‘เชิงลึกหลังเกม’ เจาะแท๊กติกสำคัญ (แผน-ทีเด็ด-การแก้เกม) หงส์สยบผี

เป็นอีกเกมที่สนุกเร้าใจ มีทุกอารมณ์จริง ๆ สำหรับแดงเดือดเมื่อคืน นอกจากจะเป็นเกมที่นักเตะทั้งสองทีมได้โชว์เรื่องของหัวจิตหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ในเกมแดงเดือดแล้ว ยังเป็นเกมที่กุนซือทั้งสองของทีมได้โชว์กึ๋นการวางแผนมารับมือกัน ทีเด็ดทีขาด และการแก้เกมระหว่างเกมอย่างสนุกตื่นเต้นอีกด้วย แน่นอนว่าบทความนี้เป็นการเขียนขึ้นหลังเกม มันจึงเข้าลักษณะพูดอย่างไรก็ถูก เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว แต่ที่ผมอยากนำเสนอก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้นเราเข้าใจมันอย่างไรบ้าง

แผนของโซลซายังสร้างความยุ่งยาก

โซลซาประสบความสำเร็จอย่างมากกับการรับมือลิเวอร์พูลตลอดสองนัดที่ผ่านมาซึ่งเล่นในโอล์แทรฟฟอร์ด กับแผนการเล่นที่ดูเหมือนจะต่างกันนิดหน่อยทั้งสองนัด นัดแรกเขาใช้ระบบ 4-3-1-2 นัดที่สองเขาปรับมาเป็นหลังสาม 3-4-1-2 ซึ่งแผนที่สองนี่ดูจะได้ผลกว่า 4-3-1-2 นิดหน่อย ตรงที่มันสามารถปิดการขึ้นเกมของแบ๊กของลิเวอร์พูลได้ดี และเหมาะการรับมือสามประสานของหงส์แดง

ดังนั้นนัดนี้โซลซาจึงยึดแผนและรูปแบบการเล่นจากเกมที่แล้ว 3-4-1-2 แมกไกว ยืนเป็นเสาหลักในแนวรับ ลินเดอร์เลฟ คอยป้องกันการทำเกมของมาเน่ และซอว์คอยป้องกันการทำเกมของซาลาห์ ขณะที่ วิงแบ๊กสองข้างอย่างวิลเลี่ยมและวานบิสซากา เน้นปิดเกมริมเส้นของหงส์แดงและหากมีโอกาสก็ช่วยเกมรุกริมเส้นไปในตัว ปล่อยให้ เฟรด มาติช เจมส์ และมาซิยาว วิ่งไล่บอลสูงในแดนหน้า

แผนของโซลแผนนี้ถือว่าทำได้ดีมากในการป้องการการขึ้นเกมของแบ๊กสองข้าง รวมถึงการกดดันการต่อเกมขึ้นมาจากแดนหลังของหงส์แดง นอกจากนั้นลูกทีมของโซลซายังเข้าบอลรวดเร็วในทุกจังหวะกดดันไม่ให้หงส์แดงพลิกเกมต่อบอลกันได้ง่าย ตลอดทั้งเกม

จากภาพด้านบนจะเห็นว่าเมื่อนักเตะลิเวอร์พูลได้บอลนักเตะแมนยู 4-5 คนบริเวณนั้นจะขยับเข้าเพรสทันที โดยรวมแล้วแผนการเล่นของโซลซาที่เตรียมมาปิดการขึ้นเกมและเกมรุกของลิเวอร์พูลค่อนข้างใช้ได้ผล โดยเฉพาะช่วง 14 นาทีแรกของเกม และบางจังหวะบางช่วง

แผนของคล๊อปป์เน้นคุณภาพ

ทางด้านของลิเวอร์พูลเองในภาพรวมการวางแผนการเล่นมาก็ไม่ได้แตกต่างจากแมนยูมากนัก ในการขึ้นเกมทั่วไปแบบฟอร์มก็จะเป็นหลังสามเหมือนกัน 3-4-3 โดยกองกลางอย่างเฮนเดอร์สันจะลงมาช่วยเกมรับ ลิเวอร์พูลเองก็ใช้การเพรสแดนบนเหมือนกัน นักเตะเองก็ขยับเข้าหาบอลเร็วเมื่อนักเตะแมนยูได้บอล แต่ตอนแย่งบอลเฮนเดอร์สันจะเป็นนักเตะที่คอยอ่านเกมและวิ่งเข้าไปตัดเกมแย่งบอลเป็นพิเศษ

