‘เชิงลึกหลังเกม’แท๊คติก-แก้เกมของคล็อปป์ในการรับมือบอลสไตล์ ซิ‘มอยส์’โอเน

ผมตั้งพาดหัวไม่ใช่จะล้อน้ามอยส์คนเก่งของเด็กผีแต่อย่างใดนะครับ เพียงแต่มันเชื่อมโยงกับเกมที่ลิเวอร์พูลบุกไปแพ้ตราหมีของชิเมโอเน เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน เรื่องของเรื่องก็คือ มีนักข่าวไปถามเดวิด มอยส์ว่า พอจะเห็นหรือได้อะไรจากเกมที่ลิเวอร์พูลเพิ่งแพ้ตราหมีหรือไม่แล้วแกก็ตอบว่า

“เราได้นะ ผู้จัดการทีมทุกคนอยากหาทางเอาชนะพวกเขา นั่นคือฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเบอร์หนึ่งมานาน แล้วลิเวอร์พูลก็หาทางขึ้นมาอยู่เหนือพวกเขาได้ ตอนนี้พวกเขาอยู่ตรงนั้น และมันจะมีทีมที่พยายามล้มลิเวอร์พูลในปีต่อๆไป” จากบทสัมภาษณ์แกไม่ได้บอกอะไรมาก

แต่วันนี้เราจะมาดูกันว่า เดวิด มอยส์ ประยุกต์ใช้วิธีของตราหมีเล่นงานหงส์แดงอย่างไร และคล็อปป์เองเตรียมตัวมาเล่นงานพวกเขารวมถึงแก้เกมอย่างไร บางทีอีกหลาย ๆ ทีมต่อจากนี้อาจจะเอาวิธีเหล่านี้มาใช้ก็ได้ และนัดนี้อาจจะเป็นเกมซ้อมใหญ่ก่อนเจอตราหมีของคล็อปป์หรือทดลองแทคติกใหม่ ๆ ในการรับมือทีมที่คล็อปป์เชื่อว่าคงประยุกต์วิธีการเล่นของตราหมีไม่มากก็น้อย

ซิ มอยส์โอเน

ด้านบนคือสถิติหลังเกมที่ผมยกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเกมนี้มอยส์ได้แรงบันดาลใจจากตราหมีจริง ๆ และทำออกมาได้ใกล้เคียงมากในเรื่องของสถิติหลังเกม หลัก 3 อย่างที่มอยส์น่าจะเอามาปรับใช้กับหงส์แดงคือ การไม่เน้นครองบอล ดูจากสถิติการผ่านบอลของทั้งสองทีมไล่เลี่ยกัน เวสต์แฮม 294 ตราหมี 292

อย่างที่สองคือการใช้โอกาสไม่ให้เปลืองและเน้นลูกตั้งเตะ จะเห็นว่าจังหวะการยิงเวสต์แฮมกับตราหมี 7 เท่ากัน ยิงเข้ากรอบ 4 เท่ากันซึ่งส่วนใหญ่มาจากการสวนกลับและลูกนิ่ง ใช้บอลยาวจากหลังไปให้กองหน้าที่มีความเร็วเล่นเหมือนกัน ดูจากสถิติการวางบอลยาวที่ 67 ครั้งเท่ากัน

ในแง่ของเกมรับดูจากภาพด้านบน จะเห็นว่าเวสต์แฮมเล่น 4-4-2 เหมือนตราหมีเดะ จากปกติพวกเขามักจะเล่นหลังสาม ใช้การปิดการขึ้นเกมด้านข้างของหงส์แดงเหมือนกัน โดยใช้กองกลางที่เป็นปีกลงมาช่วยซ้อนแบ๊ก วันนี้เราจะเห็นได้เลยว่าอันแดสัน กับ สน็อคการ์ส จะลงมาปิดการขึ้นเกมของลิเวอร์พูลเสมอ ในทางฝั่งขวานั้นบางจังหวะเราจะเห็นอันโตนิโอลงไปสลับกับอันแดสันด้วย

แต่สิ่งที่แตกต่างคือเกมนี้มอยส์ไม่ได้ให้กองหลังลงต่ำมากเหมือนตราหมี แต่จะใช้การบีบไล่พื้นที่แดนกลางไม่ให้หงส์แดงขึ้นเกมได้ตั้งแต่กลางสนาม กองกลางและกองหลังของเวสต์ ขณะเดียวกันวิธีการเล่นนี้ก็ทำให้นักเตะเวสต์แฮมใช้พลังงานมากในการบีบไล่ลิเวอร์พูล ต่างจากตราหมีเล็กน้อยตรงที่แบ๊กโฟร์ของพวกเขาไม่เติมเกมขึ้นสูงเลย ปล่อยให้ลิเวอร์พูลครองเกมได้เต็มที่ ดังนั้นจะเห็นว่านัดนี้หงส์แดงจึงผ่านบอลได้น้อยกว่านัดที่เจอกับตราหมี 670-760 ครั้ง โดยเฉพาะในแดนกลางที่ทำได้น้อยกว่านัดเจอตราหมี 353-441 ครั้ง

