ทำความรู้จักตำนาน Bootroom จิตวิญญาณที่กลับมาอีกครั้งในยุคคล็อปป์

เมื่อพูดถึงคำว่า “Boot Room” แฟนบอลหงส์แดงวัย 20-30 ปีแบบผมร้อยทั้งร้อยคงส่ายหัวกันว่า มันคืออิหยังวะ แต่ถ้าถามแฟนบอลรุ่นเดอะ 40-50 ขึ้นไป คนเหล่านั้นจะเล่าถึงมันด้วยดวงตาที่ลุกโชน มีประกายความหวังปนความสุขเต็มเปี่ยม และหากจะให้ท่าน ๆ เหล่านั้นเล่าให้ฟังก็คงต้องเตรียมน้ำแข็งโซดาไว้เยอะ ๆ เพราะคิดว่าเล่ายังไงก็คงไม่หมด เพราะ “This is Anfield” “Red Machine” “never say died” คำกล่าวอันเป็นวลีเด็ดและฉายาอันเกรียงไกรของหงส์แดงล้วนเกิดขึ้นในยุคนี้ทั้งสิ้น

อันที่จริงผมก็แอบสงสัยมานานเหมือนกัน เวลาอ่านบทความของคอลัมนิสต์หรือนักข่าวอย่างพี่แจ๊กกี้พูดถึงมัน แต่ด้วยความที่เราเกิดไม่ทัน เราจึงไม่ได้สนใจ ผมเพิ่งจะมีโอกาสมานั่งค้นประวัติมันอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้ จึงทำให้เข้าใจว่าทำไมคำ ๆ นี้จึงมีความหมายกับแฟนบอลหงส์แดงในยุค 1960-1990 มากนัก เมื่อลองค้นดูผมถึงได้รู้ว่าเรื่องเกี่ยวกับ Boot Room นั้นน่าสนใจมาก มีเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ที่เฉพาะตัว เกี่ยวข้องกับความสำเร็จอย่างสูงสุดของสโมสร

ผมไม่อยากให้สิ่งที่ตัวเองค้นคว้ามาเปล่าประโยชน์ เลยอยากรวบรวม เรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมแบบ Boot Room มาให้แฟนบอลรุ่นใหม่แบบผมได้อ่านกัน นอกจากนั้นผมยังวิเคราะห์เพิ่มว่า จิตวิญญาณของมันดูเหมือนจะยังไม่สิ้นมนต์ขลังไปไหน โดยเฉพาะตั้งแต่คล็อปป์เข้ามาทำงานที่นี่ ดูเหมือเมล็ดพันธุ์ของบูธรูมจะกลับมาเบ่งบานอีกครั้ง

จากห้องสุมหัวสู่รากฐานความสำเร็จ

ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าวัฒนธรรม Boot Room ของหงส์แดงนั้นเกิดขึ้น ณ วัน เวลา ไหน โดยใครกันแน่ แต่โดยประวัติศาสตร์ที่ยอมรับกันก็คือ มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่หงส์แดงยังโลดแล่นอยู่ในลีกชั้นล่าง ๆ ประมาณการณ์ว่ามันเริ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1950 และมามีบทบาทสำคัญกับทีมในตอนต้นทศวรรษ 1960 ในยุคที่ปรมาจารย์แชงค์คลีย์เข้ามา ต่อเนื่องไปจนถึงปลายยุค 90

Boot Room ในแง่ของฟุตบอล มันเป็นเพียงห้องเก็บรองเท้านักฟุตบอล ที่ลิเวอร์พูล บูธรูมจะอยู่ตรงสนามฝั่งเมนสแตนส์ ติดกับห้องแต่งตัวนักฟุตบอล เป็นสถานที่ที่นักฟุตบอลจะมาเป็นอันดับแรกหลังจบเกม จึงเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมนี้เกิดจากการที่นักฟุตบอลและทีมสต๊าฟโค้ชที่มาเปลี่ยนรองเท้าหลังเกม แต่ยังไม่ยอมกลับบ้าน แล้วหยุดนั่งคุยเรื่องฟุตบอลกัน มีการนำเอาเครื่องดื่ม เช่น เบียร์ ชา และอื่น ๆ มานั่งดื่มและคุยกันอย่างผ่อนคลาย เป็นกันเอง

