กว่าจะมีวันนี้ ลิเวอร์พูลเคยอยู่ตรงไหนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ 1

วันหยุดสบายๆแบบนี้ ผมว่างๆก็เลยลองนั่งเปิดคลิปลิเวอร์พูลภายใต้การนำทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ทุกครั้งที่เห็นไฮไลท์การทำประตู ได้เห็นโมเม้นท์สำคัญๆที่จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ผมก็แอบยิ้มอย่างมีความสุขเล็กๆ มันไม่ใช่ความสุขที่ทีมลิเวอร์พูลนั้นกำลังประสบความสำเร็จอย่างอิ่มล้น แต่เป็นความสุขที่ผมยังอยู่กับทีม ยังคงสนับสนุนทีมเสมอ แม้ว่าจะเป็นช่วงยุคตกต่ำแค่ไหนก็ตาม พอเห็นดังนั้น เลยคิดว่า อาจจะมีแฟนบอลรุ่นใหม่หลายท่าน ที่เพิ่งเริ่มต้นเชียร์ลิเวอร์พูล หรือแม้กระทั่งแฟนรุ่นเก่าที่อยู่กันมาอย่างยาวนาน แต่อาจจะลืมโมเม้นท์และความรู้สึกในแต่ละช่วงไปแล้ว วันนี้เลยจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านย้อนกลับไปดูว่า เราเคยผ่านอะไรมาบ้าง บางช่วงนี่หนักซะจนคิดว่า อาจจะไม่มีสโมสรที่ชื่อ ลิเวอร์พูล อีกแล้วก็ได้

หมายเหตุ : ผมจะเริ่มตั้งแต่ยุคที่ผมเริ่มต้นเชียร์ลิเวอร์พูลนะครับ

ลิเวอร์พูลยุคเปลี่ยนผ่าน – เชราร์ด​ อุลลิเย่ห์

แม้ว่าช่วงนั้นผมยังเป็นเพียงแค่เด็กประถม แต่ผมยังคงจำได้ดีถึงเกม FA Cup ที่ลิเวอร์พูลเจอกับแมนฯยู ที่ถ่ายทอดทางช่อง 7 (ขออภัยที่จำไม่ได้ว่าสดหรือเทป) ตอนนั้นก็ดูบอลไม่เป็นกับเขาหรอก รู้แค่ว่า ต้องเลือกมาสักทีหนึ่ง ตอนนั้นก็เลือกลิเวอร์พูล ซึ่งเอาจริงๆก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ตอนนั้นลิเวอร์พูลใส่เสื้อสีแดงเป็นทีมเหย้า หรือสีชุดทีมเยือน

ลิเวอร์พูลในยุคของเชาร์ด อุลลิเย่ห์ นั้น เป็นทีมที่เล่นเกมรับได้ดีมาก ตอนนั้นมักจะเล่นในแผน 4-4-2 โดยเน้นรับให้เหนียวแน่น และอาวุธหมัดเด็ด คือเกมโต้กลับ ที่ใช้ความเร็วของไมเคิ่ล โอเว่น พลังในการขับเคลื่อนเกมรุกจากสตีเฟ่น เจอราร์ดในยุคที่ยังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง และการคุมแดนหลังอันแข็งแกร่งของ ซามี่ ฮูเปีย

ด้วยแผนการเล่นแบบนี้ ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จที่สุดในปี 2001 ที่สามารถคว้าได้ 5 แชมป์อย่างอลังการ คือแชมป์ FA Cup , แชมป์ League Cup (หรือคาราบาวคัพ ในปัจจุบัน), แชมป์ UEFA Cup (ยูโรป้า คัพ ในปัจจุบัน) , UEFA Super Cup และ Charity Shield (คอมมูนิตี้ ชิลด์ในปัจจุบัน)

