กว่าจะมีวันนี้ ลิเวอร์พูลเคยอยู่ตรงไหนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนจบ

ก่อนอื่นเลย ต้องขอโทษคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่ตอนจบของบทความเรื่องนี้นั้น มาช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ เพราะในตอนแรกนั้น ผมตั้งใจจะเขียนตอนที่ 2 ต่อทันทีหลังจากเขียนตอนที่ 1 เสร็จ แต่ปรากฏว่า ยังไม่ทันจะเริ่มเขียนตอนที่ 2 ก็เกิดเหตุการณ์ที่โคราชบ้านเกิดของผมดังที่ทุกคนน่าจะทราบกันดี ก็ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งด้วยครับ

เอาละกลับมาว่ากันต่อถึงจุดเปลี่ยนผ่านของลิเวอร์พูล ถ้าใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 อย่าลืมไปอ่านก่อนเพื่อความได้อรรถรส

ผู้จัดการลิเวอร์พูล 3 คนแรกของลิเวอร์พูลนับตั้งแต่ที่ผมเริ่มต้นเชียร์บอลนั้น มีทั้งจังหวะช่วงขึ้นและลง ซึ่งต้องยอมรับว่า ในช่วงเวลานั้น แม้จะเป็นช่วงขาขึ้นของลิเวอร์พูลที่สุด แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ทีมที่ไม่มีโอกาสได้ลุ้นแชมป์เท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็นยุคของอุลลิเย่ร์ หรือราฟา เบนิเตซ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอย ฮ็อดจ์สัน

แต่ในช่วงเวลาของผู้จัดการทีมคนที่ 4 ของลิเวอร์พูลนี่แหละ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของกราฟขาขึ้นของลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการ หลังการมาถึงของกลุ่มทุน FSG ที่ช่วยชุบชีวิตให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมยักษ์ใหญ่ในอังกฤษในที่สุด โดย 10 ปีที่แล้ว วันที่ 6 ตุลาคม 2010 FSG นั้นตัดสินใจซื้อสโมสรลิเวอร์พูลจากเจ้าของเดิม คือจอร์จ จิลเล็ต , จอร์จ จิลเล็ต จูเนียร์ และทอม ฮิค และได้สิ้นสุดยุคมืดของลิเวอร์พูลด้วยการปลดรอย ฮ็อดจ์สันออกจากผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล(ขออภัยด้วยครับปู่รอย เรายังรักคุณอยู่ แต่ลุงไม่เหมาะกับลิเวอร์พูลจริงๆ) และแต่งตั้งเคนนี่ ดัลกริช ตำนานนักเตะของลิเวอร์พูลมาเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวในวันที่ 8 มกราคม 2010 และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว

ลิเวอร์พูลยุคฟื้นตัว – เคนนี่ ดัลกริช

หากจะเปรียบเทียบแล้ว เคนนี่ ดัลกริช ตำนานนักเตะลิเวอร์พูล ก็คงจะเหมือนหน่วยกู้ภัยที่เข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนจะส่งต่อให้เจ้าหน้าที่แพทย์ต่อไป และนั่นคือหน้าที่ของดัลกริช โดยเฉพาะการซื้อตัวหลุยส์ ซัวเรส เข้ามากอบกู้สถานการณ์ในสโมสร และการซื้อแอนดี้ แคร์โรล์เพื่อทดแทนเฟอร์นันโด้ ตอร์เรส ดาวเตะขวัญใจลิเวอร์พูลที่ย้ายทีมวันสุดท้ายของตลาดนักเตะในเดือนมกราคม

