‘เชิงลึกหลังเกม’ เจาะแท๊กติกการแก้ทางของคล๊อปป์นัดหงส์บุกชนะสเปอร์ส 0-1

ชัยชนะเหนือไก่เดือยทองเมื่อคืนนั้นเป็นการตอกย้ำชันชนะ 4 นัดติดต่อกันในลีก แถมยังเป็นการตอกย้ำ ชัยชนะเหนือมูรินโย่ที่แพ้หงส์แดงสองนัดติด หลังจากที่เคยพาแมนยูฯ มาแพ้ที่แอนฟิลด์จนโดนปลดออกเมื่อ 2 ปีก่อน แม้จะเป็นการตอกย้ำเหนือคู่แข่งทั้งสโมสรและกุนซือ แต่ก็เป็นชัยชนะที่หืดจับของลิเวอร์พูล เป็นเกมที่นักเตะหลายคนเล่นผิดฟอร์มมีความผิดพลาดส่วนบุคคนให้เห็นตลอดทั้งสองครึ่ง แต่ยังดีที่สเปอร์สเองก็ลงโทษหงส์แดงจากความผิดพลาดเหล่านั้นไม่ได้

มูรินโญ่ยังเก๋า-แต่เก่าไปหน่อยนะ

เกมนี้ในช่วงต้นครึ่งแรกของการแข่งขันมันทำให้ผมย้อนนึกไปถึงเกมที่ลิเวอร์พูลบุกไปพ่ายให้แมนยูฯ ของมูรินโญ่เมื่อเดือนมีนาคมปี 61 ที่แมนยูเอาชนะลิเวอร์พูลได้ 2-1 ทั้งแท๊กติกและรูปแบบการเล่นที่มูรินโญ่เตรียมมานั้นแทบจะเหมือนกันเลย นัดนั้นมูรินโญ่ให้แอสชลีย์ ยัง เป็นคนตามประกบซาลาห์จนทำเกมไม่ได้ และหายเข้ากระเป๋าของยังไป ใช้การรับลึก รัดกุม รอจังหวะสวนกลับ วางบอลยาวให้นักเตะตัวหน้าที่มีความเร็ววิ่งทะลุไลน์กองหลังของลิเวอร์พูล โดยนัดนั้นแมนยูได้ประตูนำลิเวอร์พูลก่อน 2-0 จากมาคัส แรชฟอร์ด ด้วยแท๊กติกนี้แหละ

พอมาเจอกันนัดนี้ มูรินโญ่ฟื้นแผนเดิมนั้นมาใช้ มาดูจากตำแหน่งการยินของทั้งสองทีมก่อน จากรูปด้านบนเป็นแผนที่คาดว่าจะเล่นของทั้งสองทีม แต่เมื่อเล่นจริง รูปแบบการเล่นของสเปอร์สกลับเป็นแผน 4-4-2 ให้อัลลีเป็นหน้าต่ำ มีมูร่าเป็นหน้าเป้า และซอน เป็นตัวริมเส้นคอยวิ่งฉีกไปรับบอล

นอกจากนั้นแผน 4-4-2 ของมูรินโย่นี้ยังต้องการที่จะปิดการขึ้นเกมของแบ๊กทั้งสองข้างของลิเวอร์พูลด้วย เพราะปีกสองข้างวันนี้ปกติเล่นเป็นแบ็กทั้งคู่ทั้งออริเยร์และโรส โดยเฉพาะทางฝั่งอาร์โนล์ดวันนี้ที่ได้เติมน้อยมาก เพราะมีทั้งซอน ทั้งโรส คอยปิดการขึ้นอยู่ ยิ่งโกเมสกับแชมเบอร์เลนโดนใบเหลืองการขึ้นเกมของอาร์โนล์ดจึงลำบากขึ้น ส่วนทางฝั่งโรเบิร์ตสันนั้น มูรินโย่ตั้งใจจะให้ออริเยร์คุม

ทีเด็ดของนัดนี้คือ มูรินโญ่ส่งนักเตะดางรุ่งของทีมอย่าง ตาทันกา ลงเป็นกองหลังแล้วคอยประกบการขึ้นเกมของมาเน่ ซึ่งปีนี้ถือเป็นนักเตะที่โดดเด่นที่สุดในแดนหน้าของหงส์แดง เจ้าตาทันกานี่เล่นงานมาเน่จนเล่นไม่ออกอยู่ช่วงหนึ่ง ทุกจังหวะที่บอลจะมาถึงมาเน่เขาจะต้องวิ่งเข้าหาบอลทันที ขนาดที่ว่ามาเน่ยังเสียท่ามาทำฟาวล์แล้วโดนใบเหลืองไป

ขณะที่เกมรุกนั้นมูรินโญ่ใช้การวางบอลยาวให้ตัวหน้าวิ่งอย่างเดียว ไม่เน้นต่อบอลเลยในครึ่งแรก และแม้จะพยายามขึ้นบอลจากวิงค์ แต่กองกลางของหงส์แดงบีบเข้าเร็วทำให้วิงค์ออกบอลได้ยาก การโยนยาวของสเปอร์สในครึ่งแรกทำได้ดีในหลายจังหวะ เช่นจังหวะที่โยนให้มูร่าวิ่งเบียดชนะโกเมส หรือจังหวะที่โยนให้ซอนวิ่งเบียดกับเฮนเดอร์สัน แต่จังหวะเข้าทำยังขาด ๆ เกิน ๆ และอลีสซงที่อ่านเกมตลอดก็ยังเป็นคนสำคัญที่มาช่วยตัดบอล มาเชื่อมบอลกับกองหลังหงส์แดงได้หลายจังหวะ