แต่สิ่งที่มอยส์และเวสต์แฮมทำไม่ได้เหมือนกับตราหมีก็คือ การยืนระยะ และวินัยเกมรับที่ไม่สามรถฝึกกันได้เพียง 1 เดือนหรือสัปดาห์ แต่อาจต้องใช้เวลาบ่มเพาะกันเป็นปี ๆ จากภาพเล็กมุมขวาบน เป็นการตั้งแนวรับครึ่งแรกของเวสต์แฮมจะเห็นว่าแผงหลังยืนกันเป็นแถว เป็นแนว มีคนคอยซ้อนคอยปิดการขึ้นเกมด้านอาร์โนล์ด

แต่ในความเป็นจริงตั้งแต่โดนลิเวอร์พูลตีเสมอ 2-2 และโดนโหมบุกใส่ต่อเนื่อง นักเตะเวสต์แฮมแสดงความล้า ความเหนื่อย และวิ่งไม่สุดเหมือนคครึ่งแรกออกมาอย่างชัดเจน ขณะที่ภาพใหญ่จะเห็นว่าแนวรับของเวสต์แฮมในช่วง 30 นาทีสุดท้ายไม่ได้ดีเหมือนครึ่งแรก ไม่เป็นแถวเป็นแนว ยืนสะเปะสะปะมากขึ้น จากภาพมุมล่างซ้าย ภาพจับได้ขณะอ็อกบอนนาก้มตัวหอบแฮ๊ก ๆ

การปิดเกมด้านข้างและการเติมเกมของอาร์โนล์ด เวสต์แฮมทำได้ไม่ต่อเนื่องเลย นักเตะอย่างอันแดสันวิ่งตามอาร์โนล์ดทั้งเกมไม่ได้ จนต้องถูกเปลี่ยนออก จังหวะในภาพด้านบนจะเห็นว่าอันแดสันนั้นเห็นอยู่แล้วว่าอาร์โนล์ดกำลังเคลื่อนที่ไปหาที่ว่าง แต่ตัวเขานั้นหมดแรงที่จะไล่บีบไล่บี้เหมือนเดิมในครึ่งแรกแล้ว อาจเพราะเจ้าตัวเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนเขาออกและให้อันโตนิโอลงทำหน้าที่นี้แทน

นี่เป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าเวสต์แฮมยืนระยะเรื่องเกมรับไม่ได้ ภาพมุมขวาด้ายล่าง คือแนวการยืนของกองกลางในครึ่งแรกตอนป้องกันการขึ้นเกมของลิเวอร์พูล จะเห็นว่าพื้นที่แดนกลางเต็มไปด้วยนักเตะเวสต์แฮม แต่ภาพใหญ่แสดงให้เห็นเลยว่าแดนกลางแทบไม่มีนักเตะเวสต์แฮมเลย นักเตะแต่ละตำแหน่งยืนห่างกันมาก เปิดพื้นที่ให้หงส์แดงเต็มที่ และลูกนี้ก็เป็นที่มาของประตูขึ้นนำของหงส์แดง

ไม่ว่าจะด้วยเพราะอยากชนะหรืออย่างไรก็ตาม แต่การที่เดวิดมอยส์เปิดเกมแลกกับหงส์แดงในครึ่งหลัง จนได้ประตูขึ้นนำ แต่นักเตะไม่สามารถจัดระเบียบเกมรับได้เหมือนครึ่งแรก จนเปิดพื้นที่ให้หงส์แดงได้เจาะเข้าทำต่อเนื่องจนนำมาสู่ความปราชัยในที่สุด

คล็อปป์ซ้อมใหญ่หรือแผนลวงตราหมี

ทุก ๆ เกมจากนี้ก่อนเจอแอตมาดริด เชื่อแน่ว่าจะเป็นการบ้านทั้งคล็อปป์และตราหมีเองในการเก็บข้อมูล ดูแผนการเล่น รับมือกันในเลคสอง ทั้งหงส์แดงที่ก็คงจะดูเกมของตราหมี และตราหมีก็คงต้องดูเกมนี้แน่ ยิ่งมอยส์ประกาศว่าจะใช้วิธีการเล่นแบบตราหมีในการหยุดหงส์แดง มันยิ่งชัดเจนว่าพวกเขาอยากเห็นปฏิกิริยาของหงส์แดงต่อเรื่องนี้

