“นักปั้นสายเมทัล” ตอน การปั้น 6 ยอดขุนพลแห่งเสือเหลือง

คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ผู้จัดการทีมในทุกยุคล้วนมีเหมือนกันคือ การปลุกปั้นนักเตะโนเนม จากคนที่ไม่มีใครรู้จัก คนที่ถูกมองข้าม ให้เป็นดาว ดึงศักยภาพของนักเตะคนนั้นออกมาได้อย่างดีที่สุด หรือปรับเปลี่ยนการเล่นจนนักเตะคนนั้นก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้

คุณสมบัตินี้ จะช่วยผู้จัดการทีมให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่าและเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนปัจจุบันของ ลิเวอร์พูล ก็มีลักษณะที่เข้าเค้าเช่นกัน บทความนี้จะนำเสนอ นักเตะ 13 คนภายใต้การปลุกปั้นของคล๊อปป์ สำหรับวันนี้จะเป็นตอนแรก เป็น 6 นักเตะที่คล๊อปป์เคยปลุกปั้นตอนอยู่ที่ดอร์ทมุนด์

1 มาร์โก รอยส์

รอยส์ นั้นถือเป็นนักเตะลูกหม้อของ ดอร์ทมุนด์ อย่างแท้จริง เกิดและโตมาในดอร์ทมุนด์ สโมสรแรกในชีวิตก็คือดอร์ทมุนด์ แต่เส้นทางการค้าแข้งในทีมรักของเขาไม่ราบรื่น จนกระทั่งฤดูกาล 2006-07 ดอร์ทมุนด์ ก็ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาและปล่อยให้เขาไปอยู่ อาห์เลน ทีมในระดับนอกลีกที่คว้าตัวเขาไปร่วมทีมแบบฟรี ๆ

ในฤดูกาล 2008-09 รอยส์ กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของ อาห์เล่น ด้วยการลงสนามทั้งหมด 26 นัดทำได้ 4 ประตู ช่วยให้ต้นสังกัดที่ถูกมองเป็นตัวเต็งตกชั้นสามารถคว้าอันดับที่ 10 ของ ลีก้า 2 ได้อย่างเหนือความคาดหมาย ผลงานของเขาบวกกับเป็นนักเตะเยอรมันทำให้ไปเตะตา โบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค คว้าไปร่วมทีมด้วยสัญญา 4 ปีในวันที่ 28 สิงหาคมปี 2009 เขาจบฤดูกาลแรกกับทีมด้วยการเป็นดาวซัลโวของทีมในฤดูกาล 2011-12 ด้วยจำนวน 21 ประตูจากการลงสนาม 37 เกม

ต่อมาฤดูกาล 2012-2013 ทีมงานของคล๊อปป์ยอมทุ่มเงินราว 17 ล้านยูโร ซื้อตัวเขามาร่วมทีมในฤดูกาลเดือนมกราคม คล๊อปป์คือผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์มาอย่างดีว่ามิดฟิลด์เชิงรุกคนนี้แหละคือตัวละครที่ใช่สำหรับดอร์ทมุนด์ ภายใต้การการปลุกปั้นของ คล็อปป์  รอยส์ เริ่มกลายเป็นที่รู้จักและเป็นไอค่อนของวงการฟุตบอลเยอรมันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฤดูกาลแรก รอยส์ ผสานงานกับ เลวานดอฟสกี้ และ เกิตเซ่  และทั้ง 3 คนยิงรวมกันทั้งฤดูกาลไปกว่า 71 ประตู แม้ท้ายที่สุดแล้ว ดอร์ทมุนด์ จะกลายเป็นทริปเปิ้ลรองแชมป์ แต่สามประสานภายใต้การสั่งการของ คล็อปป์ ก็ได้รับเสียงสรรเสริญเยินยออย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้ทีมที่ได้แชมป์เลยแม้แต่น้อย

