เจาะลึกแผนสองและแผนสามในเกมที่ลิเวอร์พูลบุกไปชนะนอริช 0-1

เกมพรีเมียร์ลีกนัดที่ 26 ของฤดูกาลสำหรับหงส์แดงที่ต้องการชัยชนะอีกอย่างน้อย 6 เกม เพื่อการันตีแชมป์พรีเมียร์ลีก ออกไปเยือนทีมบ๊วยของตารางอย่างนอริช ซิตี ท่ามกลางความเห็นที่ว่างานนี้นอริชคงไม่พ้นโดนลิเวอร์พูลถล่มคาบ้านแน่ แต่ผลงานในสนามของเจ้าบ้านก็มีเซอร์ไพร์สให้ทีมเยือนต้องปวดหัว กุมขมับ อยู่ไม่น้อย วันนี้เราจะมาเชิงลึกหลังเกมกันว่านอริชสร้างความยากลำบากอะไรให้หงส์แดงบ้าง และด้วยการปรับเปลี่ยนแก้เกมแบบไหนที่ทำให้หงส์แดงชนะเป็นเกมที่ 25 ของฤดูกาลได้

นอริชปรับแผนสู้

ได้ชื่อว่าเป็นทีมเล็กหัวใจใหญ่ เล่นด้วยแผนของตัวเอง เน้นเกมรุก ไม่ว่าเจอกับคู่แข่งทีมใหญ่ขนาดไหนก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ตารางคะแนนตอนนี้ นอริชจำเป็นต้องมีแต้มเพื่อโอกาสในการอยู่รอด การเจอกับลิเวอร์พูลครั้งนี้ของพวกเขาจึงจำเป็นต้องแตกต่างออกไป

หากยังจำกันได้เกมแรกของฤดูกาลที่ทั้งสองทีมเจอกัน นอริช แม้จะแพ้ไป 4-1 แต่ก็สร้างความประทับใจให้คนดูได้ เพราะเปิดเกมสู้กับทีมอย่างหงส์แดงได้สูสี เกมนี้พวกเขาเองก็เล่นได้อย่างน่าประทับใจเช่นกัน แต่ในแนวทางที่แตกต่างกันออกไป เกมนี้ลูกทีมของฟาร์เกมาเล่นแบบรัดกุม ตั้งรับลึก คุมโซน รอดักบอลจากหงส์แดงแล้วเปลี่ยนเป็นโต้กลับ

ภาพด้านบนนี้อธิบายวิธีการเล่นของนอริชนัดนี้ได้เป็นอย่างดี ปีกตัวรุกอย่างแคนเวลล์ และรุปป์ลงมาเล่นต่ำมาก เพื่อปิดเกมส์ด้านข้างของหงส์แดงโดยเฉพาะทางขวา ทุกครั้งที่ซาลาห์ได้บอลจะต้องเจอ 2 รุมหนึ่ง (หรือมากกว่านั้น) นักเตะทุกคนลงมารับในแดนของตัวเองหมด

ลองดูภาพด้านบนนี้เปรียบเทียบ นัดแรกนอริชดันขึ้นสูง วิ่งไล่เพรสแดนบน กดดันทีมหงส์แดงตั้งแต่ประตู ไล่บี้และต่อบอลเข้าสู้กับหงส์แดง ผลของการปรับเปลี่ยนการเล่นแสดงออกมาเป็นข้อแตกต่างเชิงสถิติตัวเลขอย่างชัดเจน เกมแรกลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายต้องคอยดักบอล แท๊กเกิลทางฝั่งนอริชมากกว่า สถิติคือลิเวอร์พูลดักบอล (interception) ได้ถึง 14 ขณะที่นอริชทำได้ 11 ครั้ง ลิเวอร์พูลแท๊กเกิล 31 ครั้ง นอริช 23 ครั้ง สองสถิตินี้แสดงว่าการวิ่งเข้าหาบอลของลิเวอร์พูลน้อยลงกว่าเดิม เพราะนอริชตั้งรับในแดน