แล้วถ้ามองผ่านแท๊กติกและการแก้เกมของคล็อปป์เราก็พอจะได้เห็นปฏิกิริยาบางอย่างจากคล็อปป์ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการแสดงให้ตราหมีรู้ว่าพวกเขามีวิธีในการรับมือแล้ว หรือเป็นกลลวงเป็นแผนซ้อนแผน หรือไม่เกี่ยวอะไรกับตราหมีเลยก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่เราจะมาดูกันว่าคล็อปป์ใช้วิธีใดบ้างเล่นงานเวสต์แฮมและแก้เกมหลังจากโดนนำ

สิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายวิจารณ์หงส์แดงในเกมกับตราหมีก็คือ แบ๊กสองข้างที่วันนั้นขึ้นเกมไม่ได้เลย เกมด้านข้างของหงส์แดงถูกปิดสนิท เกมนี้เราจึงได้เห็นลูกเล่นใหม่ของคล็อปป์ในการรับมือกับทีมที่คิดจะปิดการขึ้นด้านข้างของเขา นั่นก็คือการให้แบ๊กทั้งสองข้างเติมเกมขึ้นมาถึงระดับหนึ่งแล้วจะไม่ไปสุดด้านข้างแต่จะฝากบอลกับเพื่อนไม่ว่าจะเป็นไวนาดุมหรือมาเน่ แล้วหุบเข้ากลาง หรือเขาพื้นที่แขตโทษเลย ดัง  2 จังหวะในภาพด้านบนประกอบเป็นจังหวะของร็อบโบ้ที่จะหุบเข้ากลางแล้วเติมสูงเข้ากรอบเขตโทษ โดยมีไวนาดุมหรือมาเน่ประคองด้านข้างไว้ด้วย

จากฮีตแม๊บเปรียบเทียบการขึ้นเกมของอาร์โนล์ดกับร็อบโบ้ในทั้งสองเกมจะเห็นว่ามีความแตกต่างเชิงพื้นที่เล็กน้อย เกมเจอกับเวสต์แฮมจะมีการขยับเข้ากลางมากขึ้น ขณะที่อาร์โนล์ดจะถอยลงมาต่ำนิดนึงไม่ได้ขึ้นสูงตลอดเวลาเหมือนเกมเจอตราหมี และรอโอกาสเติมเกมขึ้นไปในบางจังหวะ ผมคิดว่านี่เป็นวิธีการที่ทำให้แบ๊กสองข้างเราไม่โดนปิดพื้นที่ ก็คือหาพื้นที่ใหม่ ไม่ต้องเติมสูงเกินไป เช่นนั้นแล้วปีกหรือแบ๊กของคู่แข่งหากจะตามติดก็ต้องดันขึ้นสูงมาหน่อย หรือไม่ก็หุบวิ่งตามแบ๊กเราเข้ากลาง นั่นจะสร้างพื้นที่โจมตีด้านข้าง หรือวางบอลยาวให้แนวหน้าคนอื่นไปสอดแทรกได้

ช่างเชื่อมทีเด็ด

หลังตกเป็นฝ่ายตามหลังไม่ถึงนาที คล็อปป์ก็แก้เกมทันทีด้วยการส่งแชมเบอเลนลงมา กับภารกิจทวง 1 ประตูเพื่อเสมอ และอีก 1 ประตูเพื่อชนะ ซึ่งถือเป็นการแก้เกมที่ถูกจุดมาก ๆ เกอิตา เล่นครึ่งแรกไม่ออกเลย เขาถนัดเล่นบอลกับพื้นมากกว่า แต่เมื่อโดนปิดพื้นที่ตรงกลางสนามหมด ก็ทำให้เจาะลำบาก

การส่งแชมเบอเลนลงมา นอกจากความสด ความหนักหน่วง การลากบอลตะลุย แล้ว ลิเวอร์พูลจะได้ประโยชน์อีก 2 อย่าง อย่างแรกคือลูกยิงไกลจากแถวสองที่ต้องมีแน่ ๆ ถามว่าเกอิตายิงแถวสองได้ไหม คำตอบคือได้ แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าของแชมเบอเลน อย่างในภาพด้านบนจะเห็นว่าเขาลงมาเพียงไม่กี่นาทีก็ได้โอกาสสับไกยิงจากแถวสองแล้ว

