ทำไมหงส์ไม่เลือกมูรินโญ่, วิเคราะห์ตัวแทนลอฟเรน, คล็อปป์เล่า 5 วันก่อนแยกตัว

ข้อดีอย่างหนึ่งของช่วงที่ฟุตบอลต้องหยุดการแข่งขันไปที่ผมพอจะมองหาได้คือ มันทำให้เรื่องราวบางเรื่องที่เราเคยมองข้ามผุดมาใหม่ บางเรื่องที่ไม่น่าสนใจก็กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาซะงั้น นักข่าวสรรหาขุดประเด็นเรื่องเล่าทั้งเก่าทั้งใหม่ออกมาเยอะแยะมากมาย ในแง่หนึ่งคนทำงานข่าวก็มีข่าวให้ลง แฟนบอลเองก็มีอะไรบางอย่างมาเยียวยาความคิดถึงทีมไปพลาง ๆ ว่าแล้ววันนี้ก็เอาประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับลิเวอร์พูลมาฝากกันอีก 4 ประเด็น

ทำไมหงส์ไม่เลือกมูรินโญ่

ย้อนไปเมื่อปี 2004 ตอนที่ลิเวอร์พูลประกาศแยกทางกับ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ กุนซือในขณะนั้น ทำให้ลิเวอร์พูลต้องหากุนซือคนใหม่มารับหน้าที่แทน และก็อย่างที่เรารู้คือเราได้ราฟาเอล เบนิเตส มาเป็นกุนซือและเพียงแค่ฤดูกาลแรกเขาก็พาเราคว้าแชมป์ UCL สมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

แต่ใครจะไปรู้ละครับว่าที่จริงแล้วช่วงนั้นลิเวอร์พูลแอบแหล่กุนซือหนุ่มไฟแรงอย่างโฆเซ่ มูรินโญ่ ที่เพิ่งพา เอฟซี ปอร์โต้ ได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2003-04 มาหมาดๆ ไว้อีกคน ล่าสุด เจมี่ คาร์ราเกอร์ ตำนานกองหลังของทีม ได้กล่าวในรายการพ็อดแคสต์ของ สกายสปอร์ตส์ ถึงสาเหตุที่คาดว่าทำไมหงส์แดงจึงไม่เลือกมูรินโญ่มาเป็นกุนซือของทีม

“ตอนนั้น เชราร์ด อุลลิเย่ร์ เพิ่งตกงาน และ ริค พาร์รี่ (ประธานบริหารของ ลิเวอร์พูล ในตอนนั้น) ก็สัมภาษ์ ราฟา เบนิเตซ ไปบ้างแล้ว พาร์รี่ คอยบอกให้นักเตะรุ่นใหญ่ของทีมรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ และเขาก็เคยพูดถึง โชเซ่ มูรินโญ่ ด้วย ผมรู้จัก ราฟา เบนิเตซ มากกว่า (หมายถึงรู้จักชื่อเสียงของ เบนิเตซ มากกว่า มูรินโญ่) จากการที่เขาทำงานในวงการฟุตบอลสเปน และผลงานที่เขาทำได้ มันดูเหมือนว่ายังไงซะสโมสรก็จะแต่งตั้งเขามาเป็นกุนซือของทีมอยู่แล้ว”

“ในตอนนั้น ผมคิดว่าบอร์ดบริหารคงมีความรู้สึกว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่สามารถมาเป็นผู้จัดการทีมของเราได้ สาเหตุก็เป็นเพราะการปฏิบัติตัวในหลายครั้งของเขา ถึงแม้ผมจะคิดว่าการที่เขาวิ่งไปตามเส้นข้างสนามของ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มันเจ๋งดี (หมายถึงเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ของฤดูกาล 2003-04 ที่ ปอร์โต้ ได้ประตูตีเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงท้ายเกม จนทำให้เกมนั้นจบลงที่การเสมอกัน 1-1 และสกอร์รวม 2 นัด ปอร์โต้ ชนะไป 3-2) แต่ผู้บริหารของสโมสร และอาจจะรวมถึงนักเตะบางคนด้วย คงคิดว่านั่นไม่ใช่แนวทางของ ลิเวอร์พูล ดังนั้นผมเลยคิดอยู่เสมอว่าเราคงเอา ราฟา มาคุมทีมแน่ๆ เพราะเขาเป็นคนที่มีความสุขุมมากกว่า”

