เบื้องหลังการสร้างลิเวอร์พูลให้ประสบความสำเร็จของกลุ่มเฟนเวย์กรุ๊ป

ความตกต่ำของลิเวอร์พูลภายใต้การบริหารของจอร์จ จิลเลตต์และทอม ฮิคส์ สามารถสรุปได้ด้วยวลีที่ว่า “ลิเวอร์พูล แชงคลีสย์ สร้าง แยงกี้ (หมายถึงชาวอเมริกัน) ทำลาย” ของแฟนบอลลิเวอร์พูล ด้วยหนี้สินมหาศาลที่ก่อขึ้นทำให้ลิเวอร์พูลมีโอกาสเป็นทีมที่ล้มละลาย

อย่างไรก็ตาม 10 ปีต่อมาภายใต้การบริหารของนักธุรกิจชาวอเมริกันอีกลุ่ม ผู้ไม่เคยรู้จักลิเวอร์พูลมาก่อนในชีวิต ต้องบอกว่าเขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอล โดยเฉพาะฟุตบอลอังกฤษเลย ลิเวอร์พูลไม่เพียงแต่จะกำลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี แต่ยังเติบโตขึ้นในทุก ๆ ด้าน มูลค่าสโมสรเพิ่มจาก 822 ล้านปอนด์ในเวานั้นเป็น 2.2 พันล้านปอนด์ในขณะนี้ พวกเขาทำมันได้อย่างไร ภายใต้หลักคิดและกลยุทธ์ใด

ลิเวอร์พูลคือการต่อยอดธุรกิจ

จริง  ๆ การซื้อลิเวอร์พูลของเฮนรี อาจมีเรื่องเล่าโรแมนติกอยู่ ซึ่งถ้าคุณอยากฟัง ผมเล่าให้ได้ใน 2 บรรทัดคือ “มีแฟนบอลหงส์แดงคนหนึ่งส่งจดหมายถึงเฮนรีขอให้มาช่วยกอบกู้ทีม จากนั้นนักธุรกิจไฟแรงชาวอเมริกันก็ขี่ม้าขาวมาช่วยหงส์แดงได้สำเร็จ”

แต่เรื่องจริงคือ จดหมายนั้นแทบไม่มีความสำคัญอันใดเลย ในการตัดสินใจจะซื้อลิเวอร์พูลหรือไม่ สิ่งที่ทำให้เฮนรีสนใจซื้อลิเวอร์พูลคือเรื่องของธุรกิจล้วน ๆ เขาและวอร์เนอร์เพื่อนนักธุรกิจของเขาได้เดือนทางไปพบ ฟิลลิป ฮอลล์ ผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำนักธุรกิจอเมริกาในการมาซื้อทีมฟุตบอลในอังกฤษ ก็คนนี้แหละครับที่แนะนำ จอร์จ จิลเลตต์และทอม ฮิคส์ให้มาซื้อหงส์แดงในปี 2002

หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าของลิเวอร์พูล เฮนรี รู้ทันทีว่าลิเวอร์พูลนั้นเปรียบเสมือนหุ้นที่นักเล่นหุ้นทุกคนตามหา หุ้นที่มีมูลค่าถูกมาในตอนที่ซื้อ แต่จะทำเงินมหาศาลให้พวกเขาได้ในภายหลัง สาเหตุที่ทำให้เขามั่นใจเช่นนั้นเพราะ องค์ประกอบของลิเวอร์พูล เหมือนกับ บอสตัน เรด ซ๊อกส์ ทีมเบสบอลที่เขาสามารถสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

ประการแรกทั้งสองทีมเป็นทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เคยเป็นทีมที่มีความยิ่งใหญ่มาก่อน และที่สำคัญทั้งสองทีมต่างรอคอยความสำเร็จมานานด้วยกันทั้งคู่ สิ่งนี้อาจไม่มีมูลค่าทางการตลาด แต่เราเรียกมันว่า “ทุนทางวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นทุนที่แข็งแกร่งมาก และสามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจในสไตล์ของคนอเมริกันได้ เป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ เพราะมันสั่งสมมาตามกาลเวลาอันยาวนาน

