‘เชิงลึกหลังเกม’ แท๊กติกอันเคี่ยวของซิเมโอเนและการแก้เกมอันนิ่งของคล็อปป์

แม้จะบุกไปแพ้ตราหมี 0-1 แต่ทว่าเกมนี้ถือเป็นที่สนุกตื่นเต้นระดับ 5 ดาวโดยเฉพาะเมื่อมองจากบรรดาแท๊กติก การวางแผน การแก้เกมช็อตต่อช็อตของกุนซือทั้งสองคนไม่ว่าจะเป็นซิเมโอเน่ของตราหมีหรือคล็อปป์ของหงส์แดงที่ต่างงัดกลยุทธสุดเก๋ามาสาดใส่กันตลอด 90 นาที แม้จะจบด้วยชัยชนะของตราหมี แต่ด้วยแท๊กติกการแก้เกมของคล็อปป์ก็ทำให้พวกเขาไม่ได้อะไรไปมากกว่านี้เช่นกัน ดังนั้นว่าโดยผลการแข่งขันแล้ว ในฐานะแฟนบอลลิเวอร์พูลเราไม่พอใจแน่ แต่หากดูวิธีการเล่นและการรับมือของคล็อปป์และเหล่านักเตะเมื่อคืนมันทำให้เรามีความสุขไปอีกแบบ

แท๊กติกสุดเคี่ยวของซิเมโอเน

เชื่อทุกคนได้เห็นกับตาแล้วว่าเกมรับและแท๊กติกของตราหมีนั้นเคี่ยวขนาดไหน และหากใครที่รู้สึกผิดหวังที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถทำประตูตราหมีได้ก็ไม่ต้องเสียใจแล้ว เพราะ 13 เกมที่ตราหมีเล่นในบ้านในรายการยุโรป พวกเขาไม่เคยแพ้ใครเลย และเสียประตูในบ้านของตัวเองแค่ 2 ลูกเท่านั้น เรื่องเกมรับจึงไว้ใจตราหมีได้

จากภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงแผนการเล่นที่ตราหมีเตรียมมารับมือหงส์แดงในระบบ 4-4-2 แต่เป็นระบบ 4-4-2 ที่เน้นการตั้งรับอยู่ในแดนของตัวเองในลักษณะนี้มันจึงเป็นระบบ 4-6 มากกว่าคือกองหลัง 4 ตัวยืนชิดเป็นแผง ไม่มีการเติมขึ้นเลย มีแต่ตั้งโซนรอดักบอลจากผู้เล่นหงส์แดง

จุดที่ทำให้หงส์แดงเล่นได้ยากและทำเกมได้ยากจริง ๆ คือ การที่ตราหมีมีกองกลางถึง 4 คนเมื่อบวกกับกองหน้าสองคนที่คอยวิ่งช่วยทำให้พื้นที่กลางสนามกลายเป็นของตราหมีไปหมด ตราหมีรักษาตำแหน่งการยืนเพื่อปิดการต่อบอลแดนกลางของหงส์แดง

ขณะที่เมื่อหงส์จะออกข้างทางแบ๊กสองข้างก็จะโดนแบ๊กและปีกของตราหมีออกมาปิดพื้นที่ นอกจากนั้นทั้งซาลาห์และมาเน่ก็ถูกตามประกบติดไม่ให้ทำเกมได้ง่าย เลอร์มาร์ที่ไม่ได้ลงเล่นให้ทีมตั้งแต่ธันวาคม ได้ลงมาใช้ความเร็วช่วยปิดการขึ้นเกมด้านขวาของอาร์โนล์ดและซาลาห์

ขอยกตัวอย่างตำแหน่งการยืนของจังหวะตามภาพด้านล่าง

ที่เราจะเห็นได้ชัดว่าตราหมีออกแบบการยืนได้เยี่ยม บอลอยู่ที่ไวนาดุม แต่ตัวเขาไม่สามารถจะจ่ายบอลให้ใครได้เลย ทางซ้ายร็อบโบ้โดนปิดพื้นที่ ทางขวาซาลาห์แม้จะถ่างออกมามีที่ว่างแต่เลอร์มาร์ก็จ้องอยู่แล้ว ขณะที่ทางเทรนท์ที่เติมเข้าไปก็โดนประกบติด และดูการยืนกองกลางของตราหมีปิดพื้นที่ของฟาบินโญ่ และเฮนเดอร์สันเรียบ การยืนในลักษณะนี้ทำให้การจ่ายบอลของหงส์แดงไม่ทะลุทะลวงได้