จากพูดคุยสนุก ๆ หลังเกมแบบไม่เป็นทางการ สุดท้ายห้องนี้กลายเป็นห้องที่ใช้สำหรับการพูดคุย การวางแผน ก่อนและหลังเกม จะพูดคุยถึงเกมนั้น ๆ ว่า มีข้อผิดพลาดตรงไหน และจะต้องแก้ไข ปรับปรุงยังไง ก็จะต้องให้เรื่องที่พูดคุยกันในวันนั้น จบอยู่ในห้องนี้เสมอ

กลุ่มสต๊าฟกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้ห้องนี้เป็นที่พูดคุยกันคือ บ๊อบ เพสลีย์ , โจ ฟาแกน , รูเบน เบนเนสต์ ก่อนที่ในปี 1959 บิลล์ แชงค์คลี่จะเข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดกรทีมของลิเวอร์พูล โดยบิลล์นั้นรับรู้ถึงการมีอยู่ของ Boot Room ดี และสิ่งที่เขาทำไม่ใช่การห้าม แต่การปล่อยให้มันมีอยู่อย่างนั้น เขาบอกกับทีมสต๊าฟของบูธรูมว่า

“เฮ้ เพื่อน, งานของพวกนายปลอดภัยชัวร์, ผู้จัดการบางคนเข้ามาพร้อมทีมงานใหม่ของเขา, แต่ไม่ใช่ผม, ผมมีวิถีทางของผมเอง และมันคือการทำงานร่วมกับพวกคุณ ผมจะคิดวางแผน และเราจะค่อย ๆ จูนมันเข้าด้วยกัน แต่ผมขอแค่อย่างเดียวเท่านั้น คือ ความภักดี (ต่อสโมสร)”

จากนั้นยังมีการดึงคนทำงานเก่ง ๆ อีกหลายคนเข้ามาเป็นสมาชิกของบูธรูม ไม่ว่าจะเป็น ทอม ซอนเดอร์, รอนนี่ มอแรน, ทเวนตีแมน และรอย อีแวนส์ เป็นต้นฯ

ในบันทึกของโจ ฟลาแกน บรรยายถึงบรรยากาศภายในห้องบูธรูมนี้ไว้ว่า “มันเป็นห้องเล็ก ๆ ประดับด้วยโต๊ะตัวเก่า มีเก้าอี้เพียง 2 ตัว บนกำแพงมีภาพที่ฉีกจากหนังสือพิมพ์กับภาพนางแบบปะอยู่ จริง ๆ มันแทบไม่มีอะไรเกี่ยวกับฟุตบอลเลย” นอกจากนั้นฟลาแกนยังบอกอีกว่า ปกติคนมักจะเรียกห้องนี้ว่า “บูธรูมของแชงค์คลีย์” แต่ที่จริงแล้วตัวของแชงค์คีย์นั้นไม่ได้เข้ามาในห้องนี้บ่อยนัก อาจเพราะเขาไม่มีเวลาหรือเพราะเขาต้องการให้สต๊าฟมีพื้นที่ส่วนตัว และอิสระในการทำงาน

บูธรูมจึงไม่ใช่ห้องทำงานอย่างเป็นทางการ แต่เน้นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง มันกลายเป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดอก ไม่ต้องมีเรื่องของเจ้านายลูกน้อง รวมถึงเรื่องความห่างของอายุเข้ามาเกี่ยวข้อง มันจึงเป็นสถานที่ที่เต็มไปได้ความคิดสร้างสรรค์ ความฟุ้ง จินตนาการที่ไร้ขอบเขต และไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเป็นวัฒนธรรมที่ทำให้สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลมีลักษณะแตกต่างจากสโมสรอื่น ๆ คือมีความเป็นครอบครัวสูงมาก วาทะที่ว่า “This is Anfield” ก็เกิดขึ้นในยุคบูธรูมนี้เหมือนกัน

3 ทศวรรษแห่งความสำเร็จ

สิ่งที่สำคัญที่สุดของ บูธรูมก็คือ มันกลายเป็นแหล่งพัฒนาและสร้างบุคลากรรวมถึงดึงบุคลากรเก่งที่มีคุณภาพเข้าสู่สโมสร กลายเป็นรากฐานทางทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่งของลิเวอร์พูลในยุคนั้น จนมีคำที่พูดถึงบุคคลที่มาจากบูธรูมว่า “Boot Room Boys” ห้องแห่งนี้ยังเป็นสถานที่บ่มเพาะ ฝึกฝน สำหรับผู้จัดการทีมในอนาคตของทีมด้วย ทั้ง เพลสลีย์ ฟลาแกนคนกลุ่มนี้เองที่พาหงส์แดงทะยานสูงชนิดไร้เทียมทานทั้งในอังกฤษและยุโรป