ประการที่สองคือ เฮนรี เห็นโอกาสจากโลกฟุตบอล เขาเป็นนักธุรกิจกีฬาชาวอเมริกาขนานแท้ แต่เขาไม่เคยรู้จักโลกฟุตบอลมาก่อน เมื่อเขาทำความรู้จักพรีเมียร์ลีก เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือขุมทรัพย์ที่เกินคาดมาก ๆ ลองเปรียบเทียบดูว่า ในเกมการแข่งขันชิงแชมป์ซุปเปอร์โบล์ แม้จะมีคนอเมริกาสัก 100 ล้านคนดู และคนนอกอเมริกาดูอีกไม่เกิน 20 ล้านคน แต่สำหรับศึกแดงเดือดนั้น จะมีคนมากกว่า 500 ล้านคนรอชมทั่วโลก

ด้วยองค์ประกอบสองประการนี้ เฮนรี รู้ได้ทันทีว่าเขาน่าจะใช้ยุทธวิธีที่ใช้กับเรดซ๊อกส์ได้ผล นำมาใช้กับลิเวอร์พูลได้ และทำให้สโมสรกลับมามีความมุ่งมั่นทะเยอทะยานได้อีกครั้ง ดังที่เขาเปรียบเทียบ ลิเวอร์พูลกับบอสตันว่า “ทั้งสองทีมมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเหมือนกัน มีผู้เล่นที่น่าทึ่งมาก ๆ เหมือนกัน ที่ลิเวอร์พูลพวกเขามี หลุยส์ ซัวเรส ที่นี่เรามีเดวิส ออร์ติส ทั้งสองเมืองมีคู่รักคู่แค้นทางประวัติศาสตร์เหมือนกัน ลิเวอร์พูลมีแมนยู เราก็มีนิวยอกร์ก แยงกี้ส์

กฎความยุติธรรมทางการเงิน เงื่อนไขสำคัญของการตัดสินใจ

แม้โมเดลธุรกิจของลิเวอร์พูลจะมีทิศทางที่คล้ายคลึงกับบอสตัน เรด ซ๊อกส์ แต่มันจะไม่สำเร็จเลยหากในปี 2010 ไม่มีการประกาศใช้กฎความยุติธรรมทางการเงินจากฟีฟ่าออกมา นี่คือกฎที่ทำให้เฮนรีมั่นใจว่าการลงทุนกับลิเวอร์พูลในครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูง

แม้จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอเมริกาหรือในวงการกีฬามาก่อน แต่พวกเขาก็ยังเป็นแค่กลุ่มเศรษฐีระดับกลาง ๆ ค่อนไปทางล่าง ๆ เมื่อเทียบกับนักธุรกิจอย่าง โรมัน อับราโมวิชของเชลซี ที่ใช้เงินไปกว่า 1.125 พันล้านตั้งแต่ปี 2003 และท่านชีค มานซูร์ ของแมนซิตี ที่ใช้เงินไปกว่า 1.3 พันล้าน ทั้งสองเป็นนักธุรกิจระดับโลกพาทั้งเชลซีและแมนซิตี้สลับกันคว้าแชมป์มาตลอดในช่วง 10 กว่าปีมานี้

แน่นอนว่าเศรษฐีอย่างเฮนรีไม่มีทางลงทุนได้ขนาดนั้น เพราะเขามีทรัพย์สินที่ประเมินได้เพียง 2.7 พันล้าน ขณะที่เจ้าของแมนยูมี 4.7 เจ้าของเชลซีมี 12.4 พันล้าน และเจ้าของแมนซิตีที่รวยที่สุดในพรีเมียร์มี 30 พันล้าน นี่คือความต่างในด้านการเงิน ที่หากไม่มีกฎความยุติธรรมทางการเงินเข้ามา จะเกิดความเลื่อมล้ำในการแข่งขันมาก

