ปรัชญาการปั้น 7 นักเตะขุนพลของลิเวอร์พูลในยุคคล็อปป์

หลังจากตอนที่แล้วผมพูดถึง 6 นักเตะดอร์ทมุนด์ที่คล็อปป์ปั้นจนกลายเป็นนักเตะระดับโลก นับเป็นช่วงเวลาที่คล็อปป์ได้แสดงความเป็นนักปั้นอย่างเต็มที่และโดดเด่น แต่สถานการณ์การปั้นนักเตะในถิ่นเสือเหลือง ก็มักจะถูกเสือใต้ดูดนักเตะตัวเก่งของพวกเขาไป

วันนี้ผมจะมาพูดถึงการปั้นนักเตะของคล็อปป์ที่ลิเวอร์พูล ผมแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ จะพูดถึง 7 นักเตะที่โดดเด่นในการปั้นของคล๊อปป์ที่นี่ และสุดท้ายผมจะวิเคราะห์ให้เห็นว่าที่นี่คล็อปป์ยกระดับการปั้นของตัวเองไปอีกขั้นอย่างไร มีความแตกต่างกับที่ดอร์ทมุนด์ เช่นไรบ้าง

สิ่งที่ใช่ อาจต้องมาเป็นคู่

ก่อนที่เฟรดของแมนยูจะได้ฉายาบราซิล เซิ่นเจิ่น (ตอนนี้เก่งแล้วนะ) ฟีร์มิโน่นี่แหละถูกตั้งคำถามถึงการเป็นนักเตะบราซิลที่ถูกย้อมแมวขายให้หงส์แดงมาก่อน เขาแทบจะหมดอนาคตไปแล้วในยุคที่ร็อดเจอร์ส คุมทีม อย่าว่าแต่เรื่องของการยิงประตูที่เขาเคยทำได้ดีสมัยค้าแข้งในเยอรมันเลย แม้แต่บทบาทการเล่นก็ไม่ชัด ไม่มีความโดดเด่น และดูเหมือนเริ่มจะไม่มีประโยชน์ขึ้นเรื่อย ๆ

หลังคล็อปป์เข้ามาพยายามปรับใช้ฟิร์มิโน่อยู่นานพอสมควร เพื่อเรียนรู้จุดเด่นจุดด้อยของเขา ทั้งตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ ปีก จนมาเป็นหน้าเป้าร่วมผสานงานกับแนวรุกอย่างคูตินโญ่ และลัลลาน่า ช่วงนั้นทำให้ ฟิร์มิโน่ กลับมายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น แต่นั่นไม่ยังไม่ใช่ศักยภาพที่แท้จริงของฟีร์มิโน่ เขาสามารถช่วยทีมได้เยอะกว่านั้น แต่เขาต้องการใครสักคน และดูเหมือนใครสักคนก็ต้องการเขา

คำตอบคือซาลาห์ จากข้อมูลของ เอียน เกรแฮม ชี้ชัดว่า ซาลาห์จะเล่นคู่กันได้ดีกับฟีร์มิโน ซาลาห์จะทำให้เปอร์เซ็นต์การจ่ายบอลแล้วเป็นประตูของฟีร์มิโน่สูงขึ้น ตัวเลขนี้ชี้เลยว่า ไม่มีใครที่จะทำประตูจากการจ่ายของฟีร์มิโน่ได้ดีเท่าซาลาห์ ผลก็คือปี 2017-18 ซาลาห์กับฟีร์มิโน่คือคู่นักเตะที่แอสซิสต์ให้กันมากที่สุดรวม 7 ลูก ความฉลาด ไหวพริบ การลงมาล้วงบอล ของบ๊อบบี้บวกกับความเร็ว การจบสกอร์ของซาลาห์ ช่วยให้เกมรุกของหงส์แดงดูน่ากลัวขึ้นยามมี 2 คนนี้ประสานงานกัน

