่นในทีมของคล๊อปป์ ไม่ได้ทำงานกับคล๊อปป์ เขาจะซึมซับฟุตบอลและแทคติกของคล๊อปป์ได้หรือไม่ จึงไม่แปลกที่หลายสื่อมองว่าลินเดอร์สมือขวาของคล๊อปป์อาจจะเหมาะสมกว่าเจอร์ราร์ดก็ได้ ในแง่ของความต่อเนื่องของปรัชญาการเล่น

ลิเวอร์พูลจะสามารถสถาปนารูปแบบการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เป็นประเพณี หรืออาจถึงขึ้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสโมสรเลยได้เหมือนที่บาร์เซโลนาหรือไม่ เพราะระบบการเล่นในทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า มันเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์จนไม่มีผู้จัดการทีมคนไหนกล้าเปลี่ยนแนวทางการเล่น นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทีมเยาวชนของ บาร์เซโลน่า ก็จะเล่นในสไตล์เดียวกับทีมชุดใหญ่แน่นอน

รูปแบบสโมสรในอังกฤษ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ลิเวอร์พูลไม่สามารถไปถึงจุดที่บาร์โซโลนายืนอยู่ดังเป้าหมายของคล๊อปป์ที่ตั้งไว้ว่าอยากพาลิเวอร์พูลให้ขึ้นไปเทียบเท่ากับบาร์เซโลนาและมาดริด นี่คือเรื่องที่สำคัญมากในการวางรากฐานฟุตบอล

รูปแบบสโมสรในอังกฤษโดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก เป็นรูปแบบธุรกิจเป็นบริษัทเต็มตัว แฟนบอลเป็นเจ้าของทีมแต่ในนามเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจทิศทางของสโมสร เป็นส่วนหนึ่งกับสโมสรแค่ในนาม แต่ไม่มีสิทธิ์ ดังนั้นสโมสรในอังกฤษจึงขึ้นอยู่กับ “เจ้าของทีม” เป็นหลัก เชลซีที่ไม่มีโรมัน แมนซิตี้ที่ไม่มีท่านชีก อาจจะยังเป็นสโมสรในระดับกลางตารางอยู่ก็ได้

ในอังกฤษฟุตบอลคือเรื่องของธุรกิจแทบจะ 100 % แต่ในสเปนหรือในเยอรมันฟุตบอลเป็นเหมือนสถาบันทางสังคมอย่างหนึ่ง ในสเปน 99 % เป็นสโมสรประเภท Fan-owned club คือไม่มีใครเป็นเจ้าของสโมสรเพียงหนึ่งเดียว แฟนบอลและสมาชิกของทีมเป็นเจ้าของสมาชิกร่วมกัน มีสิทธิ์โหวตเลือกทุกอย่าง พวกเขาโหวตเลือกประธานสโมสรโดยทุกคนมีวาระของตัวเองแล้วเลือกตั้งใหม่ นี่จึงทำให้ประธานสโมสรที่เข้ามาไม่สามารถเข้ามาหาผลกำไรจากสโมสรได้ หรือเข้ามาแล้วไม่พัฒนาทีม ก็ไม่ได้ เพราะเลือกตั้งครั้งต่อไป อาจจะไม่ได้เป็นอีก

ที่สเปนกับเยอรมันสโมสรฟุตบอลอยู่ได้เพราะแฟนบอลจริง ๆ รายได้ที่พยุงสโมสรมาจากการจัดเก็บค่าสมาชิกของทีม บาร์ซามีสมาชิกกว่า 200,000 คน ดอร์ทมุนด์มีสมาชิกกว่า 130,000 คน ที่จ่ายเงินให้สโมสรทุกปี เมื่อสโมสรเป็นของแฟนบอลจริง ๆ แบบนี้ ฟุตบอลมันจะผูกพันกับท้องถิ่นมาก ใกล้ชิดแฟนบอลมาก