ก่อนที่จะมีกฎเรื่องความยุติธรรมทางการเงินเราจะเห็นว่าทั่งสองทีมทุ่มซื้อนักเตะแพง ๆ เข้ามาเสริมทีมโดยไม่สนว่าสโมสรจะขาดทุนหรือไม่ รายรับรายจ่ายจะสมดุลกันหรือไม่ แต่กฎความยุติธรรมทางการเงินของฟีฟ่า ออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเลื่อมล้ำระหว่างสโมสรที่มีนายทุนรวยกับสโมสรเล็ก ๆ มากนัก

เมื่อกฎการเงินนี้ถูกประกาศใช้ในปี 2010 จึงทำให้กลุมเฟนเวย์เชื่อมั่นว่าหากคณะกรรมการฟีฟ่าดำเนินตามกฎนี้อย่างจริงจังมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น พวกเขาจะสามารถยกระดับลิเวอร์พูลให้มาแข่งขันกับทีมมหาเศรษฐีอย่างเชลซี แมนซิตี้ ทีมที่รวย ๆ แต่กำลังขาลงอย่างแมนยู หรือทีมในระดับยุโรปอย่างปารีสได้

การเคารพกฎการเงินช่วยให้ลิเวอร์พูลรอดตัวจากปี 2014/2015

กลุ่มทุนเฟนเวย์ ประกาศอย่างเป็นทางการเสมอว่า พวกเขาเชื่อมั่นและเคารพในกฎความยุติธรรมทางการเงินอย่างเคร่งครัด และสิ่งที่พวกเขาแสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ก็คือ การที่พวกเขาสามารถรอดพ้นจากการตรวจสอบของฟีฟ่าในปี 2014 ที่ลิเวอร์พูลกลับเข้าไปเล่นในรายการ UCL อีกครั้ง และโดยตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี พบว่าลิเวอร์พูลลิเวอร์พูลอาจเข้าข่ายผิดกฎการเงิน

แต่ลิเวอร์พูลสามารถอธิบายให้ฟีฟ่าได้ว่า จำนวนเงินที่ใช้จ่ายไปนั้นบางส่วนเป็นการลงทุนไปกับการสร้างสนาม การพัฒนาระบบเยาวชน การเสียภาษี ซึ่งรายจ่ายเหล่านี้เป็นข้อยกเว้นของฟีฟ่า ทำให้จากเดิมที่รายจ่ายของลิเวอร์พูลมีมากถึง 83 ล้านปอนด์ เมื่อตัดเอาข้อยกเว้นออกได้ถึง 78.5 ล้านปอนด์

นอกจากนั้นลิเวอร์พูลยังแสดงให้เห็นได้ว่าพวกเขาสามารถหารายได้มาโปะส่วนอื่น ๆ ได้ทั้งจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่เงินรางวัลที่จะได้จากการผ่านเข้า UCL ที่จะทำให้พวกเขามีเงินสำรองในปีหน้าอย่างน้อย 20-50 ล้านปอนด์ ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้จากกฎการเงินและบริหารงานอย่างรอบคอบของเฮนรี

การสร้างวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง

แม้จะพาลิเวอร์พูลรอดพ้นจากกฎการเงินของฟีฟ่า หรือเคยเกือบพาหงส์คว้าแชมป์ลีกมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่สถานการณ์ของทีมก็ไม่ได้ดีขึ้นมาก ลิเวอร์พูล ประสบปัญหาฟอร์มการเล่น มีปัญหานักเตะที่เข้ามาใหม่มีฝีเท้าระดับธรรมดาเกินไป FSG มองว่า ที่ผ่านมาการใช้จ่ายเงินที่มากไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องเลย ยิ่งการใช้เงินเยอะโดยไม่มีแผนแบบการซื้อแอนดี้ แคโรลล์ มาในวันสุดท้ายของตลาด ยิ่งจะทำให้เสียเงินมากโดยใช่เหตุ

