30 ปีของหงส์แดง ประสบการณ์ที่จะตามหลอนแมนยูของโซลชา

วันนี้ผมขอเขียนอะไรถึงแมนยู ฯ แบบจริงจังหน่อย เพราะปกติในเพจ นาน ๆ จะโพสต์ถึงแมนยู แบบว่าปีหนึ่งอาจจะโพสต์ถึงสัก 3-4 โพสต์ ส่วนมากก็เป็นการแซวขำ ๆ  แต่เพราะคำพูดบางคำพูดของโซลซาที่เคยพูดไว้ เมื่อวันที่ 19 ตุลา ก่อนเกมแดงเดือดนัดแรกของฤดูกาลนี้ เมื่อปีที่แล้ว กับการให้สัมภาษณ์ก่อนเกมแดงเดือดนัดที่ผ่านมา มันทำให้ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง บางประเด็น และคิดว่าควรจะเขียนมาบอกเล่าแลกเปลี่ยนกันดู

โซลซาพูดตอนให้สัมภาษณ์แดงเดือดปีที่แล้วช่วงหนึ่งว่า ‘I am sure we will bounce back and win the league. And I am sure it won’t be 30 years until the next Premier League that we do win.’ แปลเป็นภาษาไทยแบบง่าย ๆ ว่า “ผมมั่นใจว่าแมนยูจะกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งโดยไม่ต้องรอถึง 30 ปี แน่นอน”

จากประโยคนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับโซลซาหน่อยเพราะเขาไม่ได้เอ่ยชื่อลิเวอร์พูลโดยตรงเหมือนเพจบ้านเราเอามาปั่นกระแส แต่ใช่ครับ แม้โชลซาไม่ได้เอ่ยชื่อลิเวอร์พูลโดยตรง แต่ทั่วโลกฟังก็รู้ว่าเขาหมายถึงทีมไหนที่ต้องรอคอยแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกถึง 30 ปี บวกกับช่วงเวลาที่ให้สัมภาษณ์คือก่อนเกมแดงเดือดมันก็ชัดเจนว่าเขาหมายถึงทีมไหน

อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์ก่อนเกมแดงเดือดรอบที่ผ่านมา โซลซาพูดถึงลิเวอร์พูลตรง ๆ เลยว่า ยูไนเต็ดจะใช้บทเรียน 30 ปีของลิเวอร์พูลในการพัฒนาแมนยูว่า “เพราะแบบนั้นเราถึงทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นและให้มันเป็นบทเรียนกับเรา พวกเขา (ลิเวอร์พูล) เฉียดมาหลายหนและเราจะปล่อยให้ทีมของเราร้างแชมป์ไปอีก 24 ปีไม่ได้หรอก (เพราะร้างแชมป์มาแล้ว 6 ปี) ผมมั่นใจว่าจะไม่เป็นแบบนั้น มันจะต้องใช้เวลาสักหน่อยแต่เราจะกลับสู่จุดนั้น” นี่คือการย้ำถึง 30 ปีของหงส์แดงใน 2 นัดที่เจอกันล่าสุด

ยิ่งมั่นใจก็ยิ่งกลัว

แน่นอนครับการรอคอยอะไรบางอย่างถึง 30 ปี ไม่ใช่สิ่งที่พึงประสงค์สำหรับใครในโลกนี้ ยิ่งเป็นการทำทีมฟุตบอลยิ่งไม่มีทีมใหญ่ทีมไหนในโลกนี้อยากได้ชื่อว่ารอคอยแชมป์นานถึง 30 ปี ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นกับทีมอย่างลิเวอร์พูล ทีมที่เคยยิ่งใหญ่มากในทศวรรษที่ 70-80 ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับหงส์ เป็นสิ่งเตือนใจ ย้ำเตือนทีมใหญ่ ๆ ในพรีเมียร์ลีกเสมอ แน่นอนว่าโดยเฉพาะแมนยูฯ ที่เป็นทั้งอริในการแย่งแชมป์และความยิ่งใหญ่ในประเทศ

คู่ปรับของลิเวอร์พูลยังอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์

30 ปีของหงส์แดงเคยเป็นเหมือนคำสาป เป็นเหมือนมุกตลก เป็นเหมือนปมด้อย ที่พร้อมจะถูกยกมาทิ่มแทงใจของแฟนบอลได้เสมอ และยิ่งหากมันออกจากปากของคู่อริอย่างแมนยูฯ ที่เสวยสุขบนความสำเร็จยาวนานนับ 20 ปี ในช่วงของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

