“เชิงลึกหลังเกม” เจาะแท๊กติกและการแก้เกมของคล๊อปป์ในเกมเฉือนชนะหมาป่า

ลิเวอร์พูลต้องพบกับเกมที่ยากที่สุดเกมหนึ่งของฤดูกาล แม้จะได้ประตูขึ้นนำก่อน แต่ต้องเสียมาเน่ออกตั้งแต่ต้นเกม ก่อนจะถูกวูฟฯตีเสมอ และเกือบถูกแซงตั้งหลายครั้ง ก่อนจะเป็นฟีร์มิโน่ที่รับบอลจากเฮนเดอร์สันหักเข้าซ้ายตุงตาข่ายในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของเกม

นัดนี้เจ้าหมาป่าเจ้าบ้านเตรียมตัวรับมือหงส์แดงอย่างไรบ้าง และคล๊อปป์เตรียมแผนมารับเช่นไร การแก้ปัญหาไม่มีมาเน่ในสนาม และจังหวะสำคัญอื่น ๆ ที่เราจะมาเชิงลึกให้เห็นกันเป็นช็อต ๆ ต้องย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ใช่โค้ช เพียงแค่คนดูบอลเท่านั้น มันจึงเป็นความเห็นหนึ่ง ที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้

นูโน่ทำการบ้านมาดีเกินคาด

จากความผิดหวังเมื่อตอนไปเยือนหงส์แดงคราวที่แล้ว ที่พวกเขาเล่นดี และน่าจะมีแต้มกลับออกมา ทำให้นัดนี้ ได้กลับมาเล่นในบ้าน นูโน่และลูกทีมของเขาจึงมุ่งมั่นเป็นพิเศษ นูโน่จัดเต็มส่งทั้งตราโอเร่ทั้งฆิมิเนสลงเล่นในแผนแกร่งของตัวเอง 3-5-2 หรือ 3-4-1-2 ก็ได้

กล่าวคือเวลาตั้งรับวูฟจะถอยลงมาเป็น 5-3-2 โดย จอนนี่ กับ โอเฮอร์ตี้จะลงมาเป็นแบ๊กสองข้าง แดนกลางให้เนเวสกับมูตินโญ่คอยบัญชาการ มีเนโต้ ตราโอเร่ ฆิมิเนส คอยช่วยวิ่งไล่บอล เพรสนักเตะหงส์แดงในแดนหน้า เมื่อนักเตะหงส์แดงได้บอลไม่ว่าจะตำแหน่งไหน จะมีนักเตะวูฟฯวิ่งเข้าเพรสเร็วทันที ซึ่งได้ผลในหลายจังหวะทั้งการตัดบอลสวนกลับ หรือกดดันให้หงส์แดงจ่ายพลาด

นอกจากนั้นวูฟยังเตรียมวิธีการเล่นมาหยุดการขึ้นเกมด้านข้างของหงส์แดง บีบให้โรเบิร์ตสันกับอาร์โนล์ดเติมเกมไม่ได้ ตามรูปด้านล่างเราจะเห็นว่าวิงแบ๊กทั้งสองข้างเติมขึ้นสูงครึ่งสนาม เพื่อกดดันไม่ให้แบ๊กของหงส์แดงเติมเกมรุกได้สะดวก

นอกจากวิงแบ๊กทั้งสองข้างแล้ว กองหน้าและกองกลางของวูฟก็ต้องลงมาซ้อนเกมรับเวลาลิเวอร์พูลขึ้นเกมมาทางริวเส้น จากรูปด้านล่างจะเห็นว่า วูฟฯ ยืนตำแหน่งกันรัดกุมมาก ตราโอเร่คอยกดดันร๊อบโบ้หากส่งบอลกลับ ขณะที่โดเฮอร์ตี เนเวส ฆิมิเนส และเนโต้ คอยรอจังหวะเข้าเพรสเฮนเดอร์สัน ไวนาดุม และมาเน่ โดยมีมูตินโญ่คอยดูภาพรวมอยู่หน้ากองหลัง