โดยแผนการเล่นที่ทั้งสองเตรียมมานั้นถือว่าสูสี แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างมากในเกมนี้คือคุณภาพ การเพรสบอลของแมนยูแม้จะสร้างความกดดันให้หงส์แดงก็จริง ๆ แต่มันไม่ค่อยมีคุภาพ เพราะนักเตะหงส์แดงมักจะแก้การเพรสได้เสมอด้วยการจ่ายบอลสั้นที่เร็วและแม่นยำ นักเตะเคลื่อนที่ทดแทนตำแหน่งกันได้หลากหลาย ต่างจากของแมนยูที่นักเตะยังค่อนข้างจำกัดตำแหน่งการเล่นของตัวเอง

ดังนั้นเมื่อวิ่งเข้าเพรสหงส์แดงจึงทำให้นักเตะเสียตำแหน่งง่าย ขณะที่หงส์แดงเมื่อถูกเพรสหรือไล่เพรสจะมีนักเตะสลับตำแหน่งซ้อนมาช่วยกันได้ทันเสมอ เกมนี้การครองบอลทั้งสองทีมไม่ค่อยแตกต่างกัน 53-47 แต่มันแตกต่างอย่างมากในคุณภาพขณะที่ทีมทั้งสองได้ครองบอลและเคลื่อนที่ยามไม่มีบอลที่ลิเวอร์พูลทำได้ดีกว่า

ทีเด็ดของโซลซายังขาดคุณภาพ

โซลซาตั้งใจมาเล่นเกมรัดกุมบีบแย่งและสวนกลับเร็ว ทีเด็ดที่เตรียมมาคือการโจมตีด้านข้างโดยใช้ความเร็วของเจมส์และมาซิยาวกับพื้นที่ว่างในแดนหลังของลิเวอร์พูลให้เป็นประโยชน์ จากภาพด้านล่างจะเห็นว่ารูปแบบการเข้าทำของแมนยูคือการเน้นหาโอกาสจ่ายบอลไปที่ว่าง มาติชได้บอลแล้วพยายามจ่ายบอลทะลุไลน์กองหลังของลิเวอร์พูลซึ่งจังหวะนี้ถือว่าทำได้สวยงาม แต่กองหลังลิเวอร์พูลยังแก้ตัวได้ดี

นอกจากการโต้กลับเร็วแล้วแมนยูยังมีโอกาสในการต่อบอลทำเกมสวย ๆ หน้าปากเขตโทษของหงส์แดงได้หลายจังหวะ จากการจ่ายบอลแบบ 1-2 จากกลางไปด้านข้าง จากด้านข้างตัดเข้าใน ซึ่งจังหวะที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือจังหวะที่มาซิยาวทำชิ่งหลุดเข้าไปยิงในครึ่งหลัง ซึ่งนั่นถือเป็นโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดของแมนยูในเกมนี้ ส่วนทีเด็ดการยิงไกลจากแถวสองของแมนยูแม้จะเข้ากรอบหลายลูกทั้งขากเปเรร่าหรือเฟรดแต่ก็ยังไม่ผ่านมือของอลีสซง

แน่นอนว่าการขาดนักเตะตัวหลักอย่างป๊อกบา แมคโทมิเนย์ และที่สำคัญคือการขาดนักเตะอย่างแรชฟอร์ด ทำให้คุณภาพของแมนยูที่จะทำให้แท๊กติกเหล่านี้ประสบความสำเร็จยิ่งลดลง ขาดนักเตะที่เลี้ยงบอลจี้เข้าหากรอบเขตโทษที่ดี ๆ แบบแรชฟอร์ดไป ทำให้กองหลังของลิเวอร์พูลเล่นง่ายขึ้นเยอะในเกมนี้ นอกจากนั้นแผงกองกลางของแมนยูยังไม่มีนักเตะที่วางบอลแม่น ๆ แบบป๊อกบา เฟรดที่เล่นได้เด่นในนัดนี้ก็มักจะเป็นการเลี้ยงบอล ตัดบอล แต่การจ่ายบอลยังทำได้ไม่ดี ส่วนมาติชโดนใบเหลืองตั้งแต่ต้นเกมทำให้ความดุดันลดลง