นักเตะเด่นๆในยุคนี้ คือ ไมเคิ่ล โอเวน กองหน้าดาวรุ่งเจ้าของตำแหน่งนักเตะรองเท้าทองคำ , สตีเฟ่น เจอราร์ดในยุคดาวรุ่งพรสวรรค์สูง , ดีทมาร์ ฮามันน์ กองกลางตัวรับชาวเยอรมัน

ลิเวอร์พูลยุคแห่งความหวัง – ราฟาเอล เบนิเตซ

ผมยังจำได้ดี ในปีก่อนที่เบนิเตซจะย้ายมาคุมลิเวอร์พูล จำได้ว่าลิเวอร์พูลเคยเจอกับบาเลนเซียที่เบนิเตซกำลังคุมอยู่ในขณะนั้น แล้วลิเวอร์พูลต้องเจอกับความยากลำบากที่เรียกว่า ยากจริงๆ เพราะตอนนั้นเบนิเตซให้บาเลนเซียเล่นแบบเน้นแทคติคทุกเม็ด จนตอนนั้นผมไม่ชอบหน้าผู้จัดการทีมคนนี้เลยทีเดียว

นี่คือยุคที่เรียกว่า อยู่ในความทรงจำของแฟนบอลที่ผ่านยุคนี้มาด้วยกันแน่นอน เพราะการมาถึงของเอลบอสนั้น ได้เปลี่ยนลิเวอร์พูลให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในยุโรป ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของยุค คือการพลิกกลับมาเป็นแชมป์ UEFA Champions League หลังถูกนำ 3-0 ในครึ่งแรกจากโคตรทีมยุคนั้นอย่าง เอซี มิลาน

สไตล์การเล่นของลิเวอร์พูลในยุคนี้ คือการเล่นแบบเน้นแทคติค เกมรับเหนียวแน่น เน้นผลเป็นหลัก ซึ่งด้วยวิธีการเล่นแบบนี้ ทำให้ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วย แต่พอเป็นการเล่นแบบยืนระยะเก็บคะแนนทั้งปีแบบบอลลีกละก็ ผลงานไม่ดีมาก ทำได้แค่ประคองตัวติด Top 4 เท่านั้น

ผลงานของลิเวอร์พูลในยุคนี้ คือการเข้าชิง UEFA Champions League 2 ครั้ง โดยได้แชมป์ 1 ครั้ง , แชมป์คอมมูนิตี้ ชิล์ด 1 ครั้ง, แชมป์ FA Cup 1 ครั้ง, แชมป์ UEFA Super Cup 1 ครั้ง

นักเตะเด่นๆในยุคนี้ คือ สตีเฟ่น เจอราร์ด เวอร์ชั่นพีค,ฮาเวียร์ มาสเคราโน่,เฟอร์นันโต้ ตอร์เรส กองหน้าแก้มแดงที่เป็นขวัญใจใครหลายคน,ซาบี้ อะลอนโซ่ มิดฟิล์ดคู่บุญกับเจอราร์ด,เดิร์ค เค้าท์ กองหน้าชาวดัตช์จอมขยัน,เปเป้ เรน่า ผู้รักษาประตูอันดับต้นๆของลีก อ้อ.. ลืมฌิมี่ ตราโอเร่ ไปอีกคน (ฮา)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงยุคปลายของเบนิเตซนั้น ตัวเขามุ่งมั่นกับแท็คติคและการโรเตชั่น จนทำให้รูปแบบการเล่นนั้นเสียทรง รวมถึงกรณีการขายชาบี้ อะลอนโซ่ เพื่อพยายามซื้อตัวแกรี่ เบอรี่แต่ไม่ได้ตัว ทำให้ท้ายที่สุด ราฟาเอล เบนิเตซก็ได้สิ้นสุดเส้นทางของเขากับลิเวอร์พูล อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีสัมพันธ์อันดีกับสโมสรเสมอมา