หลังการวางมือของแชงค์คลี่ในปี 1974 เขาเลือกบ็อบ เพลสลีย์ หนึ่งในสมาชิกหัวแถวของบูธรูม ให้ขึ้นมาเป็นโค้ชของทีมต่อจากเขา การวางตัว เพสลีย์ให้สืบทอดตำแหน่งผู้จัดการทีมนั้นก็แสดงถึงวัฒนธรรมบูธรูมเหมือนกัน ทั้งที่ตอนนั้นหลายคนเห็นว่า ซอนเดอร์ น่าจะเหมาะกว่า เพราะเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มบูธรูมที่มีใบรับรองโค้ช แต่เพราะทุกคนในกลุ่มต่างรู้ดีว่าเพสลีย์นั้นเหมาะสมที่สุด

เขาเคยทำหน้าที่ทุกอย่างในสโมสรมาหมดแล้ว เป็นนักเตะตำแหน่งฮาล์ฟซ้าย เป็นกัปตันทีม เป็นโค้ชทีมสำรอง เป็นนักกายภาพ เป็นสตาฟฟ์โค้ช เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม มีบทบาทในกลุ่มบูทรูมคือด้านแท็คติกและมองหานักเตะใหม่ เพสลีย์ดึงตัวนำเตะเข้ามาเสริมทีมให้มีความแข็งแกร่ง เช่น ฟีล นีล , เทอร์รี่ แม็คเดอม็อต , แกรม ซูเนสต์ , อลัน แฮนเซ่น เอียน รัช และ เคนนี่ เดลกลิช เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ก็กลายมาเป็นสมาชิกของบูธรูมในรุ่นต่อมา

เพลสลีย์ รักษาขนบของบูธรูมอย่างเนียวแน่น และต่อยอดพาหงส์แดงประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 6 สมัย แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 3 สมัย แชมป์ยูฟ่า คัพ 1 สมัย แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย แชมป์ลีกคัพ 3 สมัย แชมป์แชริตี้ชิลด์อีก 6 สมัย จนยากจะมีผู้จัดการทีมคนไหนทำได้เทียบเท่า

เมื่อเพลสลีย์วางมือ บูธรูมบอยคนที่ 3 คือ โจ ฟลาแกน ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมในปี 1983 เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก 1 สมัย ลีกคัพ 1สมัย และยูโรเปียนคัพ อีก 1 สมัย ในฤดูกาลเดียวกันจนถือได้ว่าเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่พาหงส์แดงคว้าทริปเปิลแชมป์ได้

หลังการวางมือของฟลาแกน อันเนื่องมาจาก เหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจที่ เฮย์เซล สเตเดี้ยม เคนนี่ เดลกลิช เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งคิง เคนนี่ แม้ไม่ได้มาจากบูทรูมสตาฟฟ์โดยตรง แต่เขาก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจถึงคุณค่าของมัน และยังรักษามันไว้ นอกจากนั้นความสำเร็จที่เดลกลิชทำไว้ในฐานะนักเตะ การไม่ใช่บูทรูมสตาฟฟ์โดยตรง แต่ก็ยังพอจะถือได้ว่าเขามีจิตวิญญาณของบูธรูมอยู่ ภายใต้การคุมทีมของเขาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีก 3 สมัย เอฟเอ 2 สมัย และแชริตี ชิลล์อีก 4 สมัย

เมื่อหมดยุคเดลกลิช ดูเหมือนความสำเร็จของเขาจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าผู้จัดการทีมไม่จำเป็นต้องมาจากบูธรูมก็ได้ อดีตนักเตะก็สามารถทำได้ แกรม ซูเนสส์ ได้เข้ามาทำหน้าที่แทน ในปี 1993 ในช่วงที่ชูเนสส์เป็นผู้จัดการทีมนั้น ห้อง บูธรูมก็มีอันต้องถูกรื้อทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับห้องแถลงข่าว นอกจากไม่มีบูธรูมแล้ว ลิเวอร์พูลในยุคของชูเนสส์ ทำผลงานได้ไม่ดีดังที่คาดทีมลิเวอร์พูลก็เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ

