“90 นาทีของฟานไดจ์ค” เจาะลึกตัวตนการเล่นใน 1 นัดของฟานไดจ์คนัดชนะนอริช 4-1

จากคำถามที่ผมสงสัยว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้น หากในหนึ่งเกมการเล่นนั้น ผมดูเฉพาะการเล่นของนักเตะคนหนึ่งตลอด 90 นาทีในสนาม แล้วลองวิเคราะห์มันออกมา’ ผมอยากรู้ว่ามันจะทำให้เราเห็นถึงตัวตน สไตล์การเล่นของนักเตะคนหนึ่งนั้นอย่างไร มากน้อยแค่ไหน

นั่นเป็นที่มาของ ‘On field’  คอลัมน์ลูกหนังใหม่เอี่ยมจากเพจ We Are Liverpool ที่จะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการดูบอลแบบเชิงลึกเข้มข้น ไม่ต้องสนใจเรื่องนอกสนาม ไม่ต้องสนสกอร์ เพราะเราจดจ่อแค่นักเตะคนเดียว เราจะไม่ตัดสินนักเตะคนหนึ่งจากจังหวะเดียว แต่เราจะตัดสินเขาจากทั้งเกม

ครั้งที่สองที่กุนซือเยอรมันเจอกันในฟรีเมียร์ลีก

สำหรับคอลัมป์เปิดตัววันนี้ ผมจะนำคุณไปรู้จักตัวตนและสไตล์การเล่นของ เจอ กิลล์ ฟานไดจ์ค ยอดกองหลังผู้เป็นดั่งกำแพงเหล็กแห่งแอนฟิลด์ (ผมตั้งเองฉายานี้) ผมจะพาคุณไปดูว่าในหนึ่งเกม ยอดนักเตะคนนี้เขาทำอะไรบ้าง โดยเกมที่ยกมานั้นก็คือเกมเปิดฤดูกาลที่หงส์แดงเปิดบ้านชนะน้องใหม่อย่างนอริช 4-1 ซึ่งนัดนี้ฟานไดจ์คได้ผู้เล่นยอดเยี่ยมด้วย

1 God of Center

ตำแหน่งการยืนของฟานไดจ์คนั้นคือเซ็นเตอร์ด้านซ้าย เยื้องกับโกเมสที่เป็นเซ็นเตอร์ด้านขวา ดังภาพด้านบน เวลาที่ลิเวอร์พูลตั้งเกมจากแดนตัวเอง แบ๊กสองข้างจะเติมขึ้นไป กองกลางหนึ่งคนจะลงมาช่วย cover พื้นที่แดนหลัง จึงมีลักษณะคล้ายหลังสามในบางคราว ดังภาพด่านล่าง

จากตำแหน่งการยืนเราจะเห็นถึงบทบาทของเขาในเกมนี้คือการกองหลังตัวกลาง เป็นเซ็นเตอร์ของแนวรับ ฟานไดจ์คจะยืนตรงกลางและเป็นตัวต่ำที่สุด เพราะเขาคือผู้เล่นที่จะต้องมองเห็นภาพกว้างของสนามทั้งหมด การขึ้นเกมจากแดนหลังนั้นมาจากเขาเป็นคนกำหนดทิศทางการขึ้นเกมแล้ว

หากมีการบีบไล่จากทางฝั่งนอริช แล้วต้องส่งบอลคืนหลัง เราจะเห็น The eye เป็นดวงตาของทีม เป็นคนที่จะคอยบัญชาเกมรับทั้งหมด เช่นจังหวะในรูปด้านบน อาร์โนล์ดโดนบีบแล้วส่งบอลคืนผู้รักษาประตู เราลองดูจังหวะการเคลื่อนที่ของฟานไดจ์ค เขาจะวิ่งถ่างออกมาที่ว่างทางด้านล่าง  เพื่อสร้างพื้นที่ในการออกบอลให้อลีสซง