ริมเส้นและเซ็ตพีตของนูโน่

สำหรับทีเด็ดที่นูโน่เตรียมมาเล่นงานหงส์แดงก็คือ เกมริมเส้น และลูกเซ็ตพีต ในส่วนของเกมริมเส้นนั้น หลายคนอาจจะโฟกัสไปที่ตราโอเร่ แต่คนที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ตราโอเร่แผลงฤทธิ์ได้ง่ายคือวิงแบ๊กสองข้างของวูฟฯ จอนนี่กับโดเฮอร์ตี ในยามที่ทีมขึ้นเกมบุกทั้งสองจะเติมขึ้นสูงมากเพื่อคอยสิ่งสอดแนวรับ หรือสลับการทำเกมกับตัวรุกอย่างตราโอเร่และเนโต้

จากภาพด้านบนจะเห็นว่าทั้งจอนนีและโดเฮอร์ตีดันขึ้นสูงมาก ทางฝั่งโดเฮอร์ตี้นั้นมีการประสานงานที่ยอดเยี่ยมกับตราโอเล่ หากตราโอเร่หุบเข้าในเขาจะฉีกออกมาด้านข้าง และหากตราโอเล่ฉีกออกมาด้านข้างเขาก็จะหาจังหวะหุบเข้าไปด้านใน ลองดูภาพด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างนะครับ

ตราโอเร่ฉีกมาด้านข้าง โดเฮอร์ตี้หุยเข้ากลาง

ทีนี้มาดูจังหวะที่วูฟฯ ได้ประตูตีเสมอนะครับ มันคือการประสานงานริมเส้นที่ยอดยอดเยี่ยม ระหว่างสองนักเตะที่จ่ายบอลให้กันทำประตูเยอะที่สุดในลีกตอนนี้ คือฆิมิเนส กับตราโอเร่ วูฟตัดบอลได้บอลมาถึงฆิมิเนส จากนั้นให้สังเกตการณ์เคลื่อนที่ของโดเฮอร์ตีนะครับ

เขาเติมขึ้นมาทำให้โรเบิร์ตสันเกิดความลังเลครู่หนึ่งว่าจะเข้าหาฆิมิเนสหรือรอดักทางบอลของตราโอเร่และโดเฮอร์ตี้ นั่นทำให้เมื่อเขาตัดสินใจช้าจึงเข้าบอลพลาด ปล่อยให้ทั้งตราโอเร่และโดเฮอร์ตี้หลุดมาทางริมเส้น ก่อนที่ฆิมิเนสจะแทงบอลให้ตราโอเร่และเขาเองก็วิ่งไปยังจุดนัดพบ

ส่วนภาพด้านบนนี้คือจังหวะการทำเกมที่ใกล้เคียงกับการได้ประตูของวูฟฯ จากจังหวะที่กองกลางหงส์แดงไล่บอลไม่จน มูตินโญ่จึงได้โอกาสแทงบอลไปให้ตราโอเร่ และสังเกตไหมครับเจ้าโดเฮอร์ตี้มันแวบอยู่หลังแชมเบอเลน ส่วนมุมไกลทางด้านขวานั้นจอนนี่ยืนโล่งอยู่คนเดียว พื้นที่หลังของลิเวอร์พูลมีแต่ช่องโหว่จากจังหวะนี้ โชคดีที่ตราโอเร่เปิดบอลได้ไม่ดีพอ

จังหวะด้านบนนี้ก็เช่นกัน เป็นอีกครั้งที่เกมริมเส้นของวูฟฯ สร้างอันตรายให้กองหลังหงส์แดงได้อย่างมาก และเป็นการประสานงานของกลุ่มนักเตะเดิม เนเวสส่งบอลให้เนโต้ และอีกแล้วคือโดเฮอร์ตี้ที่วิ่งอ้อมหลังเนโต้ไป ขณะที่ฆิมิเนสก็ทำทางอยู่หลังร๊อบโบ้ แล้วมองไปที่ฝั่งโน้นเจ้าจอนนี่ตามเคย สังเกตโกเมสเริ่มเสียวสันหลังแล้ว ดีที่จังหวะนี้เด็กหงส์ยังช่วยกันบีบปิดทางไว้ได้