ฟังที่คาร่าพูดแล้วก็อดขำกับเหตุผลไม่ได้ เพราะกุนซือคนปัจจุบันของเราก็ใช่ย่อยที่ไหน เรื่องแอ๊คติงยามอยู่ในสนาม อย่าว่าแต่วิ่งดีใจตามเส้นสนามเลย วิ่งลงสนามไปดีใจกับนักเตะจนโดนปรับเงินก็เคยมาแล้ว 555

3 ดาวรุ่งน่าดันขึ้นมาเล่นชุดใหญ่

อันนี้ไม่มีสื่อไหนทำวิเคราะห์หรอกครับ ผมวิเคราะห์ของผมเอง สืบเนื่องจากช่วงหลังเรามีข่าวซื้อขายแทบทุกวันกับนักเตะดังบ้างไม่ดังบ้าง แพงบ้างถูกบ้าง แต่เหตุผลส่วนใหญ่ที่ต้องซื้อคือการเสริมอาวุธใหม่ๆและการหานักเตะมาแบ๊กอัพตำแหน่งที่อาจจะต้องเสียนักเตะไป ทำให้ผมคิดว่าก่อนที่เราจะเป็นข่าวกับนักเตะแพง ๆ ทำไมเราไม่ลองมองมาที่เหล่าดาวรุ่งของเราบ้างละ ว่ามีใครพอจะขึ้นมาทำหน้าที่เหล่านั้นได้หรือไม่ และผมก็พบว่า 3 คนนี้น่าสนใจ

คนแรกคือ คีจาน่า โฮเวอร์ กองหลังวัย 17 ปี ที่หงส์แดงดึงมาจากอาแจ๊กซ์เมื่อปี 2018 คนนี้ก็โชว์ฟอร์มได้ดีในปรีซีซั่นที่แล้วโดยเฉพาะนัดที่เล่นกับแมนยูฯ และก็ได้ลงเล่นเกมลีกคัพกับหงส์แดงมาแล้วเมื่อปีที่แล้วในตำแหน่งเซ็นเตอร์คู่กับฟาบิญโญ่ แต่ช่วงปรีซีซั่นนี้คล๊อปป์ลองปรับเขามาเล่นเป็นฟลูแบ๊กด้านขวาดู ซึ่งก็ดูจะทำผลงานได้ดีไม่แพ้ตำแหน่งเซ็นเตอร์เหมือนกัน ปีนี้เจ้าหนูคนนี้ได้ลงเล่นบอลถ้วยกับทีมแทบทุกนัดและทำผลงานได้ดีเกินคาด เห็นเรามีข่าวจะหานักเตะมาแทนลอฟเรน ซึ่งตอนนี้ตกเป็นกองหลังตัวเลือกอันดับ 4 ก็น่าจะลองให้โอกาสเจ้าหนูคนนี้ขึ้นมาสแตนบายแทนแบบไม่ต้องเสียเงินสักบาท

เคอติส โจนส์ คนนี้ต่อให้ไม่วิเคราะห์ ทุกคนก็รู้แก่ใจอยู่แล้วว่าเขาคือนักเตะที่ทีมมุ่งมั่นที่จะผลักดันอยู่แล้ว เด็กหนุ่มมากพรสวรรค์ เกิดและเติบโตในเมืองลิเวอร์พูล อยู่กับอคาเดมีมาตั้งแต่ปี 2010 โน่น เจ้าหนูคนนี้ก็เคยลงมาสร้างความประทับใจตลอด 2 ปรีซีซั่นที่ผ่านมา ลีลาการลากเลื้อย การเลี้ยงจี้ และการสอดแทรกไปทำประตูในกรอบเขตโทษคือจุดเด่นของเขา การที่ลัลลานากำลังจะหมดสัญญา เกอิตาก็ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ แถมชากิรี่ก็มีข่าวว่าจะย้าย เขาจึงมีโอกาสสอดแทรกขึ้นมามากที่สุด ที่จริงปีนี้เราก็เห็นคล็อปป์ส่งเขาลงเล่นพรีเมียร์ลีกไปบ้างแล้ว