2 ปิแอเมอริก โอบาเมยัง

มาร์โก รอยส์ อาจยังพอมีชื่อเสียงอยู่บ้างที่กลัดบลัค ก่อนย้ายมาดอร์ทมุนด์ แต่สำหรับโอบาเมยังนั้น ถือได้ว่าโนเนมสุด ๆ ก่อนคล็อปป์ จะทั้งปลุกและปั้นให้เป็นนักเตะระดับท็อป จากเด็กฝึกที่ไม่มีอนาคตในทีมเยาวชนของเอซี มิลาน ถูกขายให้ แซงต์ เอเตียง ในราคาเหมือนได้เปล่าที่ 3 ล้านยูโรในเดือนมกราคมปี 2011 และตลอด 2 ฤดูกาลครึ่งที่นั่น เขาทำผลงานสุดสะเด่าที่ 41 ประตู

แต่โดยที่ยังไม่มีใครรู้และสนใจ คล๊อปป์ไหวตัวก่อนทีมอื่น เขาเข้าหารือกับบอร์ดบริหารของสโมสรเเละเบิกงบในคลังราว 15 ล้านยูโรเพื่อซื้อตัว โอบาเมยัง มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ปี 2013-14 เจ้าตัวก็เครื่องติดตั้งแต่ฤดูกาลแรกด้วยการซัดไป 16 ประตูจากการลงสนาม 48 นัด

แต่นั่นยังไม่ใช่ศักยภาพที่ดีที่สุดที่คล๊อปป์มองเห็นในตัวเขา ฤดูกาลต่อมาจึงเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของเขา คล็อปป์ ขยับจากตำแหน่งปีกมาเล่นเป็นกองหน้าเพื่อแทนที่ของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวยิงเบอร์ 1 ของทีม ที่โดนบาเยิร์น มิวนิค ดูดตัวไป ภายใต้กระแสที่มองว่าการขาดดาวยิงไปอาจทำให้ทีมของคล๊อปป์ต้องจบลง คำตอบก็คือ โอบาเมยัง ก้าวขึ้นมาเป็นจอมผลิตสกอร์แทน เลวานดอฟสกี้ ให้กับเสือเหลืองได้อย่างไร้ที่ติ ดาวยิงชาวกาบองยิงในทุกรายการไป 25 ประตูและเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมในฤดูกาลนั้น

3 มาริโอ เกิตเซ่

ทั้งมาร์โก รอยส์ และ โอบาเมยัง เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ พวกเขาถูกดึงมาจากทีมอื่น แต่กรณีของ เกิตเซ่ เขาคือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคล๊อปป์คือคนที่สามารถปั้นนักเตะเองได้จากศูนย์เยาวชนของทีม ว่ากันว่า คล็อปป์ เริ่มเห็นแววของ เกิตเซ่ ตั้งแต่ในช่วงที่ดาวเตะทีมชาติเยอรมันยังมีอายุแค่ 17 ปี ก่อนจะค่อย ๆ  ให้โอกาสลงเล่นชุดใหญ่ และดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัวในปี 2010

ในฤดูกาล 2010-11 เกิตเซ่ กลายมาเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมเสือเหลืองได้ทันที เขาผสานงามเกมรุกร่วมกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ , ลูคัส บาริออส และ ชินจิ คากาวะ ได้อย่างลงตัว ซึ่งผลลัพท์ก็คือ ดอร์ทมุนด์ กลายเป็นแชมป์บุนเดสลีก้าในฤดูกาลนั้นอย่างยิ่งใหญ่ และ เกิตเซ่ เองก็พ่วงรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองอีกด้วย และยังสานต่อความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ทั้งฟุตบอลลีกและฟุตบอลถ้วยในประเทศไปครองในปีต่อมา แต่สุดท้ายคนที่รักคือคนที่ร้าย เกิตเซ่เลือกไปบาร์เยิร์นในปี 2013