ลองมาดูรูปนี้กันบ้าง จังหวะที่โรเบิร์ตสันเติมสูงยังลงไม่ทัน บอลอยู่ที่ไวนาดุม แต่เขาถูกบีบไล่ ทำให้ต้องจ่ายบอลคืนหลังให้ผู้รักษาประตู โดยมีปุ๊กกี้ที่กำลังจะวิ่งเข้าไปไล่บอลจากอลีสซง ตอนนี้แหละครับเราจะได้เห็นการบัญชาเกมรับของฟานไดจ์ค เขารีบชี้นิ้วสั่งโกเมสให้วิ่งไปหาที่ว่างด้านบนที่โล่ง ๆ เพื่อสร้างพื้นที่เหมือนที่เขาทำด้านบน

ส่วนภาพนี้เราจะเห็นว่าไม่ใช่แค่บัญชาเกมรับสั่ง ๆ คนอื่นเท่านั้น เวลาที่คู่ขาของเขาคือโกเมสทำผลงานได้ดี เขาก็จะให้กำลังใจรุ่นน้องด้วยการชื่นชม จังหวะนี้โกเมสวิ่งขึ้นไปตัดบอลของเคนเวลล์ได้ดี ฉากต่อมาเราจะเห็นว่าฟานไดจ์คยกมือให้โกเมสเป็นสัญญาณว่านายแน่มาก

ส่วนจังหวะนี้จะเห็นว่า การที่เขาเป็นเซ็นเตอร์ตัวสุดท้ายทำให้เขาเห็นภาพรวมของทั้งเกม เขาจะคอยอ่านเกมของคู่แข่งเสมอ และจะออกมาตัดบอลเร็วทุกครั้งที่คู่แข่งใช้บอลยาว จังหวะแบบนี้แม้เขาจะดูเหมือยวิ่งออกมาจนเสียตำแหน่ง แต่ความจริงคือเขาเห็นแล้วว่ามีเพื่อนอยู่ในแนวรับอีก 2 คน

2 King of defender

ทีนี้มาว่ากันถึงสไตล์การเล่นเกมรับของฟานไดจ์คบ้าง ฟานไดจ์คเป็นนักเตะที่ไม่เน้นบวก ไม่เน้นการแท๊กเกิลตรง ๆ กับคู่แข่ง สถิติการแท๊กเกิลของเขาเป็นรองคู่หูอย่างโกเมสเยอะมาก ฟานไดจ์คมีเปอร์เซ็นต์การเข้าแท๊กเกิลที่ 57% ส่วนโกเมสมีเปอร์เซ็นต์ 70 %

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมโกเมสจึงฟาลว์บ่อย นี่คือหนังหน้าไฟของฟานไดจ์คเลยครับ โกเมสจะเป็นคนที่เข้าบวกเสมอ จึงมีโอกาสในการพลาดมากกว่าฟานไดจ์ค คู่นี้ดูเหมือนจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ว่าโกเมสเป็นหน่วยกล้าตาย ส่วนฟานไดจ์คเป็นหน่วยระวังหลัง สไตล์ของฟานไดจ์คจึงเป็นลักษณะการยืนตำแหน่งเพื่อ recovers เกมรับ ซ้อนจังหวะสองมากกว่า สถิติการ recovers ของฟานไดจ์คมากถึง 132 ครั้ง ขณะที่โกเมสแค่ 70

ลักษณะการเล่นเกมรับของฟานไดจ์คคือการรอ ดัก จับ เคลียร์ เขาจะไม่เข้าบอลพรวดหาคู่แข่งเด็ดขาด ลองดูจังหวะในภาด้านบน ปุ๊กกี้ ได้บอลหลุดมาทางฝั่งขวาของทีม ในนาทีที่ 34 จังหวะนี้ฟานไดจ์คจะใช้ความเร็ววิ่งเข้าแท๊กเกิลเลยก็ได้ แต่เขาเลือกที่รักษาตำแหน่งแล้ววิ่งเลี้ยงปิดช่องของปุ๊กกี้ไปเรื่อย ๆ รอจนกระทั่งปุ๊กกี้เลี้ยงเข้าเขตโทษและกำลังจะยิง จังหวะนั้นแหละฟานไดจ์ครีบเข้าไปแท๊กเกิลสำเร็จ

