สิ่งที่หงส์แดงต้องเร่งกู้คืนกลับมาโดยเร็วที่สุด (วิเคราะห์จากข้อคิดเห็นของนักวิจารณ์ฟุตบอล)

การฟอร์มตกเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในเกมฟุตบอล ความพ่ายแพ้ 3 จาก 4 เกมหลังสุดของทีมลิเวอร์พูล สามารถเรียกได้ว่าเป็นช่วงฟอร์มตก

อาการฟอร์มตกมันเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งมาจากการเสียนักเตะตัวหลัก หรือเกิดจากการอาการที่นักเตะนัดกันทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานของทีม ซึ่งลิเวอร์พูลอาจจะเกิดจากทั้ง 2 สาเหตุ เพราะทีมเสียเฮนเดอร์สันไป และนักเตะในทีมโดยภาพรวมก็ทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน หากตัดอาการบาดเจ็บของเฮนโด้ไป การแก้ไขระยะสั้นก็คือทำอย่างไรให้นักเตะที่มีอยู่ทำผลงานได้ดีขึ้น

บทความนี้ผมรวบรวมข้อคิดเห็นของนักวิจารณ์ฟุตบอลที่มีต่อผลงานของทีมลิเวอร์พูล และผมจะวิเคราะห์ เพิ่มเติมผ่านทัศนส่วนตัวของผมเองด้วย เกี่ยวกับสิ่งที่ลิเวอร์พูลชุดนี้ต้องเร่งกู้คืนกลับมาโดยเร็วที่สุด เพื่อหยุดวงจรฟอร์มตกนี้เสียที

Mentality ที่หายไป จิตใจจึงอ่อนล้า

หัวใจของผู้ชนะ หรือจะแปลว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่คำนี้มีนเป็นเรื่องของจิตใจ และเป็นสิ่งที่กูรูทุกคนที่ผมค้นมาให้น้ำหนักกับเรื่องนี้ สองกูรูอย่างอลัน เชียร์เลอร์และเอียน ไรท์ พูดถึงการที่ลิเวอร์พูลต้องแบกรับความกดดันจากเกมเจอเชลซี เชียร์เลอร์พูดว่า “ลิเวอร์พูล สร้างปัญหาให้เชลซีไม่ได้เลย จนดูเหมือนว่าเชลซีเป็นทีมที่ดีกว่า ในครึ่งหลังเลย ลิเวอร์พูลพาบอลไปข้างหน้าไม่ได้ ขณะที่เชลซีเล่นเกมรับได้เหนียวแน่น ที่จริงพวกเขามีโอกาสทำได้มากกว่า 2 ลูกด้วยซ้ำ”

ส่วน เอียน ไรท์ เสริมย้อนไปถึงเกมกับวัตฟอร์ตว่า “ลิเวอร์พูล มีฟอร์มที่น่าผิดหวัง พวกเขายิงไม่ได้เลยในครึ่งหลัง เราต้องชมวัตฟอร์ด พวกเขาโยนลิเวอร์พูลให้ตกอยู่อยู่ภายใต้ความกดดัน อย่างต่อเนื่องจนเกิดความผิดพลาดกันเอง เชลซี ก็ทำแบบนั้นในครึ่งหลัง พวกเขาไม่ให้เวลาลิเวอร์พูลอยู่กับฟุตบอล นักเตะลิเวอร์พูลรับมือกับมันไม่ได้ ผมผิดหวังมาก เพราะผมคาดหวังมากกว่านั้น”

แล้วผลกระทบทางด้านจิตใจจนทำให้หงส์แดงเกิดจากอะไร ส่วนตัวผม (ผู้เขียน) มองว่าการแพ้แอตฯมาดริดกับวัตฟอร์ดคือสิ่งที่กระทบจิตใจนักเตะมากที่สุด โดยเฉพาะแผนการเล่นเกมรัดกุมของทั้งสองทีมที่สร้างความท้อ ล้า และแรงใจที่หดหายไปในการสร้างสรรค์เกม

การแพ้ในแต่ละนัดนั้นไม่ใช่แค่การแพ้ธรรมดา การแพ้แอตฯมาดริด เป็นการแพ้ครั้งแรกในรอบ 33 เกมของทีมชุดใหญ่ (ไม่นับการแพ้วิลล่าในลีกคัพที่ส่งชุด U-23 ลง) มันส่งผลกระทบมาก ยิ่งเกิดในเกมที่สร้างความอึดอัดให้ลิเวอร์พูลอย่างมาก เพราะเจาะไม่ได้เลย นอกจากนั้นการแพ้แอตฯ มาดริดยังส่งสัญญาณไปถึงคู่แข่งอื่น ๆ ที่จะเจอกับลิเวอร์พูลว่า หากคุณมีวินัยและเล่นแบบนี้ คุณก็มีสิทธิ์โค่นหงส์แดงได้