และปัญหาหลักของการซื้อนักเตะคือ ลิเวอร์พูลพลาดเป้าหมายหลักในตลาด เพราะสู้ทีมดัง ๆ ไม่ได้ ทำให้ต้องไปคว้าเป้าหมายรองลงมา ในราคาที่แพงเกินจริงด้วย เมื่อพลาดเป้าหมายหลักทำให้นักเตะอาจไม่ได้เล่นเข้าแผนของกุนซือที่สุดอย่างที่ตั้งใจ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทีมของร็อดเจอร์ทำผลงานได้แย่ลง

ร็อดเจอร์ไม่ใช่ปัญหา เขาคือกุนซือที่เก่งและช่วยทีมมาตลอด เขาคือกุนซือที่ยกระดับทีมขึ้นมาอีกขั้น แต่ปัญหาคือผลงานในสนามของเขา ทำให้ลิเวอร์พูลต้องการความเปลี่ยนแปลง นั่นคือการหาผู้จัดการทีมคนใหม่ และก็เป็นคล็อปป์ที่มีแผนงานระยะยาวที่ตรงกับการปรับเปลี่ยนมุมมองการซื้อขายของทีม

คล็อปป์ประกาศกร้าวตั้งแต่วันแรกว่าเขาพร้อมที่จะทำงานร่วมกับนักเตะทุกคน ทำงานกับนักเตะที่มีอยู่ในทีม ให้โอกาสนักเตะและค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละขั้น ส่วนแนวทางการซื้อนักเตะของลิเวอร์พูลจะไม่ไปแข่งกับใครเพื่อแย่งสตาร์มาเข้าทีม แต่จะเน้นหานักเตะที่เล่นเข้ากับแผนของโค้ชเท่านั้น และหากนักเตะคนนั้นคือคนที่โค้ชมองว่าจะยกระดับทีมได้ สโมสรก็พร้อมจะทุ่มซื้อทันที และหากไม่ได้ ก็จะไม่พยายามซื้อหรือหาตัวแทนที่ไม่ใช่มาแทนเด็ดขาด และที่สำคัญการจะทุ่มซื้อนักเตะต้องมาจากเงินที่เป็นรายได้ของสโมสรเท่านั้น

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างวินัยกรเงินที่แคร่งครัดของลิเวอร์พูล โดยยึดกับกฎความยุติธรรมทางการเงินเป็นสำคัญ เราจะเห็นว่าการทุ่มซื้อฟานไดจ์ค เกอิตา ฟาบินโญ่ อลีสซง ล้วนมาจากเงินที่ขายคูตินโญ่ นั่นเป็นฤดูกาลเดียวที่หงส์ใช้จ่ายเยอะที่สุด แต่ก็มีรายรับเข้ามาเยอะที่สุดเหมือนกัน

ด้วยวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะไม่ต้องเจอปัญหายุ่งยากของกฎการเงินแล้ว ลิเวอร์พูลยังสามารถสร้างขุมกำลังนักเตะที่อาจจะไม่ได้เก่งมากตอนย้ายเข้ามา แต่ถูกประเมินอย่างละเอียดแล้วด้วยทีมงานเบื้องหลังว่า คือนักเตะที่จะเล่นเข้าระบบของทีมแน่นอน ไม่ใช่ซื้อมาเผื่อ ซื้อมาก่อนแบบเมื่อก่อน

การเคารพกฎการเงินทำให้รากฐานของลิเวอร์พูลแข็งแกร่ง

ทีนี้เราลองมาดูกันเชิงประจักษ์ว่าการที่ลิเวอร์พูลเคารพในกฎการเงินมันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของลิเวอร์พูลอย่างไร เริ่มที่กิจกรรมการซื้อขายของทีมกันก่อน