แต่การจะทำแบบนั้นได้ ซาลาห์เองจะต้องถูกดัดแปลงการเล่นนิดหน่อย เพื่อดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาให้ได้ ศักยภาพที่ทีมวิเคราะห์ว่าไม่เคยลดลงเลยไม่ว่าก่อนมาเชลซี หรือตอนถูกขายให้โรม่า เพียงแต่มันไม่ถูกดึงมาใช้อย่างเต็มที่โดย คล็อปป์ อธิบายสิ่งที่เขาปรับเปลี่ยนซาลาห์ว่า

“ตอนสมัยที่ ซาลาห์ เล่นอยู่ที่ โรมา เขาเล่นในบทบาทของปีกที่อยู่ชิดริมเส้นมากกว่าตอนนี้ เพราะมีหน้าที่ป้อนบอลงาม ๆ ให้กองหน้าตัวใหญ่อย่าง เอดิน เซโก้ ทำประตู แต่อาจเป็นเพราะไม่มีใครคาดคิดได้หรอกว่านักเตะในตำแหน่งนี้จะขยับเข้ามาเล่นเป็นกองหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่สิ่งที่เราทำก็คือค่อย ๆ เรียนรู้กันไปทีละสเต็ป” ซาลาห์จึงเปลี่ยนจากปีกที่แอสซิสต์และทำประตูได้ปีละ 10 กว่าลูก มาเป็นกองหน้าที่ถล่มประตูปีละ 30 กว่าลูก

หัวใจของคล็อปป์

สองนักเตะในทีมที่ถูกประเมินฝีเท้าไว้ต่ำมาก ๆ หนึ่งคือนักเตะจากทีมตกชั้น อีกหนึ่งคือกัปตันทีมที่แฟนบอล ลิเวอร์พูลเองยังไม่ชื่นชม แต่การเล่นของทั้งสองคนในสนาม กลับทำให้แดนกลางหงส์แดงกลายเป็นเป็นกลจักร ขับเคลื่อนทั้งเกมรุกและเกมรับ เป็นหัวใจของฟุตบอลสไตล์เฮฟวี่ เมทัล และเกเก้นเพรสซิ่งของคล๊ปป์

ก่อนการมาของฟาบิญโญ่ เฮนเดอร์สันเป็นเพียงอาแปะที่ไม่น่าจะได้กลับมาเล่นตำแหน่งกองกลางตัวโฮล์ดบอลอีกแล้วในชีวิต และแฟนบอลก็คงโล่งใจที่จะเป็นเช่นนั้น ส่วนไวนาดุมคือนักเตะจับฉ่าย ไม่แน่ไม่นอน เสียบอลง่าย การมาของฟาบิญโญ่ถูกมองว่าเป็นการยกระดับการเล่นของทั้งสอง โดยที่ไม่มีใครสังเกตว่าพวกเขาเองก็พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

จนกระทั่งหลังการหายไปช่วงหนึ่งของฟาบิญโญ่ แฟนบอลกลับรู้สึกโล่งใจที่ทีมยังมีเฮนเดอร์สันและไวนาดุมเป็นกำลังหลักของทีมได้

เมื่อก่อนคนอาจจะคิดว่ากัปตันมีดีแค่เรื่องวินัย ขยัน เท่านั้น แต่ฝีเท้าเขานั้นถูกมองว่า “ระดับแชมเปี้ยนชีพ” แต่แล้วปีนี้ เขายกระดับฝีเท้าของตัวเอง จนส่องแสงเป็นประกาย ทำประตูสำคัญให้ทีม ทำแอสซิตส์ให้เพื่อน จังหวะการจ่ายบอลวางบอล เหมือนจู่ ๆ เท้าเขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน จนกลายเป็นตัวเต็งนักฟุตบอลยอดเยี่ยม PFA ปีนี้ เมื่อบวกกับทักษะการครองบอลดี การสอดแทรก การมุดเอาตัวรอดฝ่าวงล้อม นี่แหละที่ทำให้เขาทั้งสองคนกลายมาเป็น B2B ที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร ในพรีเมียร์ลีก และเราอาจต้องมองใหม่ว่า เพราะนักเตะสองคนนี้หรือเปล่าที่ทำให้ฟาบิญโญ่แสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่