การเจอกับเวสต์แฮมฯ แม้จะเฉือนชนะได้ แต่ก็ยืนยันในสิ่งที่แอตฯ มาดริดทำให้ดูว่ามันสร้างปัญหาได้จริง ๆ เวสต์แฮมเกือบชนะด้วยซ้ำ หากพวกเขายังตั้งรับเหนียวแน่นไม่เปิดแลกในช่วงท้าย ขณะที่วัตฟอร์ดต่างออกไป พวกเขาเล่นได้อย่างมีวินัยตลอดทั้งเกมและตอกย้ำสิ่งที่แอตมาดริดทำไว้

การแพ้วัตฟอร์ดในลีกส่งผลกระทบมหาศาล เพราะเป็นการหยุดสถิติไร้พ่ายที่นักเตะต่างหวังจะได้มา (แม้นักเตะและผู้จัดการทีมจะไม่เคยออกปากบอก) มันลดแรงกระหาย ลดความเข้มข้นในเกม ดังนั้นเราจะเห็นว่าในเกมกับเชลซี รูปเกมหสง์แดงไม่ได้เป็นรอง แต่สิ่งที่เราไม่มีเหมือนเดิมคือ แรงกระหาย ความเข้มข้นในเกม ความนิ่ง ที่เคยมีมันลดไปเกือบครึ่ง

ผมคิดว่ามุมมองของ สตีฟ แมคคลาเรน ที่ให้ไว้กับ sky sport ก็น่าสนใจ เขาบอกว่าต้นตอของการฟอร์มตกในครั้งนี้มันเป็นเรื่องของจิตวิทยาล้วน ๆ และสาเหตุก็เพราะลิเวอร์พูลทำแต้มห่างในลีกเกินไป จนเกือบพูดได้ว่าพวกเขาคว้าแชมป์แล้ว นั่นทำให้ความมุ่งมั่นในเกมลีกของพวกเขาน้อยลง เขาเปรียบเทียบลิเวอร์พูลตอนนี้กับแมนยูตอนที่ได้ทริปเปิลแชมป์ปี 1999 แต่กลับทำผลงานได้แย่ลงในปี 2000

“สิ่งที่พวกเรา (แมนยู) ได้มาหลังจากคว้า 3 แชมป์ และผมกำลังเห็นมันนิดหน่อยในทีมของลิเวอร์พูลก็คือ ความพึงพอใจ มันเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก คุณคิดว่าคุณเล่นแค่นี้พอแล้วดีแล้ว แต่จริงๆ มันยังไม่ดีพอ ความเข้มข้นของการฝึกลดลง ทำให้ความเข้มข้นของเกมลดลงด้วย พวกเราสร้างความผิดพลาดบ่อยขึ้น พวกเราไม่มีสมาธิ หลุดโฟกัส และเนื่อยล้า”

สิ่งที่แมคคลาเรน พูดนั้น ในมุมมองของผมมันอาจจะเพิ่งเกิดหลังเกมแพ้วัตฟอร์ดก็เป็นได้ เพราะสิ่งที่เราคาดหวังจากเกมลีกตอนนี้ที่เรานำห่าง เหลือแค่เรื่องเดียวคือการไร้พ่าย และเมื่อมันหลุดลอยไป ความมุ่งมั่นที่จะเล่นในลีกอย่างเต็มที่จะเป็นไปได้ไหม นั่นคือโจทย์ใหญ่

มันชัดเจนเลยว่านักเตะอย่างฟานไดจ์คก็มีฟอร์มที่ดร๊อฟลงอย่างเห็นได้ชัด 3 ประสานในแดนหน้าก็ดูเหมือนตื้อ ๆ ไป 4 เกมหลังสุดเราเสียไปถึง 8 ประตู และทำประตูได้เพียง 3 ลูก ขณะที่สองนัดล่าสุดทำไม่ได้สักประตูและเสียไปถึง 5 ลูก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเสียเฮนโด้ไปเท่านั้น