ทีเด็ดของคล๊อปป์หลากหลายกว่า

พูดง่าย ๆ ว่าฤดูกาลนี้หงส์แดงมีรูปแบบการเข้าทำที่หลากหลายมาก ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะมาแบบไหน หงส์แดงสมารถหารูปแบบการทำประตูได้เสมอ ทีเด็ดของคล๊อปป์ในเกมนี้มี 3 อย่างที่โดดเด่นจริง ๆ

การโยนยาว

เกมนี้ลิเวอร์พูลโยนยาวถึง 63 ครั้ง ครอสบอลข้ามฝากถึง 28 ครั้ง นี่เป็นทีเด็ดที่หงส์แดงพัฒนามาเพื่อแก้การเพรสของคู่แข่ง การโยกคู่แข่งให้เทมาฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้วครอสบอลข้ามไปให้ผู้เล่นอีกฝั่งจะเห็นได้แทบทุกนัด ลิเวอร์พูลมีนักเตะที่วางบอลยาวได้ดีหลายคนทั้ง อลีสซง (17 ครั้ง) อาร์โนล์ด (12) ฟานไดจ์ค (11) โรเบิร์ตสัน (7) เฮนเดอร์สัน (5) โกเมส (4) แชมเบอเลน (3) แบ๊กสองข้างของลิเวอร์พูลครอสบอลข้ามฝากไปมาถึงคนละ 9 ครั้ง ขณะที่แมนยูมีเพียงเดเคอาเท่านั้นที่วางบอลยาวถึง 10 ครั้งในเกมนี้ นอกนั้น 2-6 ครั้ง

กองกลางโคตรเด็ด

นัดนี้เป็นอีกนัดที่กองกลางของลิเวอร์พูลทำผลงานได้โดดเด่นทุกคนเลย ไวนาดุม เฮนเดอร์สัน แชมเบอนเลน เล่นได้ดีมากในครึ่งแรก มีส่วนร่วมกับเกมรุกเกมรับได้แบบกลมกล่อม ที่สำคัญทั้งสามเล่นเข้าขารู้ใจและซับพอร์ตกันตลอดเวลา ทั้งสามคนทำหน้าที่ ไล่บอล ตัดบอล เติมเกม cover ตำแหน่งให้เพื่อน จากภาพด้านล่างจะเห็นว่าทั้งสามคนสลับยืนตำแหน่งกันดีมาก ไม่มีการทับตำแหน่ง การหลุดตำแหน่งให้เห็นเหมือนกองกลางของแมนยูในบางจังหวะเลย

ไวนาดุมที่เติมเกมสวย ๆ ตลอดเกม จะมีแชมเบอเลนกับเฮนเดอร์สันคอยประคองแดนกลาง เมื่อเฮนเดอร์สันต้องลงมา cover แนวรับ แชมเบอร์เลนจะลงมายืนเป็นโฮลด์ดิงแทน เช่นกันเมื่อจังหวะที่แชมเบอเลนเติมเกมรุก ไวนาดุมก็จะลงมา ซ้อนตำแหน่งของแชมเบอเลน เราจะไม่เห็นแชมเบอเลนกับไวนาดุมเติมเกมเข้าไปในกรอบพร้อมกันเลย แต่จะสลับกันเข้าทำ โดยไวนาดุมมีจังหวะการเติมเกมที่เยอะกว่า

การที่ไวนาดุมครองเกมอยู่หน้ากองหลังและหลังกองกลางของแมนยู มันทำให้กองหลังของแมนยูมีพะวงเพิ่มขึ้น เพราะไวนาดุมเป็นนักเตะที่ครองบอลเหนียว และการครองบอลของเขาหลายครั้งเราจะเห็นว่าเป็นการเลี้ยงกินพื้นที่ เพื่อดึงนักเตะกองหลังหรือกลางของแมนยูเข้าหา และทุกครั้งเขาก็มักจะเอาตัวรอดได้เสมอ