ลิเวอร์พูลยุคมืด – รอย ฮ็อดจ์สัน

ถ้าจะหยิบยกซักช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกเพื่อหาคำเปรียบเทียบเหตุการณ์ในยุคนี้ ก็คงต้องขอยกเอายุคมืดในยุโรปมาอ้างอิง เพราะลิเวอร์พูลในยุคนี้ เราแทบไม่เห็นอนาคตอะไรเลย ขอสารภาพตามตรงว่า ชื่อนักเตะบางคนในยุคนี้ ที่รอย ฮ็อดจ์สันซื้อเข้ามา ผมยังจำไม่ได้ซะด้วยซ้ำ การดูลิเวอร์พูลเล่นในยุคนี้นั้น คุณสามารถนอนอ่านหนังสือ นั่งวาดรูป ว่ายน้ำ ดูปะการัง นั่งสมาธิ หรืออะไรต่างๆนาๆไปด้วยได้ เพราะเกมในจอทีวีนั้นจะไ่ม่มีอะไรดึงดูดใจคุณเลย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเล่นอันน่าเบื่อ แทคติคที่พลาดซ้ำๆ หรือการไม่มีแผนสำรองของผู้จัดการทีม

นอกจากนี้ ลิเวอร์พูลในยุคนี้นั้นกำลังประสบกับปัญหาเรื่องหนี้สิน ซึ่งเกิดจากกรณีที่เจ้าของทีมตอนนั้น คู่หูยิลเลตต์ที่ไปกู้หนี้ยืมสินมา ทำให้ลิเวอร์พูลมีหนี้ค้างเยอะมาก เยอะซะจนต้องลุ้นว่าจะถูกปรับตกชั้นและเข้าควบคุมสโมสรหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การมาถึงของ FSG ที่เข้ามาซื้อสโมสรได้ทันเวลา ทำให้ลิเวอร์พูลผ่านพ้นวิกฤติครั้งนั้นมาได้ และนั่นเอง คือจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของลิเวอร์พูลยุคใหม่

นักเตะเด่นๆในยุคนี้ ก็ยังคงเป็นสตีเฟ่น เจอราร์ด กัปตันผู้เป็นทุกอย่างของทีม,หลุยส์ ซัวเรส นักเตะในตำนานของทีม,ดาเนียล แอ็กเกอร์ กองหลังจากแดนโคนมขวัญใจแม่ยก,เดิร์ค เค้าท์

ในชีวิตของผม ลิเวอร์พูลนั้นใช้ผู้จัดการทีมไปแล้ว 6 คน และนี่คือ 3 คนแรกที่เริ่มนับตั้งแต่ผมเริ่มหันมาดูฟุตบอลอย่างจริงจัง สำหรับแฟนๆที่เชียร์มานานแล้ว อยากให้ทุกคนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยผ่านมาเหล่านั้น นึกถึงความมืดมนที่เกือบทำให้ลิเวอร์พูลถูกควบคุมสโมสร หรือการที่นักเตะเก่งๆต่างถูกดูดออกจากทีมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นไมเคิ่ล โอเว่น,มาสเคราโน่,อะลอนโซ่,ซัวเรส​ ฯลฯ เพราะเมื่อไหร่ที่นึกถึงช่วงเวลานั้น เราจะรู้สึกขอบคุณผู้ชายคนหนึ่งในเข้ามาในสโมสร และได้เปลี่ยนความสงสัยในตัวเรา ให้กลายเป็นความเชื่อ เราจะรู้สึกขอบคุณที่เขาทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นยุคทองอย่างทุกวันนี้ จากผู้ชายที่ชื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์

วันนี้พื้นที่หมดแล้ว เดี๋ยวเรามาต่อตอนหน้า กับผู้จัดการทีมอีก 3 คนที่เหลือ ซึ่งเริ่มต้นยุคทองของลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการ

About ก็แค่ผู้ชายที่เชื่อในความฝัน

View all posts by ก็แค่ผู้ชายที่เชื่อในความฝัน →