เพื่อจะกู้จิตใจคืนมาลิเวอร์พูลต้อง…  

เรื่องนี้ผู้จัดการทีมอย่างคล็อปป์มีส่วนสำคัญ ที่ผ่านมาเขากระตุ้นและตอกย้ำกับลูกทีมเสมอให้เล่นไปทีละนัด ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ จนทำให้ทีมสามารถผ่านช่วงวิกฤติช่วงที่เริ่มทำแต้มหนีห่างแมนซิตี้แรก ๆ ทีมไม่หลุดโฟกัส เล่นแบบเกมต่อเกม แต่ตอนนี้เหมือนว่า ลิเวอร์พูลไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกเลย ความพ่ายแพ้นัดหนึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจหลายนัด แต่คล็อปป์ก็ทำได้เพียงกระตุ้นอยู่นอกสนาม เรื่องในสนามนักเตะของเรายังต้องการจุดเปลี่ยนสำคัญ และผมคิดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในสนามที่จะทำให้นักเตะกู้สภาพจิตใจได้คือ

ประการแรก ประตูแรกนับจากนี้ สิ่งสำคัญคือ 2 นัดหลังสุด หงส์แดงทำประตูไม่ได้เลย นั่นจะบั่นทอนพลังการสร้างสรรค์เกมของลิเวอร์พูลอย่างมาก ลิเวอร์พูลทีมนี้ต้องการประตูแรกโดยด่วน เพื่อเพิ่มความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าพวกเขายังสามารถทลายกำแพงเกมรับที่แข็งแกร่งของคู่แข่งได้

ลิเวอร์พูลต้องเพิ่ม ความดุนดัน ความนิ่ง ลงไปในเกมให้มากกว่านี้ ยามตกเป็นฝ่ายตามหลัง ช่วงหนึ่งเราจะเห็นว่าลิเวอร์พูลเคยมีช่วงเวลาที่ถูกคู่แข่งนำก่อนแล้วเรากลับมาพลิกแซงได้ติดต่อกันหลายนัดคือเกมกับแมนยูฯ สเปอร์ส วิลลา ที่เราโดนยิงนำก่อนและกลับมาตีเสมอและพลิกแซงสำเร็จ เรากลับมาได้ด้วยความนิ่ง การเล่นโดยไม่สนสกอร์ แต่เล่นอยู่ในเกมและพยายาสร้างสรรค์โอกาสอย่างสุขุม ที่สำคัญคือเรามีความดุดัน

แต่สิ่งเหล่านี้เราไม่ค่อยเห็นใน 2 เกมหลังเลย สังเกตง่าย ๆคือเราไม่เพรส ไม่แก้เพรส ของคู่แข่งเลย นักเตะไม่ช่วยกันวิ่งไล่ ไม่มีการปิดพื้นที่ใดให้กัน นักเตะอย่างฟาบินโญ่ต้องเค้นเอาฟอร์มของตัวเองกลับมา ไวนาดุมต้องเป็นที่พึ่งให้ทีมได้มากกว่านี้ในยามที่ทีมขาดเฮนเดอร์สัน

สิ่งสุดท้าย ชัยชนะ เท่านั้นจะเยียวยาทุกสิ่งได้ ไม่ว่าลิเวอร์พูลจะทำประตูได้มากมายหรือจะเล่นด้วยความดุดันขนาดไหน สุดท้ายแล้วพวกเขาต้องการผลลัทธ์ที่ดีด้วย 2 นัดถัดไป ลิเวอร์พูลได้เล่นในบ้านของตัวเอง บรรยากาศในสนามจากแฟนบอลจะช่วยกระตุ้นนักเตะได้ดี

ชัยชนะเหนือบอร์นมัธในคืนวันเสาร์นี้เป็นสิ่งจำเป็นเหนือสิ่งอื่นใดที่กล่าวมาข้างต้น เพราะหากลิเวอร์พูลทำผลงานได้แย่ในบ้านของตัวเอง ผลกระทบต่อจิตใจนักเตะจะรุนแรงกว่านี้ ในทางกลับกันหากชนะได้ในบ้าน มันจะช่วยเยียวยาจิตใจของนักเตะได้ดี (แน่นอนเยียวยาจิตใจแฟนบอลแบบพวกเราด้วย) และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะสร้างกำลังใจให้นักเตะแค่ไหนในการเปิดบ้านเจอกับแอตมาดริดในเลกที่สอง

นักเตะต้องรวมใจกันสู้อีกครั้ง และแฟนบอลอย่างเราก็ต้องรวมใจกันเชียร์ต่อไปครับเพราะพวกเราคือลิเวอร์พูล