“แง่ดียังมีให้มอง” สามแนวโน้มด้านดี ที่จะเกิดขึ้นหลังลิเวอร์พูลแพ้นัดแรก

ความพ่ายแพ้ต่อวัตฟอร์ดของลิเวอร์พูล กลายเป็นกระแสในโลกฟุตบอลทันที เพราะเป็นการหยุดเส้นทางลุ้นแชมป์ไร้พ่ายของหงส์แดงให้หยุดอยู่ที่ 44 เกม แต่ดูเหมือนแฟนบอลหงส์แดงเองก็ไม่ได้สะทกสะท้านกับมันมาก ไม่ได้โวยวาย หรือก็โวบวายน้อยกว่าบางทีมแน่ ส่วนใหญ่ที่เห็นในเพจผม หลายคนออกแนวเข้าใจ อาจจะเสียดายโอกาสที่จะสร้างประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ให้สโมสรในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก แต่ไม่ถึงกับโอดครวญ

เพราะเด็กหงส์ทุกคนรู้ดีว่าเป้าหมายปีนี้จริง ๆ คืออะไร เพราะหากเริ่มต้นซีซั่นมีคนบอกว่าลิเวอร์พูลจะได้แชมป์ลีกชัวร์ โดยไม่ได้อะไรอย่างอื่นติดมือเลย แฟนบอลร้อยทั้งร้อยก็ต้องเอาแน่ แต่รางวัลและสถิติอื่น ๆ ที่เราคาดหวัง เพราะทีมเราทำผลงานได้ดีเกินคาด มันจึงไม่แปลกที่เราจะมีความหวังจากผลงานนั้น

และแม้จะไม่ไร้พ่าย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เส้นทางสู่แชมป์ของหงส์แดง และการสร้างสรรค์ความสุขด้านอื่น ๆ จะสะดุดลง อันที่จริงหากเรามองในอีกมุมหนึ่ง การแพ้นัดนี้ก็อาจส่งผลดีให้กับลิเวอร์พูลในภาพรวมอื่น ๆ อีกมาก ไม่แน่ว่าสุดท้ายเมื่อจบฤดูกาลเราอาจจะต้องกลับมาขอบคุณวัตฟอร์ดอีกครั้งก็ได้ และนี่คือ 3 แนวโน้มในทางที่ดี ที่ผมคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นหลังจากการแพ้นัดนี้

ลดแรงกดดัน เล่นอย่างไร้กังวล

ในตอนที่หงส์แดงไม่แพ้ใคร 20-30 เกมติดต่อกัน นักเตะยังไม่กดดันมาก ทุกคนออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โฟกัสนัดต่อนัด และนั่นทำให้พวกเขามาไกลได้ถึงหมุดหมายเลขที่ 44 เท่าที่ผมสังเกต ตั้งแต่สถิตินี้ขึ้นเลข 4 มา หงส์แดงเราเล่นด้วยความกดดันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ 3 เกมหลังสุดกับ นอริช เวสต์แฮม และวัตฟอร์ด มันออกอาการอย่างชัดเจนว่าเริ่มเล่นไม่เหมือนเดิม

การแพ้วัตฟอร์ดในแง่หนึ่งมันจึงเหมือนการปลุกสติของนักเตะให้คืนกลับมาสู่เกม ปฏิกิริยาหลังเกมของผู้เล่นหลายคนทำให้เห็นว่า พวกเขารู้สึกอับอาย โกรธตัวเอง และขอโทษแฟนบอล ทั้งฟานไดจ์ค ร็อบโบ้ หรือลอฟเรน ทุกคนออกมให้สัมภาษณ์แบบรู้สึกผิดหวัง นั่นทำให้พวกเขาจะรวมใจกันอีกครั้งแน่ และจะเหมือนกับระเบิดที่อัดแน่น

ที่สำคัญคือเมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องไร้พ่าย เชื่อว่ารูปแบบการเล่นในสนามจะเปลี่ยนไปแน่นอน บอลจะไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว นักเตะจะอยากชนะ มากกว่าอยากไม่แพ้ ความกดดันหายไปความอิสระในการเล่นก็อาจจะกลับมา เราเห็นว่าหลายนัดที่ผ่านมามาเน่ ซาลาห์ ฟีร์มิโน่ เล่นอึดอัดมากขึ้น เพราะมีกังวลกับเกมรับเช่นกัน ต่อไปพวกเขาอาจไม่ต้องลงมาช่วยเกมรับมากขึ้น แต่จะรอสร้างโอกาสในแดนหน้ามากขึ้น

แม้แต่คล็อปป์เองก็ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า “ตอนนี้เราสามารถเล่นบอลได้อย่างอิสระอีกครั้ง เราไม่ต้องตั้งรับเกินไป เพื่อพยายามทำสถิติอีกต่อไป เราแค่พยายามที่จะชนะเกมฟุตบอลอีกครั้ง นั่นเป็นสิ่งที่เราจะทำ” แสดงว่าแนวทางการเล่นต่อจากนี้จะเน้นผลชนะมากกว่าขอแค่ไม่แพ้ หรือพูดง่าย ๆ ว่าไหน ๆ ก็ไม่ไร้พ่ายแล้ว ขอจัดหนักทุกนัดเลยละกัน