โลกของแบ๊กต้องเปลี่ยนไป

สถิติที่น่าเหลือเชื่อในวงการฟุตบอลคือ ตั้งแต่ฤดูกาล 2018-2019 เป็นต้นมา แบ๊กซ้ายขวาของลิเวอร์พูลแอสซิตส์รวมกันในลีกไปแล้วมากกว่า 30 ลูก ทั้งสองคนทำได้ในระดับเดียวกับ 3 ตัวรุกของทีมอย่างบาร์เซโลนา ที่เมสซี่ เดมเบเล่ และซัวเรสทำรวมกัน และมากกว่าบรรดาตัวรุกของ PSG ที่เอมบัปเบ้ เนย์มา และคาวานี ทำรวมกัน 26 ลูก มากกว่า สามตัวรุกของบาเยิร์นอย่าง เลวาน นาบรีย์ และคูตินโญ่ที่ทำรวมกัน 25 ลูก (สถิตินับถึงแค่วันที่ 16/11/62 และตอนนี้ก็น่าจะเพิ่มขึ้นแล้ว)

โรเบิร์ตสันเป็นนักฟุตบอลประเภทที่สายตาทั่วไปมองไม่เห็น แม้กระทั่งคล็อปป์เองก็ยังเมินในช่วงแรก แต่ความสุกสกาวของเขา ส่องแสงผ่านข้อมูลของนักวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง เอียน เกร แฮม จึงไม่แปลกที่เขาจะเป็นนักเตะคนโปรดของเกรแฮม

ขณะที่อาร์โนล์ดเป็นเหมือนแสงสว่างของเมลวูด และปลุกความภูมิใจในเหล่าสเก๊าเซอร์ทั้งหลาย การปั้นนักเตะท้องถิ่นให้ขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมในกรณีของอาร์โนล์ดนั้นอาจจะคล้ายกับการที่คล๊อปป์ปั้นมาร์โก รอยส์ ที่ดอร์ทมุนด์ แต่ที่แตกต่างคือ อาร์โนล์ดไม่เคยย้ายไปไหน

การพัฒนาอาร์โนล์ดกับโรเบิร์ตสันเป็นเหมือนแพ็คเกจ เป็นสิ่งที่มาคู่กัน  การปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นและดึงจุดเด่นของทั้งสองคนออกมาใช้ร่วมกันช่วยสร้างให้แบ๊กซ้าย-ขวาของหงส์แดงไม่ต่างจากเพลย์เมกเกอร์ และเรื่องนี้การนำข้อมูลมาใช้ก็มีส่วน เพราะจากสถิติการเล่นสามารถบอกได้ว่า แบ๊กซ้ายของทีมนั้นมีฝีเท้าที่แข็งแกร่ง และสามารถส่งบอลข้ามกองหลังตรงไปยังประตูได้มากกว่า

จากการวิเคราะห์ตัวเลขเหล่านี้ ได้ถูกนำมาแนะนำนักเตะผ่านการฝึกของโค้ชและผู้ฝึกสอน จนกลายเป็นการปฏิวัติวงการฟุตบอลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผลก็คือ แบ็กทั้งซ้าย-ขวา ของหงส์แดงในฤดูกาลที่ผ่านมาแย่งกันแอสซิสต์กระจาย และไม่บ่อยครั้งนักที่แบ็กทั้งสองฝั่งของทีม จะแอสซิสต์คนละเกิน 10 ครั้งทั้งคู่