ผมจะไม่พูดถึงจังหวะการได้ประตูของตราหมีนะครับ เพราะมันชัดเจนว่าเป็นความโชคร้ายของหงส์แดงที่บอลมาตกใส่ฟาบินโญ่ก่อนจะกลิ้งไปเข้าทางซาอูล ยิงเน้น ๆ แบบไม่ล้ำหน้า ถ้าไม่นับจังหวะนี้ลูกเตะมุมอื่น ๆ ของตราหมีไม่คุกคามหงส์แดงเท่าไหร่ เช่นเดียวกับที่ลูกเตะมุมและลูกนิ่งของหงส์แดงก็ไม่คุกคามตราหมีเลยคืนนี้

แต่ทีเด็ดและแท๊กติกที่ตราหมีเตรียมมาแล้วคุกคามหงส์แดงอย่างเห็นได้ชัดคือการเล่นเร็วจากลูกตั้งเตะ ทั้งเกมตราหมีได้ลูกตั้งเตะไม่ต่ำว่า 6 ครั้งแน่นอน และทุกครั้งพวกเขาจะเล่นเร็วทันที ใช้วิธีการเดียวกันทุกครั้งคือให้มีตัววิ่งสอดระหว่างคู่เซ็นเตอร์ของเรา ซึ่งหากไม่นับที่เราจับล้ำหน้าได้มีถึง 3-4 ครั้งที่บอลลักษณะนี้ทำอันตรายให้หงส์แดง

การแก้เกมสุดนิ่งของคล็อปป์

การให้สัมภาษณ์หลังเกมของคล็อปป์สะท้อนถึงวิธีการแก้ปัญหาระหว่างเกมได้เป็นอย่างดี คล็อปป์บอกว่า “พวกเขา (ตราหมี) พอใจแค่นั้น อยากได้แค่นั้น ต่อให้เสมอ 0-0 พวกเขาก็พอใจ” หมายความว่าการตะบี้ตะบันทวงประตูคืนไม่ใช่การแก้ปัญหาของเรื่องนี้ บทเรียนจากคัมป์นูมีให้เห็นแล้ว ตอนโดนยิงนำแล้วจะทวงประตูคืนสุดท้ายโดน 3-0

ปัญหาของเกมนี้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ว่าลิเวอร์พูลตามหลังอยู่ 1 ลูก แต่ปัญหาคือผู้เล่นอย่างมาเน่โดนใบเหลือง และเราก็เห็นแล้วว่า มาเน่กลายเป็นเป้าของผู้เล่นตราหมีทันที ตอนมาเน่ทำฟาวอีกครั้งก่อนจบเกมครึ่งแรกนักเตะตราหมีพยายามเข้าไปกดดันผู้ตัดสิน นั่นทำให้คล็อปป์รู้ทันทีว่าต้องถอดมาเน่ออกก่อน

จังหวะขึ้นนำของตราหมี

เพราะแม้มาเน่ออกเกมรุกอาจหายไปบ้าง แต่ถ้ามาเน่โดนใบแดงหมายถึงอีก 90 นาทีที่แอนฟิลด์อาจไม่มีความหมาย การถอดมาเน่ออกจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาแค่เกมนี้แต่เป็นการรักษาโมเมนตัมของทีมในนัดหน้าด้วย การแพ้ 1-0 หรือเสมออกไป 0-0 ของหงส์แดงแทบไม่ต่างกัน เพราะทั้งสองผลลัทธ์นำไปสู่เส้นทางเดียวกันคือตราหมีก็ยังจะคงเล่นเกมรับที่แอนฟิลด์