วูฟพลาดโอกาสทองไปหลายครั้งจากการทำเกมริมเส้นสวย ๆ ส่วนหนึ่งก็ต้องยกความชอบให้อลีสซงด้วยที่เซฟไปหลายดอก

ทีนี้มาดูอาวุธเด็ดอีกอันของวูฟฯ คือการเตะลูกนิ่งทั้งลูกเตะมุมและฟรีคิกที่มีการซักซ้อมแผนมาอย่างดี เสียดายแต่ว่า ทำได้ไม่ดีพอเอง ทั้งจากจังหวะที่เตะมุมเล่นสั้นแล้วจ่ายบอลเลียดไป หรือจังหวะที่เตะฟริคิกหลุดไปโหม่งโล่ง ๆ แต่โหม่งออกไปเองซะงั้น

คล๊อปป์เตรียมตัวมาดี แต่ดันเจอของแข็ง

ทางด้านลิเวอร์พูลที่รู้พิษสงของวูฟเป็นอย่างดี คล๊อปป์ก็เตรียมแผนการเล่นที่เซฟและปลอดภัยที่สุดมารับมือการเพรสซิ่งของวูฟ ฯ นั่นก็คือการเล่นกับพื้นที่กว้าง ดูแผนผังการยืนที่ผมทำไว้ด้านล่างจะเห็นว่านักเตะของลิเวอร์พูลยามได้บอลหรือกำลังจะเซ็ตบอลขึ้นไป ทุกตำแหน่งแทบจะยืนชิดเส้นขอบสนามหมดเลย ยกเว้นแค่ตำแหน่งของเฮนเดอร์สันที่คุมแดนกลางเท่านั้น

ส่วนเมื่อทีมต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ ก็จะหุบเข้ามาแดนกลางและบีบให้วูฟโยนบอลหรือจ่ายบอลออกไปด้านข้างแล้วใช้การไล่เพรส ไล่บีบแย่งบอล การรับมือในลักษณะนี้ก็เข้าตำราลูกหนังที่ว่า เมื่อเราได้บอลต้องทำสนามให้กว้างที่สุด แต่เมื่อเราเสียการครองบอลต้องบีบให้สนามเล็กลงมากที่สุด

เพียงแต่วันนี้คู่ต่อกรคือวูฟ มันทำให้แผนที่เตรียมมาเล่นได้ไม่ง่ายเลย เพราะวันนี้วูฟเล่นด้วยหัวจิตหัวใจนักสู้ พวกเขาวิ่งไม่มีเหนื่อยเลย และการที่นักเตะหงส์แดงยืนกันห่าง ถ่างตำแหน่งออกไป แม้จะมีผลดีเรื่องการดึงผู้เล่นวูฟฯให้คลายตัว แต่ข้อเสียก็คือ การจ่ายบอลจากเท้าถึงเท้ามีปัญหามากขึ้น มันจะไม่แม่นยำเหมือนบอลสั้นใกล้ ๆ โดยเฉพาะเมื่อถูกบีบ ถูกวิ่งไล่ โอเกาสที่จะจ่ายพลาดก็มีสูง

เช่นจังหวะด้านบนนี้ ลิเวอร์พูลครองบอลแต่ถูกไล่เพรสเมื่อกดดันหนัก ๆ ความแม่นยำก็ลดลง จังหวะนี้บอลมาถึงร๊อบโบ้ แต่พร้อมกับบอลเดินทางไปหาเขาตราโอเร่ก็วิ่งกดดันทันที และเมื่อรีบออกบอลก็ไม่แม่นเพราะเพื่อนอยู่ไกลทังนั้น บอลไม่ถึงไวนาดุม เพราะมีนกัเตะวูฟคอยจ้องอยู่แล้ว สุดท้ายจังหวะนี้ก็เสียบอลให้วูฟฯ