พัฒนาขึ้นทุกปีในแนวทางของตัวเอง

ก่อนจะซื้อมาเน่มา มีกระแสว่า คล็อปป์คงบ้าไปแล้วที่เอาเงิน 34 ล้าน ไปซื้อปีกที่เพิ่งจะทำผลงานได้ดีกับทีมอย่างเซาแธมป์ตันแทนที่จะซื้อ เฮนริค มคิตาร์ยาน นักเตะยอดเยี่ยมของดอร์ทมุนด์ซึ่งเป็นอดีตลูกทีมของ คล็อปป์ ในเวลานั้น มาร่วมทีมซึ่ง (เพราะไม่มีใครรู้ว่าคล็อปป์อยากได้ตัวมาเน่ตั้งแต่สมัยคุมดอร์ทมุนด์แล้ว)

เมื่อมองฝีเท้าแบบตัวต่อตัว เสียงวิจารณ์อาจฟังขึ้น แต่เมื่อมองผ่านองค์รวมของทีม คำตอบทีคล็อปป์ได้คือมาเน่มากกว่ามิกกี้ “ผมชอบนักเตะแบบนี้แหละ ผมไม่อยากพูดอะไรมากกว่านี้ เรารู้ดีถึงศักยภาพฝีเท้าที่เขา (มาเน่) มี และรู้ด้วยว่าสไตล์การเล่นของเขาเหมาะเจาะกับทีมของเราขนาดไหน นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมซื้อเขามาร่วมทีม”

พัฒนาการการเล่นและการตกแต่งฝฝีเท้าของมาเน่ ดูจะมีลักษณะพิเศษไปกว่าคนอื่น ๆ ตรงที่ ฝีเท้าของเขาดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นทุกปี ไม่ว่าเขาจะถูกโยกไปเล่นตรงไหนของสนามก็สามารถดึงศักยภาพของตัวเองมาให้เหมาะกับการเล่นนั้นได้ ปีกขวา มาปีกซ้าย บางครั้งเล่นกลาง ลงต่ำ เขาทำได้หมด และพัฒนาขึ้นมากในแนวทางของเขาเองด้วย

ซาลาห์อาจต้องการฟีร์มิโน่ แต่ดูเหมือนมาเน่บางครั้งเขาไม่ต้องการใคร เขาเลี้ยงเอง ยิงเอง และสร้างอันตรายให้คู่แข่งได้แบบโดดเด่น ผมอยากจะพูดให้ง่ายว่า มาเน่คือนักเตะที่อยู่ในระดับเดียวกันกับอาร์ซาร์, โรนัลโด้, คือไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน เขาจะแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างโดดเด่น คุณลองนึกดูสิว่า นักเตะคนไหนในทีมเราที่มีข่าวว่าทีมอื่นสนใจซื้อไปอย่างจริงจัง เท่ากับมาเน่ที่มีข่าวกับมาดริดไหม

“องค์รวมของความแตกต่าง” ปรัชญาเบื้องหลังการปั้นนักเตะของคล๊อปป์ที่ลิเวอร์พูล

เพื่อน ๆ ที่อ่านตอนแรกของซีรีย์นี้มา คงสังเกตเห็นนะครับว่ารอบนี้ผมไม่ได้เขียนไล่ทีละคน แต่ใช้การพูดถึงนักเตะที่ละคู่ นั่นเพราะผมต้องการแสดงให้เห็นปรัชญาการปั้นนักเตะของคล็อปป์ที่พัฒนาขึ้น และมีแนวทางที่แตกต่างจากดอร์ทมุนด์ มันแตกต่างกันเชิงมุมมอง

ในแง่ของการพัฒนานักเตะและหลักการทั่วไป ๆ เช่น เน้นซื้อนักเตะมาปั้น ปั้นเด็กท้องถิ่น ยังเหมือนเดิมทั้งสองที่ ที่ดอร์ทมุนด์การปั้นนักเตะที่นั่น มันทำให้เกิดความรู้สึกประมาณว่า “ทีมนี้เล่นดี เพราะมีนักเตะเก่งๆ” แต่ที่ลิเวอร์พูล ความรู้สึกมันจะแตกต่างออกไปเป็น “นักเตะเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เต็มขั้นของตัวเองกับทีมนี้”

