3 แนวทางการพัฒนานักเตะเยาวชนของคล๊อปป์

หากเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลจริง ๆ ใครที่ได้ดูนักเตะชุด U-23 ของหงส์แดงลงเล่นเกม FA cup เมื่อสุดวันอังคารที่ผ่านมา คงจะรู้สึกประทับใจในฟอร์มการเล่นของเด็ก ๆ ที่เล่นได้ดีเกินคาด และทรงบอลต่าง ๆ สไตล์การเล่นก็แทบจะไม่แตกต่างจากชุดใหญ่เลย นักเตะชุดนี้ทำสถิติเป็น 11 ตัวจริงที่อายุน้อยที่สุดของสโมสรด้วยอายุเฉลี่ยทั้งทีมแค่ 19 ปี 102 วัน นอกจากนั้นกัปตันทีมในเกมนี้คือ เคอติส โจนส์ ยังกลายเป็นกัปตันที่อายุน้อยที่สุดของโสมสรด้วย

ตลอดเวลา 4 ปีครึ่ง ที่คล๊อปป์เข้ามาบริหารทีมของคล๊อปป์ หลายคนอาจจะสังเกตเห็นแค่พัฒนาการของทีมชุดใหญ่ แต่ลืมสังเกตพัฒนาการของเยาวชนไป ซึ่งป็นสิ่งที่คล๊อปป์ให้ความสำคัญในฐานรากฐานที่มั่นคงของสโมสร ทีมชุดใหญ่อาจจะประสบความสำเร็จ 1-3 ปี แต่การสร้างรากฐานจะทำให้ทีมยังอยู่ในระดับท๊อปได้นานถึง 20-30 ปี

บทความนี้จะพาไปสำรวจแนวทางการพัฒนาหรือปฎิรูปทีมชุดเยาวชนของคล๊อปป์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คล๊อปป์และทีมงานทำควบคู่ขนานกันไปกับการพัฒนาทีมชุดใหญ่ ก่อนอื่นผมต้องขอชี้แจงก่อนว่า บทความนี้เป็นแค่การค้นคว้าส่วนตัว ไม่ได้อ้างอิงแนวทางของสโมสรแบบเปะ ๆ ขนาดนั้นเพราะไม่มีใครรู้ข้อมูลเชิงลึกขนาดนั้นได้ แต่มันเป็นแค่สังเกต และสังเคราะห์จากข้อมูลต่าง ๆ เรียบเรียงออกมาเป็นข้อมูลตามความเข้าใจของผู้เขียนเท่านั้น หากผิดพลาดประการใด ขอ อภัยมา ณ ที่นี้ดวย

โครงการเคิร์กบี้ ปฏิรูปศูนย์เยาชน

คล๊อปป์และเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลอย่าง FSG แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสโมสรลิเวอร์พูลไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เห็นได้จากการตอบรับเซ็นสัญญาของคล๊อปป์ออกไปถึงปี 2024 ผมมองว่าทั้งสองยังมีโปรเจ็คร่วมกันอีกมาก หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาศูนย์ฝึกเยาชนของลิเวอร์พูลให้ทันสมัยด้วยโปรเจ็คศูนย์ฝึกเคิร์กบี้ที่กำลังก่อสร้างและจะแล้วเสร็จทันใช้ในฤดูกาล 2020-2021

คล๊อปป์เข้ามาคุมสโมสรพร้อมแผนงานพัฒนาทีมระยะยาว และหนึ่งในแผนงานที่เขาเตรียมมาก็คือการพัฒนาเยาวชนด้วย ทันทีที่เขาเริ่มงานเป็นผู้จัดการทีมของหงส์แดงอย่างเป็นทางการได้แค่ 2 วัน เขาเดินทางไปยังสนามซ้อมของเยาวชนทันที