“เหตุผลที่เกิตเซ่ย้าย เพราะเขาคือเป้าหมายของ กวาร์ดิโอล่า นั่นแหละ ซึ่งถ้าจะโทษใครซักคนสำหรับเรื่องนี้ก็ควรจะเป็นผมเองนี่แหละที่ผิด ผมทำให้ตัวเองเตี้ยลงกว่านี้ 15 เซนติเมตรไม่ได้ ผมพูดสเปนไม่ได้ เกิตเซ่ ต้องการร่วมงานกับกุนซือที่พิเศษอย่าง เป็ป ซึ่งผมเองก็ไม่อาจจะทำทีมสไตล์ติกี้ ตาก้า ได้เหมือนอย่างเขา” คำพูดปนน้อยใจของคล๊อปป์ กับการย้ายทีมของเขา

4 ชินจิ คากาวะ

มินามิโนะ ไม่ใช่นักเตะญี่ปุ่นคนแรกที่คล๊อปป์ซื้อตัวมา ครั้งหนึ่งที่ดอร์ทมุนด์ คล๊อปป์ก็เคยปั้นนักเตะเอเชียให้ระดับโลกได้ และหากมองว่าแฟนหงส์แดงตื่นเต้นแปลกใจกับดีลของมินามิโนะแล้ว ในฤดูกาล 2010-2011 แฟนบอลของ ดอร์ทมุนด์ ต้องขมวดคิ้วเป็นเครื่องหมายคำถามมากกว่าแฟนหงส์หลายเท่า

เพราะคล๊อปป์ตัดสินใจซื้อเด็กหนุ่มจากแดนอาทิตย์อุทัยมาร่วมทีมด้วยราคาเพียง 350,000 ยูโร ซึ่งนับเป็นการซื้อตัวที่ถูกมาก ๆ สำหรับวงการฟุตบอลยุค 2010 เป็นต้นมา ลองคิดดูว่านักเตะโนเนมอย่างโอบาเมยัง ยังมีราคาตั้ง 15 ล้าน ที่สำคัญคือไม่มีใครคิดว่านักเตะเอเชีย ราคา 3 แสนนิด ๆ จะเป็นมาเป็นตัวหลักของทีมได้

ในทางตรงกันข้าม คล็อปป์ มอบหมายให้เขาลงเล่นในตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์คอยปั้นเกมอยู่ข้างหลัง เลวานดอฟสกี้ และสิ่งที่ได้กลับมาคือ ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ลีก 2 สมัยติดต่อกัน ผลงานส่วนตัวของคากาวะก็จัดอยู่ในระดับคุณภาพ 2 ฤดูกาลกับเสือเหลืองเขาลงสนามไปทั้งหมด 71 นัดและยิงไป 29 ประตู จนกลายเป็นเพลย์เมคเกอร์ที่ฮ็อตที่สุดในยุโรปในช่วงเวลานั้น ก่อนที่แมนยูจะซื้อไปและท่านเซอร์จับเขาเล่นปีก ซึ่งคล๊อปป์ถึงกับออกอาการเสียดายเมื่อรู้ข่าว เขาบอกว่า

“เขาเล่นไปเพียง 20 นาที ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตำแหน่งปีกซ้าย หัวใจผมสลายจริง ๆ แต่ผมก็เข้าใจเพราะสำหรับคนญี่ปุ่น มันมีความหมายที่ได้เล่นให้ แมนฯยู มากกว่า ดอร์ทมุนด์ เราร้องไห้ตลอด 20 นาที ในอ้อมแขนของกันและกัน เมื่อตอนเขาย้ายออกไป”

5 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอมจ่ายเงินราว 4.5 ล้านยูโรเพื่อซื้อดาวซัลโวจากสโมสรในโปแลนด์ โดยไม่มีใครคิดว่า นักเตะคนนี้จะก้าวมาเป็นยอดดาวยิงระดับโลกในเวลานี้ การซื้อตัวระดับปรากฎการณ์เช่นนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของเสือเหลืองขณะนั้นมีส่วนแบบเต็มๆ