พอมานัดนี้สถิติคือนอริชสามารถดักบอลได้ถึง 23 ครั้ง เพิ่มจากเดิม 12 ครั้ง ลิเวอร์พูลดักบอลได้เพียง 5 ครั้ง ลดลงจากเดิม 9 ครั้งขณะที่การแท๊กเกิลนัดนี้ 22 ครั้งเท่ากัน แต่หงส์แดงลดลงจากเดิม 9 ครั้ง ส่วนนอริชลดลง 1 ครั้ง นี่คือตัวเลขที่ยืนยันได้ดีถึงรูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไปของนอริช มันส่งผลกระทบตต่อการเข้าทำของลิเวอร์พูล อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ลิเวอร์พูลจะเข้าทำยากเสมอเมื่อเจอคู่แข่งแพ็กเกมต่ำ ยิ่งวันนี้ลมแรงทำให้การวางบอลยาวที่เคยเป็นอาวุธเด็ดของหงส์แดงก็ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิ์ภาพ

นอกจากต้องเจอเกมรับที่เหนียวแน่นแล้วหงส์แดงยังต้องเผชิญกับการต่อบอลสวนกลับของนอริชที่วูบวาบ รวดเร็ว เข้าขากันอย่างมาก ช่วง 15 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรกนอริชปรับมาเดินเกมสู้ ถือเป็นช่วงงเวลาเดียวที่เราจะเห็นนักเตะของนอริชดันขึ้นสูงยืนเป็นแผงหน้ากรอบเขตโทษของลิเวอร์พูล และเกือบได้ประตูจากโอกาสเหน่ง ๆ จากจังหวะวางบอลยาวจากกองหลังให้รุปป์ หลุดเดี่ยวเข้าไปจ่ายบอลให้ปุกกี้แต่ยังไม่ทันได้ง้างเท้ายิงอลีสซงก็ปัดบอลออกไปก่อน

แผนสองอาร์โนล์ด

การแก้เกมมาเน้นเกมรับบวกกับแรงลมที่ต้องคิดให้มากก่อนวางบอลยาว ทำให้การเข้าทำของหงส์แดงส่วนใหญ่เหลือเพียงภาคพื้นเท่านั้น แต่ครึ่งแรกซาลาห์ทำเกมไม่ได้ แม้จะขยับออกริมเส้นแล้วพยายามลากจี้เข้ามากลาง แต่มักจะติดกองหลังหรือทำพลาดไปเอง และแบ๊กสองข้างของหงส์แดงแทบจะไม่มีพื้นที่ได้หลุดเข้าไปครอสเลย แชมเบอเลนไม่สามารถเลี้ยงจี้กินตัวนอริชได้ ยิ่งถ่างออกไปด้านข้างยิ่งไม่ใช่งานถนัดของเขา

ครึ่งหลัง 15 นาที ก่อนที่จะส่งมาเน่ลงมา สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในช่วงนี้คือการสอดเข้าเขตโทษของอาร์โนล์ด นี่คือแผนสองที่คล็อปป์แก้เกมในครึ่งหลัง คือพยายามให้อาร์โนล์ดวิ่งสอดเข้าไปในกรอบเขตโทษมากขึ้น จากภาพด้านบนจะเห็นการพยายามสอดเข้าไปในกรอบเขตโทษของอาร์โนล์ดในช่วง 15 นาทีแรกของครึ่งหลังถึง 3 ครั้ง โดยมีเฮนเดอร์สัน นาบีเกอิตา ฟานไดจ์คในการป้อนลูกบอลไปให้ แต่แผนนี้ก็ยังไม่ได้ผลดีมากนัก เนื่องจากแนวการยืนที่ลึกทำให้พื้นที่เหลือน้อย การยืนปิดช่องทำให้การแทงละทุจากแดนกลางไม่ผ่าน