งานของคล็อปป์ที่ดอร์ทมุนด์คือดึงศักยภาพของนักเตะออกมาให้เต็มที่ทุกด้านที่เขามี เพื่อยกระดับการเล่นของทีม ในทางกลับกันพวกเขาไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับสโมสรเสมอไป และหากสโมสรเสียนักเตะเหล่านี้ไป ผลงานขององค์รวมก็อาจจะแย่ได้ แต่ที่ลิเวอร์พูลมันจะเป็นการดึงศักยภาพที่ดีที่สุด (อาจจะเพียงบางอย่างบางจังหวะ) ของนักเตะคนหนึ่งออกมา เพื่อให้เชื่อมโยงกับนักเตะคนอื่น ๆ และยกระดับการเล่นของทั้งทีม

ดังนั้นเลวานจะไปที่ไหนเราก็คาดหวังการทำประตูเป็นกอบเป็นกำของเขาได้ค่อนข้างแน่ แต่ถ้าเป็นซาลาห์ที่ไม่ได้สวมเสื้อลิเวอร์พูลละ แบ๊กซ้ายที่เติมเกมรุกแบบบ้าคลั่งอย่างโรเบิร์ตสันจะเล่นกับทีมอื่นได้ดีขนาดไหนหากไม่มีส่วนผสมที่ชื่อมาเน่ เฮนเดอร์สัน ไวนาดุม ฟาบิญโญ่ และฟานไดจ์ค นักเตะอย่างโอริกี้ จะมีซีนเด่น ๆ จนได้รับฉายาก๊อดหรือไม่หากย้ายไปทีมอื่น ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีนักเตะคนไหนเก่งที่สุดในทีมลิเวอร์พูล นักเตะแต่ละคนจะเก่งที่สุดก็ต่อเมื่อเล่นกันเป็นทีมเท่านั้น

แนวทางพวกนี้ยังส่งผลถึงการคัดเลือกนักเตะเข้าทีม คือสโมสรไม่จำเป็นต้องเลือกนักเตะที่เก่งที่สุด ดีที่สุด เข้าร่วมทีมเสมอไป แต่มองหานักเตะมีความโดดเด่นบางด้าน ที่สามารถเล่นได้เข้าระบบของทีมมากกว่า คุณอาจจะไม่ใช่แบ๊กจอมแอสซิตส์ที่อื่น แต่เป็นได้ที่นี่ คุณอาจเป็นแค่ปีกที่คอยจ่ายบอลให้เพื่อนที่อื่น แต่ที่นี่คุณอาจเป็นดาวยิง การส่งบอลแปะไปมาของคุณอาจทำให้ทีมอื่นดูแย่ แต่ที่นี่มันอาจทำให้คุณเป็นส่วนสำคัญของทีมได้ การไม่ยอมอยู่ในเขตโทษอาจทำให้คุณเป็นกองหน้าที่ไร้ประโยชน์ แต่ที่นี่คุณคือกองหน้าที่ยูนิก

การปั้นนักเตะของคล็อปป์ที่นี่มันเป็นเรื่องของการบูรณาการตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ  ตั้งแต่การนำความรู้แขนงอื่น ๆ มากมาย เข้ามาช่วยในการพัฒนานักเตะของเขา (โภชนาการ, จิตวิทยา, การทุ่มบอล และอื่น ๆ) จนถึงในภาคสนาม นักเตะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้ความแตกต่างด้านคุณภาพของพวกเขา สามารถยกระดับองค์รวมคือทีมลิเวอร์พูลได้ อันนี้รวมถึงนักเตะคนอื่น ๆ ที่ผมไม่ได้พูดเช่น ฟานไดจ์ค อลีสซง ฟาบิญโญ่ แชมเบอเลน ทุกคนก็เข้าในข่ายของการเป็น “องค์รวมของความแตกต่าง” นี้