อีกหนึ่งแท๊กติกที่คล๊อปป์เตรียมมาก็คือการโยนบอลไปพื้นที่ว่างหลังกองหลังของวูฟ ฯ เพราะการยืนหลังสามแม้จะทำให้กองหลังดูแน่น แต่จะเสียพื้นที่ตรงเซ็นเตอร์ทั้งสองข้างยามที่วิงแบ๊กลงมาเติมไม่ทันหรือโดนลิเวอร์พูลเล่นเร็ว แต่การเสียมาเน่ไปตั้งแต่ต้นเกมทำให้แท๊กติกนี้ลดความอันตรายลงมากเพราะเป้าในแดนหน้าที่พอหวังได้จะเหลือแค่ซาลาห์เท่านั้น ส่วนมินามิโนะหรือแชมเบอเลนก็ยังไม่มีโอกาสไดเฉียดเข้าใกล้กรอบเขตโทษเลย

เซ็ดพีต อะเกน

อาวุธเด็ดที่ทำให้ลิเวอร์พูลเอาตัวรอดมานักต่อนักในสองซัซั่นหลังสุด นัดที่แล้วหงส์แดงก็เพิ่งโหม่งทำประตูแมนยูมาทำให้ทีมได้เปรียบเร็ว จากการเตะมุมครั้งที่สอง ส่วนครั้งนี้ทำได้ตั้งแต่เตะมุมครั้งแรกเลย แต่หากเปรียบเทียบจริง ๆ นัดแรกที่เจอกับแมนยูแม้จะเป็นการเตะมุมครั้งที่สอง แต่เป็นครั้งแรกที่เปิดเข้าไปในเขตโทษโดยตรง เพราะครั้งแรกเป็นการเล่นสั้นของอาร์โนล์ดกับร๊อบโบ้แต่ร๊อบโบ้เปิดเข้าไปไม่ดี

สรุปคือการเปิดเข้าไปครั้งแรกของทั้งสองเกมล่าสุดเปลี่ยนเป็นประตูทันที จุดที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือการฝึกฝนอย่างหนักเหมือนที่คล๊อปป์บอก และอีกจุดคือแท๊กติกที่เตรียมมาในแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน ลูกล่อลูกชน ลูกหลอกในแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกัน

หากยังจำได้ครั้งที่แล้วลิเวอร์พูลใช้การปิดไม่ให้แมกไกวและวานบิสซากาเข้าถึงตัวฟานไดจ์ค แต่ครั้งนี้ฟานไดจ์คกลายเป็นตัวหลอก และกัปตันเป็นตัวจริง ที่จริงหลังเกมนัดที่แล้วคล๊อปป์เองก็แอบเผยไต๋แล้วว่าให้จับตาเฮนเดอร์สันให้ดี คล๊อปป์อธิบายว่า อย่าไปโฟกัสแค่ฟานไดจค์ยิงเข้า แต่ให้ดูการยืนตำแหน่งของผู้เล่นหงส์แดงทั้งหมด ซึ่งผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างดี

“แม้ว่าลูกนั้นเป้าหมายของเราคือฟานไดจ์คที่เสาแรก แต่ถ้าคุณลองย้อนกลับไปดูในภาพกว้างอีกนิดคุณะเห็นว่าเฮนเดอร์สันยืนโล่งอยู่ที่เสาสอง นี่คือรูปแบบที่เราฝึกมา บางครั้งมันใช้ได้ บางครั้งมันก็ใช้ไม่ได้” และจังหวะนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นการยืนตำแหน่งของฟานไดจ์คกับเฮนเดอร์สันที่เอื้อให้ทีมได้ประตู