โอกาสของนักเตะสำรอง

ตอนนี้หงส์แดงไม่ต้องกังวลเรื่องแชมป์ เพราะค่อนข้างจะแน่นอนอยู่แล้วสถิติใหญ่ ๆ อย่างการไร้พ่ายก็หมดไป ที่เหลือก็สถิติย่อย ๆ รายทาง หาก 11 นัดที่เหลือลิเวอร์พูลยังจดจ่ออยู่กับการทำสถิตไร้พ่าย ก็อาจจะต้องเข็นชุดใหญ่ลงตลอด ซึ่งนักเตะหลายคนลงเล่นแบบไม่พักเลยทั้งฟานไดจ์ค ร็อบโบ้ ไวนาดุม ที่ลงเล่นทุกเกมในลีก แถมยังเป็นตัวหลักในบอลถ้วย ก็จะต้องลงเล่นหนักเกินไป

ฉะนั้น โอกาสที่คล็อปป์จะโรเตชั่นแล้วพักนักเตะตัวหลักมีสูงมาก และจะเป็นการมอบโอกาสให้นักเตะสำรองของทีม โดยเฉพาะเกอิตากับมินามิโนะที่คล็อปป์ยังหวังจะดึงศักยภาพออกมา และคาดหวังจะเป็นตัวหลักของทีมในอนาคต พวกเขาจะได้ลงเล่นมากขึ้นแน่นอน

นอกจากนั้นดาวรุ่งอย่างโจนส์ เอเลียต ที่ขึ้นมาซ้อมกับชุดใหญ่บ่อย ๆ แต่ไม่ค่อยได้โอกาสลงเวทีพรีเมียร์ลีก ก็อาจจะได้โอกาสลงมาสร้างขวัญกำลังใจให้ตัวเองมากขึ้น ผมมองไปถึงการให้โอกาสพวกเนโก วิลเลียมส์, เซฟ ฟาน เดนเบิร์ก, คี จาน่า ฮูแฟร์, ที่จะสอดแทรกขึ้นมาเล่นเคียงย่าเคียงไล่รุ่นพี่เพิ่มขึ้น

มุ่งมั่นกับบอลถ้วยที่เหลือ

หากลิเวอร์พูลจบลงด้วยการเป็นแชมป์ไร้พ่าย แต่ไม่ได้ถ้วยอื่นติดมือเลยก็คงไม่มีปัญหาอะไร และแฟนหงส์น่าจะพอใจมาก เพราะเป็นสองสิ่งที่เราไม่เคยได้มาก่อน แต่นั่นก็ต้องแข่งกับความกดดันที่ผมว่าไว้ บางทีการปลดพันธนาการไร้พ่ายทิ้งไปเสียตอนนี้ อาจจะส่งผลดีกับทีมก็ได้ เพราะเรายังไม่เสียบอลถ้วยอีก 2 ถ้วยในมือไป หากเราเสียบอลถ้วยไป แล้วไปแพ้นัดแรกช่วงท้าย ๆ อาจน่าผิดหวังกว่า

สถานการณ์บอลถ้วยตอนนี้ UCL เราตามหลังแอตฯมาดริดอยู่ 1 ประตู แต่ยังเหลือ 1เกมในบ้านวันที่11 มีนาคมนี้ ส่วนเกมเอฟเอคัพต้องไปเยือนเชลซีคืนวันอังคาร ตี 2.45 น. (เช้าวันพุธ) จากเดิมที่รายการนี้คล็อปป์อาจยังมองแค่หางตา แต่ตอนนี้อาจต้องจ้องมองไม่กระพริบ

การแพ้วัตฟอร์ด ผมคิดว่าคล็อปป์คงคิดหนักเกมเจอเชลซีมากขึ้น เพราะหากแพ้เชลซีตกรอบจะเป็นการแพ้ 3 จาก 4 เกมหลังสุดคงไม่ใช่เรื่องที่น่าปราถนา ยิ่งการตกรอบบอลถ้วยมันอาจจะยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ตอนนี้ทีมต้องการเรียกความมั่นใจ และอาจลามไปถึงกำลังใจในการเล่นกับแอตฯ มาดริดในเลกสอง

ก็เป็นธรรมดาครับ ทีมที่แกร่งขนาดลิเวอร์พูลเท่านั้นแหละในตอนนี้ที่จะมีตัวเลือกแชมป์ได้มากมายขนาดนี้ เรากอดทุกความสำเร็จในปีเดียวไม่ได้ เมื่อบางอย่างหลุดมือไป เราก็ทำได้แค่กอดสิ่งที่มีอยู่ให้มั่นเท่านั้นครับ