ภาพด้านบนคือตารางการซื้อขายของทีมพรีเมียร์ลีกในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าลิเวอร์พูลเป็นทีมเดียวในทีมระดับท๊อป 6 ของพรีเมียร์ลีกที่มีผลประกอบการกำไร 3 จาก 5 ปีหลังสุด ขณะที่เราจะเห็นว่าของแมนซิตี้และแมนยูนั้นในรอบ 10 ปีพวกเขาไม่มีกำไรจากการซื้อขายนักเตะเลย

ส่วนภาพนี้คือบทสรุปการซื้อขายในรอบ 5 ปีนั่นก็คือตั้งแต่คล็อปป์ย้ายมาคุมทีมหงส์แดงและสโมสรเปลี่ยนแนวคิดการซื้อนักเตะจะเห็นว่าเมื่อหักการซื้อขายแล้วลิเวอร์พูลเสียเงินค่าซื้อนักเตะไปเพียง 92.4 ล้านปอนด์ หรือเฉลี่ยแล้วแค่ปีละ 18.5 ล้านปอนด์เท่านั้น ถือว่าการการซื้อขายนักเตะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าใครเพื่อนในกลุ่มท๊อป 6 ด้วยกัน

ทีนี้มาดูเรื่องของรายได้ของทีมกันบ้าง นี่เป็นจุดที่จะทำให้ลิเวอร์พูลสามารถยืนระยะอยู่ได้ภายใต้กฎการเงิน คือพวกเขาต้องมีรายได้มากกว่ารายจ่ายในแต่ละปี

จากภาพด้านบนเราจะเห็นว่าลิเวอร์พูลมีรายได้เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ด้าน จากปี 2010/2011 ซึ่งเป็นปีแรกที่กลุ่มเฟนเวย์เข้ามาซื้อลิเวอร์พูล สามารถเก็บเงินจากค่าเข้าชมสนามและตั๋วได้เพียง 45.3 ล้านปอนด์ เพิ่มเป็น 94.5 ล้านปอนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดจากแค่ 72.3 ล้าน เพิ่มเป็น 299.3 ล้าน ส่วนการเงินอื่น ๆ เพิ่มจาก 85.7 เป็น 210.9 ล้าน

ในระหว่างที่กลุมเฟนเวย์เข้ามานั้นมีเหตุการณ์ทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งคือในปี 2013-2014 ลิเวอร์พูลมีกำไรครั้งแรกในรอบ 7 ปี ซึ่งแม้จะเป็นกำไรเพียง 9 แสนปอนด์ แต่ถือเป็นทิศทางการทำธุรกิจที่ดีมาก จนกระทั่งในปี 2017-2018 ที่ลิเวอร์พูลสามารถสร้างสถิติผลกำไรต่อปีของสโมสรได้ที่ 125 ล้านปอนด์ก่อนหักภาษี ซึ่งเป็นเงินที่มาจากเข้าถึงรอบชิง UCL และการขายคูตินโญ่ ซึ่งเงินส่วนนี้ก็คือเงินที่เอามาต่อยอดในการซื้อนักเตะอย่างฟานไดจ์ค อลีสซง เป็นต้น

นี่ยังไม่นับว่าลิเวอร์พูลจะต่อเติมสนามจากความจุ 54,000 ที่นั่งเป็น 6 หมื่นที่นั่ง รวมถึงการเซ็นสัญญากับสปอนเซอร์อย่างไนกี การบุกตลาดเอเชีย ภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทำงานเพื่อชุมชนของลิเวอร์พูล ภาพลักษณ์จากความสำเร็จทางฟุตบอล ที่กลายเป็นแบบอย่างในการสร้างทีมของทีมอื่น ๆ ทั่วโลก ทุกอย่างล้วนประเมินเป็นตัวเลขที่จะทำให้เงิน 300 ล้านปอนด์ของเฮนรี งอกงามเป็นพันเป็นหมื่นในเวลาไม่นานหลังจากนี้ ขณะที่ทีมใหญ่ ๆ กำลังเจอปัญหาผิดกฎการเงินไล่หลังทีละทีม