มันจึงไม่แปลกที่จู่ ๆ ทีมอย่างแมนยู ฯ ที่ครั้งหนึ่งเคยล้อลิเวอร์พูลสนุกปากเรื่องแชมป์ลีก กำลังจะไร้แชมป์ต่อเนื่อง 7 ปี ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในยุคของท่านเซอร์เลย ที่พวกเขาจะหวาดหวั่นกับการรอคอย การให้สัมภาณษ์ของโซลชาเป็นหลักฐานชั้นดี แต่ในทางทฤษฎีทางจิตวิทยาบอกเราว่าบางครั้งเวลาที่เราพูดว่าเรามั่นใจ มันก็หมายถึงว่าเรากลัวมันมาก ๆ เช่นกัน

เช่น เวลาคนรักบอกว่าฉันมั่นใจในตัวเธอมาก ๆ ว่าเธอจะไม่โกหกฉัน นั่นหมายความว่าในทางตรงกันข้ามเขาก็กลัวการโกหกมาก ๆ เช่นกัน ยิ่งเราตอกย้ำบ่อย ๆ ถึงความมั่นใจ เช่น พูดกับแฟนทุกครั้งที่แฟนไปทำงานต่างจังหวัดว่า ฉันมั่นใจว่าเธอจะไม่นอกลู่นอกทาง แสดงว่าแท้จริงแล้วคือกลัวมาก จึงต้องย้ำบ่อย ๆ ว่าไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับตัวเอง

ฉะนั้น การที่โซลซาเลือกเจาะจงการรอคอยแชมป์ที่ยาวนานของลิเวอร์พูล ทุกครั้งก่อนเกมที่จะเจอกับลิเวอร์พูล มันอาจจะหมายถึงว่าเพราะพวกเขากำลังรู้สึกจริง ๆ แล้วว่า ตัวเองเริ่มที่จะรอคอยมันเหมือนกัน เพราะตอนท่านเซอร์วางมือก็คงไม่มีใครคิดว่า แมนยูจะร้างแชมป์ ถึง 6 ฤดูกาล และน่าจะย่างเข้า 7 แน่ ๆ ในปีนี้ หรือเกือบทศวรรษแล้ว เกือบ 1 ส่วน 3 ของหงส์แดงแล้ว เช่นเดียวกับตอนดัลกลิช วางมือก็ไม่มีแฟนหงส์คิดว่าเราจะรอคอยนานขนาดนี้

ยิ่งพูดมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเองก็เริ่มจินตนาการถึง 30 ปีของลิเวอร์พูลบ่อย ๆ ในภาพสะท้อนที่ว่าตัวเองจะต้องรอขนาดนั้นหรือไม่ หรือในความเป็นจริงอาจจะจินตนาการถึงอะไรที่แย่และยาวนานกว่านั้นก็ได้ ผมเริ่มได้ยินแฟนแมนยูบางกลุ่มพูดถึงโอกาสตกชั้นด้วยซ้ำ

อันที่จริงการดำรงอยู่อย่างปลอดภัยของโซลซาตอนนี้ ทั้งที่ผลงานในสนามไม่ได้ดีกว่ากุนซืออีก 5 คนก่อนหน้า ยิ่งถ้าเปรียบกับไรอันกิ๊ก ที่เคยมาคุมทีมระยะสั้นต่อจากเดวิส มอยส์  ผมว่าแมนยูชุดนั้นของกิ๊กส์ยังดูมีความเป็นยูไนเต็ดมากกว่าโซลซาชุดนี้ด้วยซ้ำ

แต่เหตุผลเดียวที่ไรอัน กิ๊กไม่ได้ต่อสัญญาก็เพราะบอสบริหารไม่ต้องการรอคอยความสำเร็จนาน เขาเชื่อว่าหากได้กุนซือที่เก่ง ๆ แมนยูจะได้แชมป์เร็วขึ้นแน่ นั่นคือการดึง หลุยส์ ฟานกัล กับ มูรินโญ่เข้ามา

จนสุดท้ายพวกเขาพบว่าไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก และไม่สามารถซื้อความสำเร็จได้เร็วอย่างที่คาดหวัง การให้โอกาสโซลซาคุมทีมระยะยาว หรือการออกมาบอกว่าแมนยูต้องการเวลา และเปรียบเทียบกับคล๊อปป์ว่ายังใช้เวลาในการสร้างหงส์แดงชุดนี้ถึง 4 ปี

นี่คือสัญญาณแรกที่สโมสรแมนยู พร้อมที่จะเป็นผู้รอ อย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว ยิ่งชัดเจนกับการที่โซลซาบอกว่าไม่ต้องรอนานถึง 30 ปี ก็คือการบอกว่า ต้องรอนะ แต่สัญญาว่าจะไม่นานถึง 30 ปี อาจจะ 10-20 ปี แต่จะไม่มีวันถึง 30 ปี ว่างั้น