นี่เป็นอีกหนึ่งจังหวะที่แสดงให้เห็นถึงสไตล์การเล่นเกมรับที่โดดเด่นของเขาในเรื่องการเข้าบอลในจังหวะที่ชาญฉลาด จังหวะนี้นักเตะของนอริชได้บอลหน้ากรอบ แต่ฟานไดจ์คไม่เข้าไปแท๊กเลย เขาโน้มตัวลงต่ำเพื่อรอเวลาเข้าชาร์ตในจังหวะที่คู่แข่งกำลังจะตัดสินใจเล่นบอลอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ว่าจะยิงหรือจ่าย

จุดเด่นสำคัญประการต่อมาในการเล่นเกมรับของฟานไดจ์คก็คือ การชนะดวลลูกกลางอากาศ ไม่ว่าจะเปิดมามุมไหนอย่างไร น้อยมากที่ฟานไดจ์คขึ้นดวลแล้วจะแพ้คู่แข่ง ซึ่งในเกมนี้เขาก็ดวลชนะคู่แข่งไปถึง 5 ครั้ง ขณะที่นอริชทั้งทีมได้รวมกันแค่ 7 ครั้ง

อีกจุดเด่นของฟานไดจ์คคือเรื่องการ intercept คือการออกมาตัดบอลจากการผ่านบอลของคู่แข่ง ก่อนที่บอลจะถูกเข้าคู่แข่งอีกคน (ไม่เหมือนกับแท๊กเกิลที่เน้นปะทะแย่งบอลแบบตัวต่อตัว) เพราะฟานไดจ์คเป็นนักเตะที่อ่านเกมดี และมีจังหวะการเข้าบอลที่เฉียบคม การเข้าตัดบอลของเขาถือเป็นจุดเด่นของหงส์แดงในการทำลายเกมของคู่แข่ง และบ่อยครั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสวนกลับได้ด้วย โดยเกมนี้เขาตัดบอลได้ 5 ครั้งมากที่สุดในสนาม

นี่คือภาพรวมสถิติเกี่ยวกับเกมรับตลอด 25 เกมที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันสไตล์การเล่นที่สม่ำเสมอของเขาตั้งแต่เกมแรก การแย่งบอลของเขาจะต่ำมากเมื่อเทียบกับการดวลชนะลูกกลางอากาศ กาเคลียร์บอล และการตัดบอล

ถามว่าจุดอ่อนของฟานไดจ์คมีไหม คำตอบไม่เชิงว่ามีหรือไม่มี แต่เป็นเหรียญสองด้านของสไตล์การเล่นของฟานไดจ์ค คือจุดที่แกไม่ชอบเข้าปะทะหรือแย่งบอลโดยตรง ซึ่งจุดนี้เองในด้านหนึ่งมันก็ทำให้คู่แข่งมีเวลามากพอที่จะคิดจะตัดสินใจหรือจะเลี้ยงบอลเข้าหาฟานไดจ์ค ทุกจังหวะที่ฟานไดจ์ครอดักบอลโดยปล่อยให้คู่แข่งเลี้ยงบอลไม่ได้จบสวยเหมือนจังหวะที่เขาบีบปุ๊กกี้

ตัวอย่างเช่นจังหวะนี้ นาทีที่ 21 นอริชขึ้นเกมมาทางขวา เคนเวลล์ รับบอลมาจากปุ๊กกี้ก่อนนะเลี้ยงตัดเข้าในแล้วผ่านบอลให้เบอร์ 17 จังหวะพวกนี้อยู่ในสายตาการอ่านเกมของฟานไดจ์คหมด แต่เห็นไหมครับจังหวะนี้ฟานไดจ์คเลือกที่จะยืนรอ มากกว่าที่จะเข้าแท๊กเกิลเร็ว ผลคือหมายเลข 17 มีเวลาคิดและสุดท้ายเขาแทงทะลุช่องให้ปุ๊กกี้ยิงติดเซฟของอลีสซง ในเกมนี้หากจะให้ผมหาข้อผิดพลาดแบบจัง ๆ ของฟานไดจ์คก็คงเป็นจังหวะนี้นี่แหละ