ขณะที่เฮนเดอร์สันกับแชมเบอร์เลนวันนี้เน้นที่การเข้าตัดบอลไล่บอลแดนกลาง และทำลายเกมของคู่แข่งมากกว่า ทั้งสองคนช่วยกันแย่งบอลจากคู่แข่งสำเร็จคนละ 5 ครั้ง โดยเฉพาะเฮนเดอร์สันเขาจะคอยอ่านเกมและพยายามเข้าบีบหาคู่แข่งแบบเร็วและไม่ให้ตั้งตัวได้หลายครั้ง

ลูกตั้งเตะที่ได้ผลครั้งเดียวจากความพยายามนับสิบ

นัดนี้หงส์แดงได้ฟรีคิก 10 ครั้งบวกกับเตะมุมอีก 11 ครั้ง ซึ่งถือว่าเยอะมาก การเล่นลูกนิ่งทุกครั้งก็ใช้รูปแบบการเข้าทำที่หลากหลาย การจ่ายบอลสั้น การโยนยาว จ่าให้ตัวกลาง ตัวใกล้ ตัวไกล มีหมด แต่จากความพยายามทั้งหมดนั้นมันสำเร็จเพียงครั้งเดียว ซึ่งถือเป็นครั้งที่แผนทุกอย่างมันเปะสุดๆ

เราลองไปดูจังหวะที่ลิเวอร์พูลได้ประตูขึ้นนำ ซึ่งเป็นลูกนิ่งครั้งที่สามของเกมก่อนหน้านั้นนาทีที่ 5 เราได้เตะมุมครั้งแรกลิเวอร์พูลเล่นบอลสั้นอาร์โนล์ดเขี่ยบอลให้โรเบิร์ตสันโยนเข้าไปแต่โยนไม่ดีโดนสกัดออก และต่อมานาทีที่ 7 เราได้ลูกฟรีคิกอาร์โนล์ดเปิดเข้าไปในกรอบให้มาเน่โหม่ง แต่ไม่เป็นประตู

จังหวะลูกเตะมุมครั้งที่สองนั้นเป็นการเปิดเข้าทำในกรอบเขตโทษครั้งแรก และแผนที่คล๊อปป์เตรียมมาก็ได้ผลครั้งแรกครั้งนี้ครั้งเดียว ในภาพด้านล่างเราจะเห็นตำแหน่งการยืนของนักเตะทั้งสองทีมก่อนอาร์โนล์ดเตะ ลิเวอร์พูลเตรียมแผนมาบล๊อกผู้เล่นของแมนยูโดยเฉพาะแมกไกว มีโกเมสคอยซ้อนไม่ให้เข้าถึงฟานไดจค์ ขณะที่ฟรีมิโน่กับไวนาดุมจะคอยสกรีนนักเตะคนอื่นออกไปให้ฟานไดจ์คได้ขึ้นดวลกับวิลเลี่ยม

นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของการเปิดมุมเข้าแล้วได้ประตูในเกมนี้ เพราะอีก 9 ครั้งที่เหลือแมกไกวไม่ปล่อยให้พลาดอีกแล้ว แม้โกเมสจะยังพยายามทำแบบเดิม แต่นักเตะของแมนยูคนอื่น ๆ ก็ไม่ปล่อยให้ฟานไดจ์คหรือคนอื่น ๆ ของลิเวอร์พูลได้โอกาสเลย

การแก้เกมของคล๊อปป์หลังนาทีที่ 74

หลังจากที่แมนยูรอดพ้นจากการโหมบุกหนักในช่วง 10 นาทีของครึ่งหลังของลิเวอร์พูล พวกเขาก็เริ่มทำเกมกันได้มากขึ้น ขณะที่หงส์แดงเริ่มผ่อนเกมลง และเปิดพื้นที่ให้นักเตะแมนยูทำเกมมากขึ้น คล๊อปป์เปลี่ยนเอาลัลลานาลงมาก่อนเพื่อจะอาศัยการคล่องตัวการเก็บบอลที่ดีของลัลลานาในการชะลอเกมรุกของแมนยู (แม้ว่าผลงานในสนามของลัลลานาจะไม่ดีดังคาด)