นัดนี้คล็อปป์จึงโตขึ้นกว่าการมาเยือนสเปนครั้งก่อน เขานิ่งมากขึ้น และเราจะเห็นเลยว่าในครึ่งหลังนักเตะหงส์แดงไม่มีทีท่าจะเปิดแลกหรือรีบเร่งพับสนามบุกเอาประตูคืนอย่างบ้าคลั่ง แต่เล่นตามจังหวะเกม ครองบอลบุกใส่เรื่อย ๆ ไม่ได้ก็หาช่อง คืนหลัง เริ่มใหม่

มีเพียงช่วง 15 นาทีแรกของครึ่งหลังเท่านั้นที่หงส์แดงบุกหนักใส่ตราหมีเพราะหวังทวงประตูคืน และแท็กติกที่คล็อปป์เตรียมมาช่วงนั้นก็คือการให้ฟานไดจ์คขึ้นไปค้ำเป็นกองหน้าอยู่ในเขตโทษ ทั้งนี้เพื่อสองประการ ประการแรกคือต้องการใช้ลูกโยนเข้าไปกดดันสร้างโอกาส และอีกจุดหนึ่งที่เราเห็นก็คือ การมีฟานไดจ์คอยู่ในเขตโทษช่วงนั้นทำให้กองหลังของตราหมีต้องมาประกบฟานไดจ์คถึง 2 คน ทำให้มีพื้นที่ว่างตรงหัวกะโหลกมากขึ้น ทำให้ซาลาห์หรือนักเตะคนอื่น ๆ ของหงส์แดงสามารถสอดแทรกไปยังพื้นที่นั้นได้ และจริง ๆ ก็เกือบทำสำเร็จจากจังหวะที่ซาลาห์ได้ยิงแต่ไม่ตรงกรอบ

โดยสรุปแล้วกุนซือทั้งสองเข้าใจเกมดีการแข่งขันนี้เป็นการแข่งขัน 2 เกม ซิเมโอเนรู้ว่าการเล่นในบ้านแพ้ไม่ได้ เพราะจะเสียอเวโกล ดังนั้นเมื่อได้ประตูขึ้นนำเร็ว ก็ยิ่งไม่ต้องคิดมาก ดึงเข้าแผนที่พวกเขาถนัด และทุ่มสรรพกำลังที่มีเพื่อปิดเกมให้ได้ เขาส่งเอากองกลางธรรมชาติลงมาแทนเลอร์มาร์ที่เป็นปีกตัวรุก นักเตะของตราหมีรู้งานดีว่าทำอย่างไรจึงจะเผาเวลาในสนามไปได้

ขณะที่คล็อปป์เองแม้จะพลาดเสียประตูก่อน แต่ไม่ได้เร่งรีบจนเสียขบวนกลับใช้ความนิ่งและการเซฟนักเตะคนสำคัญของทีมเอาไว้ หากว่ากันจริง ๆ คล็อปป์ก็หาวิธีทะลุถึงแดนสามของตราหมีได้หลายครั้ง และมีแท๊กติกพิเศษเช่นเอาฟานไดจ์คไปยืนค้ำ ก็ได้ผล เสียอย่างเดียวคือหงส์แดงเปลี่ยนมันเป็นประตูไม่ได้ ที่สำคัญนัดนี้นักเตะมีความผิดพลาดส่วนบุคคลเยอะ ไม่เว้นแม้แต่ฟานไดจ์คที่พลาดจนเกือบเสียประตู ร็อบโบ้ อาร์โนล์ดเปิดบอลได้ต่ำกว่ามาตรฐาน นักเตะจ่ายบอลกันพลาดเยอะ นั่นก็เป็นปกติของทีมเยือนในรายการนี้ที่มักจะประหม่าเจ้าบ้าน

ทั้งคล็อปป์และซิเมโอเนต่างรู้ดีว่าเกมนี้มันยังไม่จบ อย่างที่ซิเมโอเน่บอกว่า พวกเขาเก็บผลการแข่งขันที่ดีในบ้านของตัวเองได้ก็จริง แต่ก็อย่าลืมว่าจะต้องไปเล่นในบ้านของทีมที่เล่นในบ้านได้ดีอย่างลิเวอร์พูล ขณะที่คล็อปป์เองก็บอกว่า “ยินดีต้อนรับสู่แอนฟิลด์ …มันยังไม่จบหรอก”