3 การมีส่วนร่วมในเกมรุก

ฟานไดจ์คขึ้นชื่อเรื่องการเติมเกมรุกโดยเฉพาะการเติมขึ้นไปโหม่งลูกนิ่งทั้งจากเตะมุมและฟรีคิก ฤดูกาลนี้เขาทำประตูจากลูกโหม่งไปแล้ว 4 ลูกเป็นรองแค่ คริส วูด กองหน้าของเบิร์นลีย์เท่านั้น ในเกมกับนอริชฟานไดจ์คเองก็ขึ้นมาโหม่งได้ 1 ประตู เป็นประตูที่ 3-0 ของเกม

แต่อีกหนึ่งจุดที่หลายคนไม่ค่อยได้สังเกตคือ ฟานไดจ์คมีส่วนสำคัญอย่างมากในการบัญชาการลูกนิ่ง ทุกคนน่าจะเคยเห็นภาพที่ฟานไดจ์คตะโกนเรียกซากิรี่ให้มาเปิดฟรีคิกแทนอาร์โนล์ดบ่อย ๆ ใช่ไหมครับ นั่นแหละ เรียกว่าบัญชาการ เกมนี้จังหวะฟรีคิก

ในเกมนี้มีจังหวะหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าฟานไดจ์คมีส่วนร่วมกับการเล่นลูกนิ่งของหงส์แดงมาก คือนอกจากจะเป็นตัวเป้าหมายในการจ่ายบอลให้แล้ว ยังอยบัญชาตั้งแต่การเล่นว่าจะให้เล่นแบบไหน จังหวะนี้เดิมทีอาร์โนล์ดจะเปิดเข้าไป แต่ฟานไดจ์คชี้นิ้วบอกเลยว่าให้ส่งให้เฮนเดอร์สัน ซึ่งสูตรนี้ก็เกือบได้ผล ฟานไดจ์ควิ่งไปเสาไกลแล้วโหม่งชงเข้ามาแต่โรเบิร์ตสันเข้าไม่ถึงบอล

บทสรุป

จากการที่ผมนั่งดูฟานไดจ์คเล่นตลอดทั้ง 90 นาที ทำให้ผมเห็นชัดเลยว่าคำว่าผู้นำในสนามนั้นเป็นอย่างไร แน่นอนกัปตันเฮนโด้คือผู้นำที่สวมปลอกแขนและเขาเองก็เป็นผู้นำในสนามไม่ต่างจากฟานไดจ์ค แต่เฮนโด้คือผู้นำด้านจิตวิญญาณ เขากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมตลอดเวลา สำหรับฟานไดจ์คผมมองว่าเขาเป็นผู้นำการเล่น เป็นเหมือนวาทยกรของทีมที่เห็นภาพรวมของเกม

ลักษณะการเล่นของเขาที่โดดเด่นเรื่องจังหวะการเข้าบอลที่ชาญฉลาด การอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม ก็ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมคู่แข่งถึงผ่านเขายากเหลือเกิน นอกจากนั้นการเติมเกมรุกทั้งจากการโหม่งและสิ่งที่เราไม่เห็นจากเกมนี้แต่เห็นจากเกมอื่น ๆ คือการวางบอลยาวที่แม่นยำของเขาก็ทำให้กองหลังคนนี้ครบเครื่อง แข็งแกร่งสมเป็นกำแพงเหล็กแห่งแอนฟิลด์จริงๆ

ของแถมนอกสนาม-เส้นทางลูกหนังฟานไดจ์ค

ลิเวอร์พูลเคยมีกองหลังที่แข็งแกร่งอยู่คนหนึ่ง จนได้รับฉายาว่า ภูผาน้ำแข็ง คนคนนั้นก็คือ ซามี ฮูเปีย (เล่นให้ลิเวอร์พูลระหว่างปี 1999-2009) ผมจึงขอยืมฉายาของฮูเปีย มาดัดแปลงเรียกฟานไดจ์คว่า “กำแพงเหล็ก” ก็แล้วกัน เพราะผมมองว่าเขาแข็งแกร่งกว่า เฮียปู หลายขุมอยู่