คล๊อปป์เห็นปัญหาใหญ่คือ สนามซ้อมเยาวชนนั้นแยกกันกับชุดใหญ่ ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 30 นาทีหากต้องเรียกนักเตะมาซ้อมร่วมกัน ปัญหานี้เป็นสิ่งคาใจคล๊อปป์มาก เพราะหากจะวางรากฐานด้านเยาวชนจริง การมีโอกาสซ้อมใกล้กัน/ร่วมกันระหว่างชุดใหญ่กับชุดเล็กเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการวางรากฐานการเล่น แนวทางการเล่น ความใกล้ชิดระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องจะช่วยพัฒนาการเล่นของเยาวชนทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ

สุดท้ายคล๊อปป์เข้าไปคุยกับประธานสโมสรว่าต้องการย้ายรวมสนามซ้อมของเยาวชนและชุดใหญ่เข้าด้วยกัน โดยเขาคิดจะพัฒนาสนามเคิร์คบี้ ให้เป็นศูนย์ลูกหนังเยาวชนที่ทันสมัยและครบวงจร เป็นโปรเจ็คใหญ่ที่จะยกระดับลิเวอร์พูลในระยะยาวไม่ใช่แค่ 4-5 ปี แต่อาจพูดเป็นหลัก 50 หรือร้อยปีเลยทีเดียว ไม่ต่างจากลามาเซียของบาร์เซโลน่าหรือ เดอ ทู มองคส์งของแจ๊กซ์

บอสบริหารของลิเวอร์พูล ซื้อไอเดียของเขา เพียงแต่ ณ เวลานั้น หากจะทำจริงอาจต้องลงทุนถึง 50 ล้านปอนด์ ซึ่งทีมหงส์แดงตอนนั้นยังมีภาระต้องปรับปรุงทีมชุดใหญ่ให้ดีก่อน ทำให้โปรเจ็คนี้ถูกชะลอไปก่อน จนกระทั่งปี 2017 หลังจากเห็นผลงานการทำทีมของคล๊อปป์มาเต็มที่ 1 ปี สโมสรลิเวอร์พูลตัดสินใจประกาศแผนการสร้างสนามซ้อมระดับสูงแห่งใหม่ที่เคิร์กบี้ตามข้อเสนอของคล๊อปป์ หลังจากที่โปรเจ็คของเขาผ่านคล๊อปป์ให้สัมภาษณ์ว่า

“มันเป็นเรื่องยากมาก ที่ผู้จัดการจะวางแผนระยะยาวกับสโมสร แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ผมจะอยู่ที่นี่ เมื่อศูนย์แห่งนี้เปิดใช้งาน และมันจะเป็นวันที่ยอดเยี่ยมทีเดียว มันเป็นการแสดงเจตนารมณ์ครั้งใหญ่ของสโมสรและเจ้าของทีม ผมมีความสุขมากที่เราได้เริ่มต้นโปรเจ็คนี้ เมลวูด เป็นสถานที่ที่วิเศษ แต่การได้นำคนมาอยู่รวมกันเพื่อก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้านั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำ”

ศูนย์ฝึกลูกหนังเปรียบเสมือนทั้งบ้านและโลกทั้งโลกของเยาวชน คือที่ที่พวกเขาจะได้เรียนรู้และซึมซับความเป็นตัวตนของสโมสรมากที่สุด โปรเจ็คเคิร์กบี้ที่คล๊อปป์กับเจ้าของสโมสรกำลังทำ ไม่ใช่แค่การหาสนามซ้อมดีๆ แต่เป็นการลงทุนสร้างโรงผลิตวัฒนธรรมสโมสร ลองคิดดูว่าหากปีหน้าสนามแห่งนี้พร้อมใช้งาน การพัฒนาระบบเยาวชนของลิเวอร์พูลจะก้าวกระโดดขนาดไหน