เคนนี่ ดัลกริชนั้น มีโอกาสคุมทีมเต็มๆ 1 ฤดูกาลครึ่ง โดยฤดูกาลแรก ที่เขาเข้ามาคุมทีมในช่วงครึ่งหลังนั้น จบอันดับที่ 6 ซึ่งในฤดูกาลนี้ เหมือนเป็นการเข้ามาซ่อมแซมลิเวอร์พูลซะมากกว่า หลังจากนั้นในฤดูกาล 11/12 ลิเวอร์พูลกลับอันดับร่วงลงไปถึงอันดับที่ 8 ซึ่งทำให้หลายฝ่ายนั้นมองว่า แทคติคของดัลกริชที่ใช้การขึ้นเกมที่ริมเส้นอย่างสจ๊วต ดาวนิ่ง หรือโจ โคลนั้นไม่เหมาะกับฟุตบอลสมัยใหม่แล้ว

นักเตะเด่นๆของลิเวอร์พูลในยุคนี้ คือเจอราร์ด, ลูคัส เลว่า, โจ โคล, สจ๊วต ดาวนิ่ง, หลุยส์ เอ็นริเก้

ลิเวอร์พูลยุคสร้างทีม – เบรนแดน ร็อดเจอร์

หลังจากแยกทางกับเคนนี่ ดัลกริช ที่แฟนๆมองว่า ถนัดคุมทีมระยะสั้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปนั้น FSG ได้เริ่มต้นปฏิบัติการตามหาตัวผู้จัดการทีมที่เหมาะสมกับลิเวอร์พูล โดย FSG นั้นไม่เลือกผู้จัดการทีมชื่อดัง แต่จะเลือกผู้จัดการทีมที่มีความสามารถมากกว่าชื่อเสียง โดย 2 ตัวเลือกในขณะนั้น คือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ และ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ซึ่งทาง FSG นั้นได้ให้ทั้งคู่เข้ามาพรีเซ้นท์ถึงแผนการของพวกเขากับลิเวอร์พูล โดยเป็นเบรนแดน ร็อดเจอร์ ที่หอบเอกสารพรีเซ้นท์กว่าร้อยหน้าเข้าไปพบกับจอห์น เฮนรี่ และเล่าถึงคอนเซ็ปรูปแบบการเล่นแบบติกิ-ตากะที่เขามีไอเดียจะใช้กับลิเวอร์พูล และก็เป็นร็อดเจอร์เองที่ได้งานนี้ไป

ในฤดูกาลแรกของลิเวอร์พูลนั้น เหมือนเป็นการเรียนรู้ทีมและจับจังหวะซะมากกว่า โดยร็อดเจอร์ใช้เวลาไป 1 ฤดูกาลเพื่อพาทีมจบที่อันดับ 7 ซึ่งดีกว่าผลงานของดัลกริชเพียง 1 อันดับ ทำให้แฟนๆเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถของร็อดเจอร์

อย่างไรก็ตามในฤดูกาลที่ 2 ของร็อดเจอร์ พร้อมๆกับฟอร์มการเล่นที่เป็นจุดพีคของหลุยส์ ซัวเรสที่แข่งกันยิงกับดาเนีล สเตอร์ริจด์ การก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของราฮีม สเตอร์ริ่งและการเข้าสู่ทีมของ ฟิลิปเป้ คูติญโย่ทำให้ลิเวอร์พูลนั้นเหมือนติดปีก จนมีลุ้นแชมป์ ซึ่งลิเวอร์พูลนั้นมีคะแนนนำที่ 2 อย่างแมนฯซิตี้ จนกระทั่งลิเวอร์พูลเสียหลักในนัดที่แพ้เชลซีคาบ้าน พร้อมกับช็อตลื่นในตำนานของเจอราร์ดที่ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์ของลิเวอร์พุลแทบจะหมดไปเลย

รูปแบบการเล่นของลิเวอร์พูลในยุคนี้ ไม่มีอะไรมาก คิดอะไรไม่ออก ส่งบอลให้ซัวเรส เดี๋ยวซัวเรสจะจัดการที่เหลือให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์นั้น คุมทีมมาได้อีกหนึ่งฤดูกาลครึ่ง สุดท้ายโดนปลดในวันที่ 4 ตุลาคม 2015 และเป็นการก้าวเข้ามาของผู้ชายที่ชื่อ ‘เจอร์เก้น คล็อปป์’