แผนสามมาเน่

สาเหตุที่ครึ่งแรกและต้นครึ่งหลังลิเวอร์พูลยังหาโอกาสเจาะนอริชไม่ได้ก็เพราะกองหลังนอริชยังยืนกันเป็นระเบีบบ เหนียวแน่นเกินไป อันดับแรกคือต้องทำอย่างไรให้แนวรับของนอริชแตกกระเจิง นั่นจึงเป็นที่มาของแผนสามในเกมนี้ คือการส่งมาเน่กับฟาบินโญ่ลงมา แล้วเปลี่ยนเอาแชมเบอเลนกับไวนาดุมออก แล้วเดินหน้าบุกเต็มที่ใน 30 นาทีสุดท้าย

ประการแรกเพื่อดันเฮนเดอร์สันกับนาบีขึ้นสูงกดดันแนวรับ สร้างโอกาสให้แนวรุกเต็มที่ พลางรอเก็บตกแถวสองให้มากที่สุด ขณะที่ฟาบินโญ่กลางรับธรรมชาติลงมาเพื่อปิดการสวนเร็วของนอริช และมีทีเด็ดที่การถ่ายบอลให้เพื่อนด้านกว้างได้ดี กองหลังลิเวอร์พูล และแบ๊กสองข้างดันสูง โอเวอร์โหลดเกมบุกเต็มที่

ประการที่สองอาศัยความเร็วและความคล่องตัวของมาเน่ในการทำลายแผงการยืนเกมรับของนอริช เพราะมาเน่นั้นไม่อยู่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเขาสามารถโยกไปทางขวา กลับมาทางซ้าย หุบเข้ากลาง หรือกระชากจี้บอลเข้าหากองหลังทำให้กองหลังต้องออกจากตำแหน่งมาช่วยกันประคองมาเน่มากขึ้น ณ จุดนี้การมีทั้งมาเน่และซาลาห์อยู่ในสนามพร้อมกันช่วยป่วนและดึงนักเตะของนอริชให้วิ่งผล่านจนเสียขบวนหลายครั้ง

กองหลังต้องวิ่งตามมาเน่ทำให้ร๊อบโบ้มีพื้นที่และเวลาในการครอส

ประตูที่ชัยที่ได้จึงมาจากการแก้เกมแผนสามแบบหมดจดคือเฮนเดอร์สันที่มีส่วนร่วมกับเกมบุกมากขึ้นเมื่อฟาบินโญ่ลงมากับมาเน่ที่ลงมาป่วนแนวรับประสานงานกันจนเป็นประตูชัย ที่จริงการเข้าทำลักษณะนี้เป็นเหมือนการฉายซ้ำกับจังหวะหนึ่งในครึ่งแรกในนาทีที่ 10

ลองดูในภาพครับสองจังหวะนี้เหมือนกันคือเฮนเดอร์สันเป็นคนเปิดบอล ซึ่งลักษณะของลูกบอลที่เฮนเดอร์สันเปิดนั้นจะย้อยลง ไม่ได้พุ่งแรง น้ำหนักและทิศทางของบอลย้อยลงระหว่างคู่เซ็นเตอร์ของนอริชสิ่งที่มาเน่กับฟีร์มิโน่ทำเหมือนกันเลยคือจับบอลลงแล้วหาโอกาสยิง จังหวะของฟีร์มิโน่นั้นเขาพักบอลลงได้สวยงามแล้ว เพียงแต่กองหลังยังไม่พลาด ส่วนของมาเน่นั้นแม้ดูเหมือนจะมีการผลักเกิดขึ้นจนกองหลังคนหนึ่งล้มไปก่อนหน้า แต่ก็ต้องชมจังหวะเอาบอลลงแล้วยิงอย่างเฉียบขาดของเขา และอีกหนึ่งคนที่ต้องให้เครดิตคือกัปตันที่นัดนี้การวางบอลจากแนวลึกของเขาทำอันตรายให้นอริชได้ทุกครั้ง