เมื่อสโมสรเป็นของแฟนบอลอย่างแท้จริงเท่านั้นเราจึงจะสามารถพัฒนาทีมไปในจุดที่บาร์เซโลนายืนอยู่ หรือเราจึงจะสร้างทีมอย่างแอตแลนติก บิลเบา  ที่นักเตะทุกคนในสโมสรและในทุกๆยุคทุกสมัยจะใช้เฉพาะนักเตะที่เกิดหรือมีบรรพบุรุษเป็นชาวบาสก์เท่านั้น เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดมานานกว่า 100 ปี ที่สำคัญพวกเขายังเป็น 1 ใน 3 ของสโมสรที่ไม่เคยตกชั้นจากลาลีกาเทียบเท่ากับมาดริดและบาร์ซา

แน่นอนว่ามันมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การที่พรีเมียร์ลีกมีเจ้าของสโมสรได้ ซื้อขายสโมสรได้ มันก็ทำให้โลกฟุตบอลเข้าสู่โมเดลของของแข่งขันมากขึ้น ทีมเล็ก ๆ ก็มีโอกาสตกถังข้าวสาร ลืมตาอ้าปากประสบความสำเร็จได้เหมือน ๆ กับทีมใหญ่ ไม่ใช่วนกันได้แชมป์อยู่ 2-3 ทีมแบบสเปนกับเยอรมัน แต่มันก็พร้อมที่จะกระชากทุกอย่างจากอ้อมอกของแฟนบอลเช่นกัน การเปลี่ยนชื่อสนามตามใจเจ้าของ การทำอะไรโดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกแฟนบอล ในขณะที่เยอรมันค่าตั๋วชมฟุตบอลถูกแสนถูก แฟนบอลสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้เสมอ ที่อังกฤษแฟนบอลต้องประท้วงการขึ้นราคาตั๋วทุก ๆ ปี

ใช่ทุกวันนี้แฟนบอลลิเวอร์พูลอาจจะรู้สึกว่าโชคดีที่มีเจ้าของทีมอย่างแฟนเวย์ และกุนซืออย่างคล๊อปป์ ที่รักสโมสร และอยากจะพัฒนาทีมจริง ๆ แต่อีก 20 ปี 30 ปี 40 ปี หรือ 100 ปีต่อจากนี้ละ ลิเวอร์พูลจะตกไปเป็นของเจ้าของแบบไหน สิ่งที่คล๊อปป์กับแฟนเวย์สร้างมาในยุคนี้อาจจะถูกขูดรีดจากเจ้าของทีมใหม่อย่างที่ตระกูลเกลเซอร์ทำกับแมนยูในทุกวันนี้ก็ได้

บทสรุป

บทสรุปของบทความไตรภาคชิ้นนี้ที่ว่าด้วยการวางรากฐานปรัชญาลูกหนังของทีมลิเวอร์พูล ว่าจะสามารถขึ้นไปเทียบชั้นกับบาร์เซโลน่าหรือมาดริดได้ดังหวังหรือไม่นั้น ผมไล่เรียงให้เห็นปัญหาของการทำงานระยะยาว ความสำเร็จเพียงเล็กน้อยในโลกลูกหนัง โดยมีหมุดหมายสูงสุดอยู่ที่บาร์เซโลนา ต้นแบบการวางรากฐานการเล่นของสโมสร

หากเทียบเฉพาะยุคปัจจุบัน ต้องบอกว่าคล๊อปป์และกลุ้มแฟนเวย์เข้าใกล้บาร์เซโลนาในยุคการวางรากฐานของครัฟฟ์แล้ว ทั้งการปรับรื้อโครงสร้างของศูนย์ฝึกเยาวชน การทำให้ฟุตบอลเป็นมากกว่าฟุตบอล และการใส่ตัวตนและปรัชญาการเล่นของโค้ชลงไปในสโมสร

แต่ปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการเดินทางระยะยาวของโปรเจ็คนี้ไม่ใช่อะไรอื่นไกล มันคือระบบและรูปแบบของสโมสรของพรีเมียร์ลีกภายใต้ฉากของโมเดลธุรกิจ ที่แฟนบอลไม่ได้เป็นเจ้าของทีมไม่มีส่วนร่วมกับทีม ขณะที่สเปนและเยอรมันระบบและรูปแบบของสโมสรคือปัจจัยหนุนเสริมที่ทำให้พวกเขาสามารถสร้างสโมสรฟุตบอลที่เป็นของแฟนบอลได้จริง ๆ