ฮาร์วี เอเลียต แม้จะอายุแค่ 16 ปี แต่ฝีเท้านั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าของจริง ความมั่นใจยามเล่นอยู่ในสนามมีไม่น้อยไปกว่านักเตะมืออาชีพ คล๊อปป์เองก็ชื่นชมเขายกใหญ่ในเกมลีกคัพที่เจอกับเอมเคดอนว่า “เขายังอายุแค่ 16 ปี แต่เล่นฟุตบอลได้ขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องดีมากๆ สำหรับเรา เขาเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยม เขารับมือกับสถานการณ์ต่างได้ดี เขาทำผลงานได้พิเศษมากในหลายๆ จังหวะ เมื่อคุณเห็นเขาตั้งรับ เมื่อคุณเห็นเขาเคลื่อนที่ จะเห็นว่าเขาชาญฉลาดมาก มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับมือกับเขา” หากเราต้องเสียเงินกว่า 100 ล้านเพื่อซื้อตัวนักเตะอย่างชานโช่ เอมมับเบ้ สู้เราปั้นเจ้าหนูเอเลียตคนนี้ให้เก่งแบบนั้นเลยไม่ดีกว่าหรือ

5 วันก่อนจาก

อย่างที่เรารู้กันว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนั้นต้องเลื่อนแข่งไปก่อน ซึ่งสต๊าฟโค้ชและนักเตะหงส์แดงเองก็รู้พร้อมกันกับเรา แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลาดังกล่าว จากโอกาสที่คล็อปป์มานั่งสัมภาษณ์กับ Liverpool . com นักข่าวจึงขอให้คล็อปป์เล่าย้อนหลังไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีมบ้างในช่วงนั้น เกี่ยวกับวันสุดท้ายก่อนที่นักเตะจะออกจากสนามซ้อมและแยกย้ายกันไปกักตัวอยู่บ้าน คล็อปป์เล่าให้ฟังว่า

“แม้จะเพิ่งผ่านไป 2 อาทิตย์ แต่ผมรู้สึกว่ามันนานมาก เราเล่นกับบอร์นมัธในเกมวันเสาร์ เราชนะ หลังจากนั้นซิตี้แพ้ในวันอาทิตย์ ตอนนั้นข้อมูลที่พวกเราคิดได้คือ ‘ต้องชนะอีกสองเกม’ แต่หลังจากนั้นเช้าวันจันทร์ ผมตื่นขึ้นมา และได้ยินเกี่ยวกับสถานการณ์ในมาดริด ที่พวกเขาต้องปิดโรงเรียน และมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันพุธ ดังนั้นมันเป็นการเตรียมตัวสำหรับเกมที่แปลกจริงๆ

โดยปกติผมค่อยใส่ใจปัญหากับเรื่องต่างๆ รอบตัว เพราะผมสามารถสร้างกำแพงอย่างเหมาะสม และทิ้งมันไว้สำหรับการเตรียมตัวลงเล่นเกมหนึ่งนัด แต่ในเวลานั้นมันยากจริงๆ เราต้องลงเล่นวันพุธ ผมชอบเกม ผมชอบสิ่งที่ผมเห็นจากเด็ก ๆ มันเป็นฟอร์มการเล่นที่ดีจริง ๆ นอกจากผลการแข่งขัน มันเป็นเกมที่สุดยอด