ปรับแต่งนักเตะชุดเยาวชน

เราเห็นการปรับเปลี่ยนนักเตะชุดใหญ่ของคล๊อปป์อย่างไร การเปลี่ยนถ่าย ปรับแต่งนักเตะชุดเยาวชนก็เหมือนกันเลยครับ ผมว่ามีสามขั้นตอนหลัก ๆ ให้โอกาส ให้เวลา ให้ทางไป นักเตะทุกคนในทีมของคล๊อปป์ต้องมีโอกาสพิสูจน์ตัวเอง มีเวลาให้พิสูจน์ตัวเอง และที่สำคัญหากไม่สามารถสอดแทรกได้ ก็ต้องมีทางไปให้เขาด้วย

ปีแรกที่มาคุมทีมคล๊อปป์ให้โอกาสดาวรุ่งจาก U-23 กว่า 10 คนขึ้นมามีบทบาท มีส่วนร่วมในทีมชุดใหญ่นักเตะเราคุ้นหูอย่าง แดนนี่ วอร์ด เซจี โอโจ้  เควิน สจว๊ต โจน ฟลานาแกน คอร์เนอร์ แรนเดล ชิริเบย่า รวมถึง โจ โกเมส ด้วย ขณะที่คล๊อปป์เองก็ลงทุนซื้อดาวรุ่งฝีเท้าดีอย่าง มาโก กรูยิช อายุ 19 ปีมาร่วมทีมด้วยเงินถึง 5.1 ล้านปอนด์

ปี 2016-2017 โกเมส แรนเดล กรูยิช โอโจ้ ยังได้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ดึง อาร์โนล์ด อีจาเรีย วิลสัน วูดเบิร์นขึ้นมาให้โอกาส ปล่อยนักเตะเยาวชนที่ฝีเท้าดีให้ไปหาประสบการณ์ เช่น ไรอัน เคนท์, อโวนียี, มาร์โควิช, ชิริเบย่า, โละดาวรุ่งที่ไม่สามารถพัฒนาหรือไม่อยู่ในแผนการทำทีมอย่าง Rossiter, Teixeira, Sinclair, Sergi Canos เป็นต้น รวม ๆ ขายหรือปล่อยดาวรุ่งชุด U-23 ออกไปราว 9 คน ให้ยืมอีกราว ๆ  12 คน ถือเป็นการโละทีมเยาวชนครั้งใหญ่ที่สุดที่คล๊อปป์เข้ามา

ปี 2017-2018 เป็นปีลิเวอร์พูลเริ่มจะพัฒนาแนวทางการเล่นในระดับเยาวชนอย่างชัดเจนแต่ไม่ใช่ที่ชุด U-23 เป็นการลงไปเตรียมความพร้อมอีกขั้น มีการดึงตัวเจอร์ราร์ดมาช่วยดูนักเตะชุด U-18 ของทีมแบบจริงจัง ถือเป็นการเอาจิตวิญญาณของลิเวอร์พูลอย่างเจอร์ราร์ดลงมาที่เยาวชนเลย นอกจากนั้นเจอร์ราร์ดยังได้รับมอบหมายให้คุมชุด U-19 ลงแข่งรายการ UEFA Youth League ด้วย

มีการดันนักเตะจากการดูแลของเจอร์ราร์ดขึ้นมาชุด U-23 หลายคนเช่น เนโค วิลเลียมส์ เคอติส โจนส์ และคามาโช่เป็นต้น แล้วดันนักเตะจาก U-18 ขึ้นมาแทนที่ว่างของนักเตะที่ถูกปล่อยยืมไปทั้งหลาย นักเตะดาวรุ่งถูกขยับขยายขึ้นมาตามลำดับ นักเตะที่ได้โอกาสจากปีที่แล้วอย่าง โกเมส และอาร์โนล์ด สามารถขยับขึ้นชุดใหญ่ได้เต็มตัว