อีกอย่างคือสองคนนี้ก็มีอะไรเกี่ยวพันกันอยู่ โดยหมายเลข 4 ของเขา เคยผ่านการสวมใส่จาก ซามี ฮูเปีย มาแล้ว ฟานไดจ์คเคยพูดถึงเบอร์เสื้อของเขาและฮูเปียว่า “แล้วผมก็รู้ว่า ซามี ฮูเปีย เคยใส่เสื้อเบอร์นี้เล่นให้ ลิเวอร์พูล มาก่อน นอกจากนี้ผมเคยได้มีโอกาสเห็นเขาเล่นที่ วิลเลม ทเว สโมสรที่ผมอยู่ด้วยเป็นเวลา 10 ปีด้วย ผมได้เห็นสิ่งที่เขามอบตอบแทนให้ทั้ง วิลเลม ทเว และ ลิเวอร์พูล ซึ่งมันเป็นอะไรที่พิเศษมากๆ นี่คือเสื้อเบอร์สำคัญและผมก็ภูมิใจสุดๆ ที่ได้มีโอกาสสวมใส่มัน”

และหากใครได้ค้นเส้นทางลูกหนังของเขา ผมคิดว่าเส้นทางลูกหนังของเขามีความพิเศษมาก เมื่อเรามองว่าตามขนบของฟุตบอลฮอนแลนด์ ยอดนักเตะและตำนานของทีมชาติส่วนใหญ่มักจะเป็นนักเตะที่เคยผ่านศูนย์ฝึก เด ทู มอค์สง ของอาแจ็กช์ หรือไม่ก็ต้องเคยเล่นให้อาแจ็กซ์มาก่อน

ยอดกองหลังฮอนแลนด์อันดับต้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ยาปป์ สตัม, แฟร์งค เดอ บัว, หรือโรนัล คูมันน์ พวกนี้ล้วนแต่เคยผ่านโรงเรียนลูกหนังของอาแจ็กซ์ทั้งนั้น หรือหากพูดถึงกัปตันทีมชาติร้อยละ 90 ก็ต้องเคยผ่านทีมยักษ์ใหญ่ของฮอลแลนด์มา ซึ่งนั่นจะเป็นใบเบิกทางหรือตราประทับที่ดีสำหรับพวกเขาเลยเปรียบเสมือนพ่อมดที่จบจากฮอกวอร์ด

แต่ฟานไดค์จนั้นออกจะแตกต่างจากตำนานเหล่านั้นเพราะเขาไม่เคยผ่าน หรือเกี่ยวข้องอะไรกับอาแจ็กซ์มาก่อนเลย เขาเริ่มเล่นฟุตบอลช้ามาก ในวัย 18 ปี กับสโมสรวิลเลียมส์ ทเว ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวฟรี ๆ ให้กับโกนิงเกล เพราะพบว่าร่างกายของเขามีปัญหา

แม้จะทำผลงานได้ดีกระฉูดทั้งกับโกนิงเกลและที่เชลติก จนได้รับฉายาว่า นิว ยาปป์ สตัม แต่เขาก็ไม่เคยถูกเรียกตัวติดทีมชาติเลย จนกระทั่งเขาย้ายมาที่นักบุญนั่นแหละถึงจะได้ลงเล่นทีมชาติกับเขาบ้าง และต้องใช้เวลานานกว่า 3 ปีจึงจะได้รับการยอมรับให้เป็นกัปตันทีมชาติ ซึ่งก็คือตอนที่เขาย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูลแล้ว 2 เดือน

ยอดกองหลังคนนี้ของเราคือนักเตะฮอลแลนด์ที่ไม่เคยผ่านอาแจ๊กซ์ เล่นบอลตอนอายุ 18 ติดทีมชาติครั้งแรกตอนอายุ 24 และสิ่งที่เขาแสดงให้เราเห็นในสนามทุกอย่างสะท้อนว่าเขาข้ามผ่านอคติและอุปสรรคเหล่านั้นมาได้อย่างไร