ทำให้นาทีที่ 74 โซลซาทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการเติมกลางรุกอย่างมาตาและกองหน้าอย่างกรีนวูดลงมาเติมเกมรุกหวังทวงเอาประตูคืน ในไทมมิงค์ที่ทีมกำลังเล่นเกมรุกกันได้ดี และลิเวอร์พูลเหมือนจะลงไปตั้งรับกันเยอะมากขึ้น ผลคือการแก้เกมส์ของโซลซาได้ผลมาก ลิเวอร์พูลถูกบีบให้ลงมารับในแดนของตัวเองทั้งทีม แถมยังสร้างโอกาสในการกดดันลิเวอร์พูลได้ทั้งจากการทำเกมของมาตาและจากลูกเตะมุมที่เริ่มได้ถี่ขึ้น

เป็นแบบนี้ต่อไปหงส์แดงอาจจะแย่แน่ การลงมาตั้งรับทั้งทีมเหมือนเปิดโอกาสให้แมนยูเอามีดไล่ฟันตามใจชอบ หลบหลีกเก่งแค่ไหนโอกาสเพรี้ยงพร้ำก็มีสูง เพราะแมนยูเติมเกมรุกลงมาถึงสองคน ทำให้แดนกลางหงส์แดงเป็นรองทันที แบ๊กสองข้างของแมนยูก็เติมสูง ทำให้ทั้งซาลาห์และมาเน่จำเป็นต้องลงมาช่วยเกมรับอย่างลีกเลี่ยงไม่ได้

เกมของลิเวอร์พูลเป็นรองอย่างเห็นได้ชัดในช่วงนี้ แมนยูได้ครองบอลถึง 85 % ทำให้คล๊อปป์ต้องแก้เกมทันทีด้วยการส่งฟาบิญโญ่ลงมาเพิ่มแดนกลางและส่งความสดของโอริกี้ลงมาเพิ่ม ทำให้แดนกลางของหงส์แดงมีถึง 4 คน เฮนเดอร์สันกับไวนาดุมและลัลานาสามารถลงมาช่วย cover แบ๊กทั้งสองข้างได้

แต่แผนนี้ไม่ใช่การปิดเกมหรือตั้งใจจะพอแค่นี้ คล๊อปป์มองเป็นโอกาสในการแก้เกมครั้งนี้ด้วย เมื่อเฮนเดอร์สัน ไวนาดุม ลัลลานา ฟาบิญโญ่ รวมถึงโอริกีสามารถช่วย cover ตำแหน่งได้ดีแล้ว หมากต่อไปของคล๊อปป์คืออาศัยช่วงที่แมนยูกำลังคึกและจะต้องดันขึ้นสูงห้อยซาลาห์ไว้ข้างหน้าตัวเดียวเพื่อรอจังหวะสวนกลับ

การแอสซิตส์ชองอลีสซงไม่ใช่จังหวะแรกนะครับ และไม่ใช่เรื่องบังเอิญหลังจากเปลี่ยนตัวฟาบินโญ่กับโอริกี้ลงมา ซาลาห์มีโอกาสหลุดเดี่ยวถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกฟาบินโญ่ตัดบอลได้แดนกลางแล้วโยนให้ซาลาห์ แต่จังหวะนี้กองหลังแมนยูยังมีแมกไกวเป็นตัวสุดท้าย ครั้งที่สองโรเบิร์ตสันตัดบอลได้โยนยาวให้ซาลาห์หลุดไปแล้วแต่เดเคอายังอ่านเกมได้อยู่

แต่โอกาสครั้งที่สามของซาลาห์มาในช่วงเวลาที่ใช่ แมนยูได้เตะมุมในนาทีสุดท้าย นักเตะของแมนยูขึ้นมาหน้ากรอบเขตโทษหมด ขณะที่เดเคอาเองก็เหมือนจะเติมขึ้นมาแต่โดนยั้งไว้ก่อน จากภาพด่านล่างจะเห็นว่านักเตะแมนยูลงมากันหมดแล้ว และซาลาห์เองก็ไม่ต้องลงมารับเหมือนก่อนหน้านั้น เขาอยู่บริเวณกลางสนาม และทันทีที่อลีสซงรับบอลได้ซาลาห์ก็พลิกกลับแล้ววิ่งนำไปทันที จังหวะนี้เดเคอาออกมาอ่านเกมไม่ทันแล้วเพราะเพิ่งลงไปถึงประตูและบอลก็อยู่ไกลเกินไปทำให้ซาลาห์มีโอกาสหลุดเดี่ยวไปดวลแบบจริงจังและเขาก็ไม่ทำให้แผนนี้ของคล๊อปป์ผิดหวัง