เมื่อลองเจาะลึกลงไปในตำแหน่งการยืนของทั้งสองทีม วูฟก็เตรียมตัวมาดีมาก จากรูปด้านบนจะเห็นว่า นักเตะจับคู่กันหมด และแม้เฮนเดอร์สันจะยืนว่าง แต่ก็ยังมีมูตินโย่รับหน้าที่คอยสกรีนอยู่ ปัญหาเดียวก็คือ ตัวมูตินโญ่เองพะวงกับฟานไดจ์คมากไป เขาคิดว่าจะเป็นฟานไดจ์คที่อาจจะพุ่งเข้ามาที่เสาแรก

แต่เมื่ออาร์โนล์ดเตะบอลออกจากเท้า ฟานไดจ์คกับทำในสิ่งที่มูตินโญ่คาดไม่ถึงคือฉีกตัวไปที่เสาสอง ขณะที่เฮนเดอร์สันก็ฉีกไปเสาแรก ดูจากภาพด้านบนจะเห็นว่า มูตินโญ่นั้นสนใจแต่การเคลื่อนที่ของฟานไดจ์ค จนเมื่อเห็นเฮนเดอร์สันวิ่งแยกกับฟานไดจ์คเขาทำอะไรไม่ถูกไม่รู้ว่าจะไปกันทางไหนดี จึงทำให้เกิดอาการขาตายและปล่อยให้เฮนเดอร์สันวิ่งผ่านหน้าไปโฉบได้ ขณะที่เขายังเอาแต่จ้องฟานไดจ์ค

การแก้เกมในครึ่งหลังของคล๊อปป์

เริ่มเกมมาในครึ่งหลังคล๊อปป์ปรับแผนทันทีโดยโยกเอามินามิโนะมายืนด้านขวาแล้วให้แชมเบอเลนไปเล่นแทนตำแหน่งมาเน่ จากที่อ่านจากข่าวต่างประเทศบางแหล่งบอกว่า คล๊อปป์ไม่พอใจที่แชมเบอเลนไม่ค่อยลงมาช่วยอาร์โนล์ด แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าคล๊อปป์ไม่คาดคิดว่ามาเน่จะออกกลางคัน เมื่อส่งมินามิโนะลงครึ่งแรก คล๊อปป์ยังให้เล่นแบบเดิม เพราะไม่อยากเปลี่ยนระบบกลางคัน แต่เมื่อครึ่งหลังคล๊อปป์จึงให้มินามิโนะไปเล่นทางขวาแทน เพราะแชมเบอเลนเคยเล่นแทนมาเน่มาหลายนัด

อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่คล๊อปป์ที่แก้เกมมา นูโน่เองก็แก้เกมมาด้วยการดันวิงแบ๊กขึ้นสูง จนได้ประตูตีเสมอ และหลังได้ประตูตีเสมอทางฝั่งวูฟกลายเป็นคนคุมเกมมากกว่า เรียกว่าโมเมนตัมมันมาทางวูฟ พวกเขาไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นไปข้างหน้า ใช้การไล่เพรส แดนกลางแดนหน้าแล้วหาโอกาสสวนกลับดีกว่า

สิ่งที่วูฟทำได้ดีขึ้นมากหลังได้ประตูตีเสมอก็คือ กองกลางของพวกเขาเก็บบอลจังหวะสองได้ตลอด ดักจับการออกบอลเร็วของลิเวอร์พูลได้หลายครั้ง ทั้งจากฟีร์มิโน่หรือไวนาดุม พวกเขาไม่สามารถพลิกบอลจังหวะสองที่กองหลังเคลียร์ออกมาได้เลย นอกจากนั้นกองกลางของวูฟยังครองบอลเหนียวแน่นมาก กองกลางของลิเวอร์พูลไม่สามารถไล่บอลได้เลย