ประโยชน์อย่างที่สองที่เราจะได้จากแชมเบอเลนคือการครอสบอลและการวางบอลยาว นักเตะอย่างฟาบินโญ่ก็วางได้ อาร์โนล์ด ฟานไดจ์ค ร็อบโบ้ก็วางได้ แต่นั่นคือเราจะต้องเสียการใช้งานพวกเขาในตำแหน่งอื่น ๆ และการมีแชมเบนเลนอยู่ในสนาม มันก็จะยิ่งสร้างโอกาสมากขึ้น

จังหวะการได้ประตูตีเสมอนั้นมาจากประโยชน์ด้านนี้ของเขานี่แหละครับ การวางบอลยาวข้ามฟากไปให้ร็อบโบ้ที่เติมมาโล่ง จากมุมล่างซ้ายจะเห็นว่าอาร์โนล์ดก็เตมลงมาเช่นกันและเป็นการดึงนักเตะเวตส์แฮมลงมาด้วย ทำให้แชมเบอเลนมีเวลาคิดในการวางบอลมากขึ้น ส่วนด้านล่างก็เป็นอีกจังหวะที่แชมเบนเลนทำได้ดีมากกับการเลือกไม่ยิงเองทั้งที่มีพื้นที่แต่ปาดมาให้อาโนล์ดที่เติมมาด้านข้างเปิดไปให้มาเน่ทำประตู แต่เสียดายที่มาเน่ถูกจับล้ำหน้า

ข้อสังเกต 2 ประการ

เอาละครับด้านบนคือการวางแท๊กติกและการแก้เกมของกุนซือทั้งสองในเกมนี้ แต่ผมยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติม 2 ประการ ที่อาจจะมีส่วนสำคัญในเกมนี้และเกมต่อไป

จังหวะแรกคือจังหวะที่เราเสียประตูที่ 2 ผมตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุหลักมาจากการที่ทีมเราไม่มีกัปตัน คือจังหวะนี้ถ้าเราดูดี ๆ จะเป็นจังหวะการทำเกมต่อเนื่องในแดนของหงส์แดงครั้งแรกของเวสต์แฮมในเกม คือมีการต่อบอลกันไปมาไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง

จากภาพด้านซ้าย จะเห็นว่านักเตะเราปิดพื้นที่ของอันแดสันไม่มิดเลย และไม่มีนักเตะเข้าไปบีบหรือกดดันมากนัก ซึ่งหากจังหวะนี้กัปตันอยู่ในตำแหน่งของเกอิตาหรือบ๊อบบี้ แน่นอนว่าเขาจะบีบเข้าหาเร็วทันที เช่นเดียวกับภาพขวาคือภาพที่ฉายซ้ำภาพซ้ายเราปิดพื้นที่ไม่มิดและไม่มีใครบีบนักเตะที่มีบอลและปล่อยให้โนเบิลว่างมีพื้นที่เยอะมาก ไม่มีคนซ้อน จนสามารถต่อบอลกันได้แล้วจบด้วยประตูขึ้นนำของเวสต์แฮม นี่คือข้อสังเกตแรก

ข้อสังเกตที่สองผมคิดว่าอาจจะเป็นแนวทางการเล่นที่น่าจับตามองในเกมต่อไป ๆ ของหงส์แดง ก็คือการลงมาล้วงบอลต่ำของซาลาห์ ที่จริงผมเคยเห็นบางนัดที่เขาทำแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการลงมาช่วยเกมรับแดนกลาง แต่ทั้งสองจังหวะในภาพ มันเป็นการลงมาล้วงบอลต่ำเพื่อสร้างเกมไปข้างหน้า พูดง่าย ๆ ว่าคล้ายกับฟีร์มิโน่ แล้วให้แชมเบอเลนขยับลงไปเล่นแทนตัวเอง นี่อาจเป็นการเล่นที่ยังไม่เห็นผลอะไรชัดเจน แต่ก็เป็นข้อสังเกตที่น่าติดตามต่อไป

แต่ก็เอาละเกมนี้ก็เป็นแค่เกมแรกที่ไม่มีกัปตัน นักเตะแดนกลางอาจต้องปรับจูนกันนิดนึง เพราะเป็นเซ็ตที่เพิ่งจะลงเล่นพร้อมกัน ฟาบินโญ่เพิ่งหายจากบาดเจ็บจังหวะอาจยังไม่ดีมาก เกอิตาก็ไม่ค่อยได้ลงมากนัก มีเพียงไวนาดุมที่เป็นแกนหลัก แต่เชื่อว่านัดต่อ ๆ ไป เราจะได้เป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นแน่นอน ส่วนแท๊กติกที่คล็อปป์ใช้ในวันนี้จะเป็นการแก้เกมตราหมีหรือไม่ คำตอบรอเราวันที่ 11 มีนาคม ครับ