จาก 30 ปีของลิเวอร์พูล ถึงกี่ปีของแมนยู

หลังจากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1989-1990 ในยุคของเคนนี ดัลกลิช ลิเวอร์พูลเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมมาแล้ว 10 ครั้ง ที่ใช้คำว่า 10 ครั้ง เพราะบางคนเป็นซ้ำ คือ รอย อีแวนส์ ขณะที่บางคนคุมทีมขัดตาทับชั่วคราว (Moren) อีกคนคุมไม่ถึงฤดูกาล (Hodgson)

หากนับกุนซือที่คุมทีมครบฤดูกาลจะมีแค่ ชูเนสส์ (4 ปี) อีแวนส์ (4ปี) อุลลิเยร์ (6) ปี เบนิเตส (6) ปี ดัลกลิชกลับมาคุมอีกครั้งชั่วคราว 1 ปี ร็อดเจอร์ 3 ปี คล๊อปป์ 4 ปี  เฉลี่ยแล้วผู้จัดการทีมของหงส์แดงแต่ละจะได้คุมทีม 3-6 ปีเลยทีเดียว

ในช่วง 6 ปีแรกหลังได้แชมป์ครั้งสุดท้ายลิเวอร์พูลเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปแค่ 2 คนคือ แกรม ชูเนสส์ กัลป์ รอย อีแวนส์ โดยมี มอแรน เป็นกุนซือขัดตาอยู่ช่วงสั้น ๆ 2 เดือน คือช่วงที่ดัลกลิชลาออกกลางคัน แล้วชูเนสส์ป่วย เมื่อเทียบกับ 6 ปีแรกหลังแมนยูได้แชมป์ครั้งสุดท้ายพวกเขาเปลี่ยนกุนซือไปแล้ว 4 คน โดยมีไรอัน กิ๊ก เป็นกุนซือขัดตาทับ 1 เดือนหลังมอยส์โดนไล่ออก

สาเหตุที่ลิเวอร์พูลยอมให้กุนซือแต่ละคนในยุคแรก ๆ ทำงานอย่างเต็มที่เพราะไม่มีใครคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะต้องรอถึง 30 ปี แต่สำหรับแมนยูคือตรงกันข้าม พวกเขาได้แชมป์ครั้งสุดท้ายในช่วงที่เห็นทีม ๆหนึ่งต้องรอคอยแชมป์มานนานถึง 23 ปีเต็ม พวกเขาไม่ได้คิด แต่มันมีตัวอย่างให้เห็นเลยจริง ๆ ยิ่งทีมนั้นคือทีมคู่แข่งตลอดกาลที่แย่งชิงความยิ่งใหญ่ของเกาะอังกฤษด้วยแล้ว พวกเขายิ่งไม่ต้องการให้ทีมรอนานขนาดนั้น

หลังท่านเซอร์วางมือ แมนูเสียเงินไปกับการปลดโค้ชและซื้อนักเตะมากมาย เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 2-3 ร้อยล้านปอนด์ เพื่อจะหยุดจำนวนปีแห่งการรอคอยให้สั้นที่สุด พวกเขาแทบจะโดดกัดกินเนื้อของมอยส์กับผลงานในสนาม ในปีแรกที่ก็ไม่ได้ทำทีมแย่ไปกว่ากุนซือคนอื่น ๆ ต่อมา เมื่อเทียบกันนัดต่อนัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโซลซา นั่นเพราะพวกเขาคิดว่า แมนยูควรเป็นทีมลุ้นแชมป์มากกว่าลุ้นท๊อปโฟร์

น่าสงสารมอยส์ มูรินโญ่ ฟานกัล หรือแม้กระทั่งโซลซาที่ถูกภาพหลอนของ 30 ปีของลิเวอร์พูลคอยหลอกหลอนและกดดันอย่างหนัก ลองนึกดูนะครับว่าหากไม่มีการรอคอยที่ยาวนานของลิเวอร์พูลเป็นตัวอย่าง บางทีกุนซือเหล่านั้นอาจจะได้ทำงานนานกว่าที่เป็นก็ได้ จนมาถึงยุคโซลซาที่ทั้งกุนซือและสโมสรต่างก็ยอมรับเต็มปากแล้วว่า แฟนแมนยูคงต้องรอหน่อย

ผมในฐานะแฟนลิเวอร์พูล ที่กำลังจะหยุดนับการรอคอยเอาไว้ที่ 30 ปี เอาใจช่วยให้แมนยูไม่ต้อง “รอ” นานกว่าเราเลย เพราะเข้าใจได้ว่าการเห็นคนอื่นรอมานาน และตัวเองอาจจะต้องรอแบบนั้น มันทรมานใจแค่ไหน