คล๊อปป์จังเปลี่ยนเอาฟาบิญโญ่ลงมาแทน และก็ทำให้เกมแดนกลางของหงส์แดงดีขึ้นมาก แม้หลายจังหวะเขาจะไม่สามารถเอาชนะตราโอเร่ได้ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ การเคลื่อนที่รับบอล การผ่านบอลของเขาก็ทำให้กองกลางของหงส์แดงดูสมูธขึ้น

ความยอดเยี่ยมของบ๊อบบี้และกัปตัน

ที่สำคัญการลงมาของฟาบินโญ่ยังทำให้เฮนเดอร์สันสามารถขึ้นไปเติมได้เต็มที่ จนเขามีส่วนกับการได้ประตูชัย จังหวะได้ประตูชัยนั้นมาจากความยอดเยี่ยมของบ๊อบบี้ที่โหม่งชงลูกทุ่มให้ซาลาห์อย่างเข้าขา อย่างไรก็ตามการเลี้ยงบอลยึกยักของซาลาห์เกือบทำให้โอกาสนี้พลาดไป ยังดีที่มีกัปตันมาคอยซ้อนบอลจังหวะสอง และต้องชมการคิดเร็วทำเร็วตัดสินใจเร็วของกัปตันที่แทงบอลให้ฟีร์มิโน่ในจังหวะนั้น

ซาลาห์มีดีมีพลาด

ขอส่งท้ายบทความนี้ด้วยการพูดถึงซาลาห์นิดนึง เพราะกลายเป็นประเด็นดรามาของเด็กหงส์ในโซเซียลแล้ว ว่านัดนี้ซาลาห์เล่นเห็นแก่ตัวเกินไปหรือไม่ และการหวงบอลไม่ยอมจ่ายให้เพื่อนที่อยู่ในตำแหน่งดีกว่าทั้งมินามิโนะและแชมเบอร์เลนถือว่าเป็นการเล่นเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือไม่

เอาละนี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่ซาลาห์ทำแบบนี้และเพื่อน ๆ ออกอาการทางสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับมาเน่ ในเกมที่พบกับเบิร์นลีย์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และแชมเบอเลนนัดนี้ที่แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่ผมยืนยันได้ว่าการทำแบบนั้นของซาลาห์ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว หรือไม่ทำเพื่อทีม

หากไม่นับสองลูกนั้น วันนี้ซาลาห์ทำงานหนักมาก เขาลงมาช่วยแย่งบอลในแดนกลางหลายครั้ง ลงมาช่วยเกมรับบ่อยมาก ที่สำคัญคือหลังมาเน่โดนเปลี่ยนออกเขารับหน้าที่เป็นเดอะแบกคนเดียวในแดนหน้าที่ยังวิ่ง ยังสร้างความยุ่งยากให้กับกองหลังวูฟ โดยเฉพาะวันนี้ที่ผมมองว่าซาลาห์เก็บบอลพักบอลจังหวะแรกได้ดี

ถามว่าผิดไหมที่หวงบอล คล๊อปป์เคยให้สัมภาษณ์ตอนที่มีกรณีของมาเน่กับซาลาห์ว่า เขาจะไม่ขอให้ซาลาห์เปลี่ยนวิธีการเล่น และนักเตะมีอิสระที่จะตัดสินใจเอง คือถ้าถามคล๊อปป์คล๊อปป์อาจจะไม่ปลื้มเห็นได้จากเจ้าตัวเองก็ออกอาการจากลูกนั้นเหมือนกัน แต่คล๊อปป์กลับมองว่า เป็นตำแหน่งที่สามารถทำผิดแบบนี้ได้เสมออยู่แล้ว และคล๊อปป์เองก็จำได้ว่า มีประมาณ 4-5 ลูกที่คนเห็นว่าซาลาห์ควรส่ง แต่ซาลาห์ก็ยิงเข้า เหนือสิ่งอื่นใดคล๊อปป์มองว่า ทีมชนะ และทุกอย่างจะจบลงนัดต่อนัด