ลิเวอร์พูลยุครุ่งเรือง – เจอร์เก้น คล็อปป์

แม้ว่าผมจะชอบเจอร์เก้น คล็อปป์มาตั้งแต่ตอนที่คุมทีมดอร์ทมุน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าการคุมทีมของคล็อปป์นั้นจะส่งผลอะไรมากต่อทีม ตราบใดที่ FSG ไม่ได้ทุ่มเงินเหมือนอับราโมวิชของเชลซีหรือกลุ่มทุนดูไบของแมนฯซิตี้ แต่ผมกลับคิดผิด ก็เหมือนอย่างที่คล็อปป์บอกไว้ตั้งแต่แรกนั่นแหละว่าเขาจะเป็นคนเปลี่ยนคนที่เคยสงสัยให้กลายเป็นคนที่เชื่อมั่นเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของลิเวอร์พูลยุครุ่งเรื่องอย่างเป็นทางการ

เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามารับช่วงต่อจากเบรนแดน ร็อดเจอร์ในวันที่ 8 ตุลาคม 2015 และใช้เวลาครึ่งฤดูกาลหลังในการเรียนรู้ทีมจนกระทั่งตกผลึกได้ว่านักเตะคนไหนจะอยู่ในแผนการทำทีมของเขาในฤดูกาลต่อไป โดยในครึ่งฤดูกาลแรกนั้นเขาใช้นักเตะชุดเดียวกับที่เบรนแดน ร็อดเจอร์ใช้ในการเข้าชิงบอลถ้วย 2 รายการ คือลีก คัพ กับแมนฯซิตี้ และ ยูโรป้า คัพ กับ เซบีย่า ซึ่งผลคือแพ้ทั้งคู่ หลังจากนั้นฤดูกาลต่อมาเป้าหมายหลักคือพาทีมจบอันดับ 4 เพื่อไปยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกให้ได้ ซึ่งก็ทำสำเร็จ

ฤดูกาลที่ 3 และเป็นฤดูกาลแรกของเจอร์เก้นคล็อปป์กับลิเวอร์พูลในเวทียูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก พวกเขาเข้าชิงกับรีล มาดริล และพลาดแพ้ไปเพราะความผิดพลาดส่วนตัวของลอริส คาริอุส

ส่วนในฤดูกาลที่ 4 ลิเวอร์พูลนั้นฟอร์มดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยทำคะแนนไปได้ถึง 97 คะแนน แต่ก็ยังดีไม่พอ เพราะแมนฯซิตี้ทำคะแนนได้ 98 คะแนน ปาดหน้าลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ไป 1 คะแนน แต่ปีนี้ ลิเวอร์พูลได้เข้าชิงยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ พวกเขาเป็นฝ่ายสมหวัง แถมยังเดินหน้ากวาดถ้วยระดับยุโรป และระดับโลกให้สโมสรอีกด้วย

และฤดูกาลที่ 5 ซึ่งคือฤดูกาลปัจจุบันนี้ เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ แต่ลิเวอร์พูลนั้นยังไม่แพ้ใครในลีก และเสมอเพียงแค่ 1 นัด นอกจากนี้ ยังอยู่ในเส้นทางของถ้วยยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก และเอฟเอ คัพ

ไม่มีใครรู้ว่า เส้นทางของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้จะจบตรงไหน แต่เมื่อเทียบกับผลงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกที่ FSG เข้ามาซื้อทีม เราจะเห็นแต่พัฒนาการในเชิงบวก ทั้งในด้านโครงสร้างสโมสร ผลงานของทีม และภาพลักษณ์ เราไม่รู้ว่า ความรุ่งเรืองของลิเวอร์พูลนั้นจะยาวนานแค่ไหน แต่เมื่อมีโอกาสมาถึงแล้ว ลงไปสนุกกับฟุตบอลในทุ่งหญ้าแห่งความฝันที่แอนฟิลด์กันเถอะ

About ก็แค่ผู้ชายที่เชื่อในความฝัน

View all posts by ก็แค่ผู้ชายที่เชื่อในความฝัน →