ตลอดการร่วมงานกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เลวานดอฟสกี้ ถูกยกย่องว่าเป็นกองหน้าตัวเป้าที่ดีที่สุดในบุนเดสลีกา เขาลงสนามไปทั้งหมด 187 นัดและยิงไป 103 พร้อมพาทีมกวาดความสำเร็จมากมายไม่ว่าจะเป็น แชมป์บุนเดสลีกา 2 สมั้ย (2010-11 , 2011-12) เดเอฟเบ โพคาล 1 สมัย และเยอรมันซูเปอร์คัพอีก 1สมัย

เขาเป็นนักเตะอีกคนที่เลือกปลายทางไปบาเยิร์น และยิ่งเจ็บปวดสำหรับดอร์ทมุนด์คือ ตัวเลือกที่จะย้ายทีมแบบไม่มีค่าตัวทั้งที่ตอนนั้นค่าตัวเขาไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์ และแม้จะโดนแฟนบอลเสือเหลืองตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ แต่สำหรับเขา คล็อปป์ ยังเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่สมบูรณ์แบบได้อย่างเช่นทุกวันนี้

6 มัทส์ ฮุมเมิลส์

สำหรับฮุมเมิลส์ นั้น ไม่ใช่แค่ปั้นให้ดอร์ทมุนด์ แต่คล๊อปป์ยังปั้นยอดกองหลังให้ทีมชาติเยอรมันด้วย เพราะช่วงนั้นทีมชาติขาดแคลนกองหลังอย่างหนัก นอกจากนี้การย้ายไปบาเยิร์นของเขาก็ดูเหมือนจะไม่โดนด่ามากนัก เพราะ ฮุมเมลส์ นั้นเป็นเด็กปั้นของ บาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่อายุ 6 ขวบเท่านั้น

ที่สำคัญคือไม่น่าเชื่อว่าจะมีนักเตะที่ย้ายไปมาระหว่างคู่แข่งร่วมลีกได้อย่างอิสระ และไม่ค่อยมีคนต่อต้าน ดอร์มมุนด์ขอยืมเขามาใน 1 ปีในฤดูกาลแรกที่คล๊อปป์เข้ามา และคล็อปป์ เป็นคนตัดสินใจซื้อขาด ฮุมเมิ่ลส์ จากเสือใต้ด้วยค่าตัวแค่ 4 ล้านยูโร

จากนักเตะเสือใต้ที่เสือใต้ไม่เอา แต่คล๊อปป์เอามาปั้นจนดัง แล้วเสือใต้ก็ซื้อกลับในราคา 35 ล้าน อยู่ไปอยู่มา ดอร์ทมุนด์ก็ซื้อกลับมาอีกในราคา 30 ล้าน การได้ร่วมงานกับคล็อปป์ทำให้เขาจากกองหลังที่ทีมอย่างเสือใต้ไม่แล กลายเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน เขาเริ่มได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆและท้ายที่สุดก็เป็นนักเตะที่เสือเหลืองจะขาดไม่ได้และได้รับปลอกแขนกัปตันทีมไปในที่สุด

สำหรับผมมองว่าที่ดอร์ทมุนด์คือสนามที่คล๊อปป์ได้ใช้เวลาและฝีมือในการปลุกปั้นนักเตะมากที่สุด แต่ที่ดอร์ทมุนด์มันเป็นการปั้นนักเตะที่มีทั้งเสียงหัวเราะและคราบน้ำตา เขาสูญเสียนักเตะจากอ้อมกอดไปคนแล้วคนเล่า และนั่นอาจเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เขาเลือกที่จะหาความท้าทายไม่ ที่ ๆ เขาสามารถเป็นผู้กุมชะตานักเตะของตัวเองได้ ที่ที่ทีมของเขาจะไม่ต้องกอดคอนักเตะร้องไห้นาน 20 นาที เพื่อร่ำรา ที่นั่นคือที่ลิเวอร์พูล และนั่นคือตอนต่อไปของบทความนี้กับ 7 นักเตะหงส์แดงที่คล๊อปป์ปั้นให้เป็นดาว