ต่อมา วันพฤหัสบดี (เราได้) พัก และหลังจากนั้นวันศุกร์ เราก็มาถึงจุดที่ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การซ้อมเต็มเซสซั่น แต่มันกลายเป็นการประชุมทีมเป็นส่วนใหญ่ เรามีหลายอย่างที่ต้องพูดถึง หลายอย่างที่คิดถึง เรื่องๆ ต่างที่ไม่เคยคิดก่อนหน้านี้ในชีวิตของผม ไม่มีใครรู้ชัดเจน และไม่มีใครรู้แน่ชัด ว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป

ทางเดียวคือเราต้องจัดระบบให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับเด็กๆ และทำให้แน่ใจว่าทุกๆ อย่างจะได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในพื้นที่เล็กๆ ของเรา ในพื้นที่เล็กๆ ที่เรารับผิดชอบจริงๆ นั่นคือสิ่งที่เราทำในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นเราส่งเด็กๆ กลับบ้าน กลับบ้านของเราเอง และเรายังคงอยู่ที่นี่”

วิเคราะห์ตัวแทนลอฟเรนที่คุ้มค่า

ข่าวซื้อขายที่เป็นกระแสของลิเวอร์พูลพักหลังมักเชื่อมโยงกับสถานการณ์ของลอฟเรน ที่มีโอกาสสูงจะย้ายออกจากทีมเนื่องจากเขาตกเป็นตัวเลือกอันดับที่ 4 ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ และเพิ่งลงเล่นให้ทีมไปแค่ 14 เกมเท่านั้นในฤดูกาลนี้ เขาเคยมีข่าวกับโรม่าอย่างหนักช่วงตลาดหน้าหนาว ที่โรม่าติดต่อขอซื้อตัวเขาในราคา 15 ล้านปอนด์ แต่เนื่องจากคล็อปป์ไม่อยากให้นักเตะย้ายช่วงหน้าหนาวและมองว่าหากจะย้ายลอฟเรนควรมีค่าตัวที่มากกว่านั้น ดีลนั้นจึงไม่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมาลิเวอร์พูลมีข่าวกับกองหลังหลายคนที่จะมาแทนที่ลอฟเรน ทั้งโฆเช่ ฆิมิเนาส ของตราหมี ดาโยต์ อูปาเมคาโน ของไลฟ์ซิก อเล็สซานโดร บาสโตนีของอินเตอร์มิลาน แต่นักเตะที่พูดมาค่าตัวที่คาดกันไว้ไม่น่าจะต่ำกว่า 50-60 ล้านปอนด์ ดังนั้นมันจึงเป็นดีลที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงกับการหานักเตะตัวแทนลอฟเรน

เดวิด ฮิวจฮ์ นักเขียนนักวิเคราะห์ข่าวกีฬาชื่อดัง ได้ทำบทวิเคราะห์ลงในรายการพอดแคสต์ของตัวเองว่าอันที่จริงยังมีนักเตะอีกคนหนึ่งที่น่าจะมาเป็นตัวแทนของลอฟเรนได้ และน่าจะคุ้มค่าในแง่ของค่าตัว แถมยังมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก จึงไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก นักเตะคนนั้นคือ เบน ไรท์ ดาวรุ่งอังกฤษวัย 22 ปี ที่ไบร์ทตันที่ลีดส์ยืมตัวจากไบร์ทตันไปเล่นในเวทีแชมเปียนส์ชิพ

โดยฮิวจฮ์ให้เหตุผลว่า เบน เป็นนักเตะที่เล่นบอลฉลาด สามารถผ่านบอลได้ทั้งสั้นและยาว มีจุดเด่นที่ลูกโหม่งเขาเอาชนะดวลลูกกลางอากาศได้ถึง 52 เปอร์เซ็น น่าจะเป็นสไตล์ที่เหมาะกับลิเวอร์พูลที่มักจะโดนคู่แข่งโจมตีด้วยลูกกลางอากาศ ที่สำคัญคือค่าตัวของเขาจะอยู่แค่ 30 ล้าน