ฟีร์มิโน่ หมากสำคัญของเกม

ขณะที่รูปแบบการเล่นของหงส์แดงในครึ่งแรกเองก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากนัก ยังคงเล่นด้วยระบบ 4-3-3 แต่เวลาขึ้นเกมก็จะเป็น 3-4-3 โดยดันแบ๊กของข้างขึ้นไป และกองกลางลงมายืนเซ็นเตอร์ 1 คน ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายครองบอลบุกอย่างชัดเจนในครึ่งแรก โดยใช้การเปิดจากด้านข้าง การวางบอลยาว สลับกับการจ่ายข้ามกองหลังทั้งจากแชมเบอเลน และจากซาลาห์ ที่เกือบได้ประตูทั้งสองจังหวะ

แต่นักเตะที่สร้างความแกต่างของเกมอย่างแท้จริงคือฟีร์มิโน่ ไม่ใช่ว่าเขาทำประตูได้แล้วมาชมนะครับ แต่เกมครึ่งแรก สเปอร์สรับลึก และแพ๊กแน่น ทำให้บางช่วงลิเวอร์พูลเองก็ตื้อ ๆ หาทางเจาะไม่เข้าเหมือนกัน แต่เป็นการเคลื่อนที่ลงมาเชื่อมเกมและสร้างจังหวะให้เพื่อนของฟีร์มิโน่ที่ช่วยทำให้เกมของลิเวอร์พูลเดินหน้าได้

จังหวะที่ลิเวอร์พูลได้ประตู หากย้อนกลับไปดูจังหวะที่ลิเวอร์พูลจะทุ่ม นักเตะหงส์แดงถูกมาร์กเกือบทุกตัว แต่เป็นฟีร์มิโน่ที่ถอยตัวเองลงต่ำแล้วขยับมาทำทางให้โรเบิร์ตสันทุ่มบอลมาให้เขา ก่อนที่สุดท้ายแล้วจะเป็นเขานั่นแหละที่วิ่งไปหาตำแหน่งจากที่ซาลาห์ได้บอล ก่อนที่จะทำประตูได้ ลูกนี้จึงมีจุดเริ่มต้นมาจากเขาแล้วจบที่เขาเอง

การแก้เกมในครึ่งหลัง มูเอาจริง คล๊อปป์เอาจัง

ครึ่งหลังมูรินโญ่ปรับให้สเปอร์สดันขึ้นสูงมากขึ้น และเริ่มเน้นการต่อบอลมาจากปากประตูของตัวเองบ้าง จากภาพด้านล่างจะเห็นว่ารูปแบบการยืนของสเปอร์สลอยสูงเข้ามาในแดนของลิเวอร์พูลมากขึ้น

แต่ก็ยังทำอะไรลิเวอร์พูลมากไม่ได้ เพราะตัวรุกน้อยกว่า แถมนาทีที่ 60 คล๊อปป์ยังส่งลัลลานาลงแทนช่างเชื่อมเพื่อเน้นการครองบอลในแดนกลางมากขึ้นทำให้การขึ้นเกมของสเปอร์สยังทำได้ไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร จังหวะที่สเปอร์สมีโอกาสบุกในช่วงนี้มาจากความผิดพลาดส่วนตัวของนักเตะลิเวอร์พูลมากกว่าทั้งการเข้าบอลผิดจังหวะกันของโกมเมสกับอาร์โนล์ด หรือการเสียบอลกลางสนามของไวนาดุม

จนกระทั่งนาทีที่ 70 มูรินโญ่ก็โชว์กึ๋นและทิ้งไพ่ใบสุดท้ายอีกครั้ง ด้วยการส่งสองตัวรุกอย่างลาเมล่าและโล เซลโซ่ลงมา ซึ่งทำให้สเปอร์สมีผู้เล่นในแนวรุกเพิ่มเป็น 4 คน ทำให้เกมรุกและการต่อบอลเร็วของสเปอร์สทำได้น่ากลัวมากขึ้น มีโอกาสทองจากจังหวะเข้าฮอตของโล เซลโซ่ แต่เขากลับยิงบอลออกนอกกรอบอย่างน่าเสียดาย

ช่วงท้ายเกมสเปอร์สได้ขึงบอลใส่ลิเวอร์พูลอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่ทันแล้วเพราะคล๊อปป์แก้เกมด้วยการส่งโอริกีและชากิรี่ลงมาช่วยไล่บอล ปรับแผนมายืนรับต่ำเป็นระบบ 4-5-1 ทิ้งฟีร์มิโน่ไว้หน้าคนเดียว จนสามารถปิดเกมไปได้

คอมเมนเทเตอร์หลายคนมองว่าเกมนี้มูรินโญ่เล่นแบบมีอะไรจะเสียมากเกินไป ทั้งที่ศักยภาพของทีมในครึ่งหลังที่เล่นบอลต่อบอลกันเข้าทำสวยงามได้หลายจังหวะ แต่เขากลับใช้แท๊กติกตั้งรับสวนกลับเดิม ๆ ในครึ่งแรก ทั้งที่ทีมของเขาไม่มีอะไรจะต้องเสียเลย ควรจะสู้กับลิเวอร์พูลอย่างเต็มที่เหมือนครึ่งหลังมากกว่า