ปี 2018-2019 ดัน เคเลอเฮอ ขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือสามของทีม คล๊อปป์ยังเสริมนักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามองอย่าง คี จาน่า โฮเวอร์ จากอาแจ๊กช์เข้ามาด้วย เจ้าหนูนี่พัฒนาการดีมาก จากวันที่ซื้อมาอยู่ในชุด U-18 ใช้เวลาแค่ 3 เดือนขยับมาอยู่ในชุด U-23 ทั้ง ๆ ที่อายุเพิ่งจะ 16 ย่าง 17 ปี และยังได้โอกาสลงเล่น FA คัพเป็นตัวจริงด้วย

พอมาปีนี้ปี 2019-2020 แนวทางการพัฒนาเยาวชนของหงส์แดงเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด ลงทุนซื้อดาวรุ่งอนาคตไกลถึงสองตัวมาในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลทั้งเอเลียต และฟานเดนเบิร์ก และสามารถผ่องถ่ายนักเตะดาวรุ่งที่ยุ่งเหยิงได้มาก ทั้ง แรนเดล คามาโช่ เคนท์ ที่อายุแตะหลัก 20 กันแล้วถูกขายออกไป

พอมาดูในชุด U-23 ของเราปีนี้ มันก็เหมือนกับชุดใหญ่คือเปลี่ยนยุคเรียบร้อยแล้ว นักเตะจากชุดเยาวชนและ U-18-19 ที่เล่นในระบบใหม่ของคล๊อปป์ภยใต้การดูแลของเจอร์ราร์ดถูกดันมาอยู่ในชุด U-23 และดันขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่เยอะขึ้น กว่าครึ่งของทีมเป็นนักเตะที่เกิดหลังคศ. 2000 อายุจึงอยู่ที่ราว 17-19 ปี

ช่องว่าของการพัฒนาและสอดแทรก

การปฏิรูปชุดเยาวชนจนสามารถสร้าง U-23 ที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งพรสวรรค์ อายุน้อย และเป็นนักเตะที่ได้เล่นในระบบการเล่นของคล๊อปป์มานานตั้งแต่ชุดเยาวชนเล็ก ๆ เกิดขึ้นไล่เลี่ยในช่วงที่ทีมชุดใหญ่เข้ารูปเข้ารอยพอดี เรื่องนี้ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ สำหรับผมวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ต้องให้ชุด U-23 อายุน้อยที่สุด เพราะต้องการสร้างช่องว่างของการพัฒนาและการใช้งานทีมชุดใหญ่

ปัญหาที่เกิดกับเคนท์ และวิลสัน นั้นชัดเจนว่ามันไม่ได้แปลว่าพวกเขาฝีเท้าไม่ดี แต่เป็นเรื่องของเวลา อายุของพวกเขา 22-23 กันแล้ว คือช่วงวัยที่ต้องการเวทีที่ใหญ่กว่า U-23 แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่สามารถสอดแทรกในพื้นที่ตัวหลักได้เลย และก็ไม่สามารถ ‘รอ’ ได้

แต่ด้วยช่องว่างของอายุทีมชุดใหญ่และชุดเล็กที่จะห่างกันราว 4-8 ปี มันคือช่วงว่างที่เด็กอายุ 17-19 จะมีเวลาพัฒนาตัวเองอย่างน้อย 3-4 ปี และเป็นช่องว่างที่คล๊อปป์จะได้ใช้งานทีมชุดใหญ่นี้ไปอย่างน้อย 3-4 ปีเช่นกัน ช่องว่างมันพอเหมาะพอดี หากในระหว่างนั้นมีนักเตะย้าย มีตำแหน่งว่าง ก็สามารถดันนักเตะยาวชนมาเล่นได้ ด้วยอายุของพวกเขาพวกเขาสามารถรอได้

ลองคิดดูว่าหากปีหน้าเราเปิดใช้เคิร์กบี้ และสามารถรักษาระบบการเล่นและช่องว่างอายุระหว่างทีมชุดใหญ่กับเด็กไม่ให้ใกล้กันเกินไปแบบนี้ไปได้เรื่อย ๆ นี่จะเป็นระบบเยาวชนที่แข็งแกร่งมาก ๆ แน่นอน