เมื่อผลงานย่ำแย่ เริ่มมีเสียงเรียกให้นำบูทรูมสตาฟฟ์กลับมา และบูธรูมสต๊าฟคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ก็คือ รอย อีแวนส์ เขาจึงได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูลกลับมาเป็นทีมที่เล่นได้สวยงามเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เพียงพอจะกลับมายิ่งใหญ่หรือคว้าแชมป์ลีกอีกครั้ง แม้จะได้แชมป์ลีกคัพ 1 สมัยก็ตาม เมื่ออีแวนส์ ลาออกเมื่อปี 1998 ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น บูทรูม ก็จบลงอย่างสิ้นเชิง

สิริรวมความสำเร็จของลิเวอร์พูลภายใต้การวัฒนธรรมกลุ่มบูธรูมเราคว้าแชมป์ไปทั้งสิ้น 43 รายการ แบ่งเป็น ดิวิชั่นสอง 1 ครั้ง ลีกสูงสุดได้ถึง 13 ครั้ง เอฟเอคัพ 4 ครั้ง ลีกคัพ 5 คอมมูนิตี ชิลล์หรือแชริตี ชิลล์เดิม 13 ครั้ง ยูโรเปียน/ยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีก 4 ครั้ง ยูฟ่าคัพ 2 ครั้ง ยูฟ่าซุปเปอร์คัพ 1 ครั้ง

Boot Room ไม่ใช่สถานที่ แต่คือจิตวิญญาณ

หากจะพูดว่าลิเวอร์พูลภายใต้กลุ่ม Boot Room Boys คือยุคที่รุ่งเรืองและประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรก็คงไม่ผิด การกลับมาของคิง เคนนี ในช่วงสั้น ๆ เมื่อปี 2011-2012 เป็นเครื่องยืนยันได้ถึงจิตวิญญาณของมันที่แฟนบอลใฝ่ฝันได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม บูธรูมไม่ใช่เพียงสถานที่หรือห้องสุมหัวของสต๊าฟโค้ชเท่านั้น ในอีกแง่หนึ่งมันได้สร้างวัฒนธรรมและเอกลักษณ์บางอย่างของสโมสรขึ้นมาซึ่งหยั่งรากลึกในใจของแฟนบอลทุกยุคสมัย แม้ในยุคหลังสิ้นกลุ่ม Boot Room ลิเวอร์พูลจะต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่จิตวิญญาณของบูธรูมก็ยังสถิติในถิ่นแอนฟิลด์เสมอ โดยเฉพาะลิเวอร์พูลในยุคของคล็อปป์ที่หลายกูรูเอ่ยปากตรงกันว่าการทำงานของคล็อปป์ทำให้นึกถึงสมัยที่ปรมาจารย์สองท่านคือบิลล์ แชงค์คลีย์ และบ็อบ เพลสลี่ จิตวิญญาณที่ว่านั้นคืออะไร

จิตวิญญาณของเครื่องจักรสีแดง

“Red Machine” นิยามของมันถูกพูดถึงขึ้นครั้งแรกในช่วงยุคสมัยของ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ต่อเนื่องถึง บ๊อบ เพรสลี่ย์ 2 คุณปู่ ผู้วางรากฐานสไตล์การเล่นของ “หงส์แดง” เอาไว้ อันที่จริงมันมาจากฉายา The Red จากการที่แชงค์คลีย์เปลี่ยนให้ลิเวอร์พูลใส่ชุดสีแดงแทนสีขาว เพราะเขามองว่าเมื่อใส่สีแดงแล้วนักเตะดูตัวใหญ่กว่าคู่แข่ง ผสมผสานกับการเล่นที่ บุกขยี้ต่อเนื่องอย่างไม่ลดละ เสมือนเป็นเครื่องจักรที่ถูกวางโปรแกรมเอาไว้อย่างเข้าขารู้ใจ จนประกาศชัยให้ลิเวอร์พูลยิ่งใหญ่ในช่วง 80

อาจจะกล่าวได้ว่าในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คล็อปป์เป็นกุนซือที่ดึงจิตวิญญาณของเครื่องจักรสีแดงกลับมาอย่างใกล้เคียงกับนิยามของคำนี้มากที่สุด ด้วยสไตล์การเล่นแบบเมทัลฟุตบอลของเขาที่ไล่เพรส บุกขยี้ คู่แข่ง จนวินาทีสุดท้าย ก็เข้ากับจิตวิญญาณของหงส์แดง

นอกจากการกลับมาของเครื่องจักรสีแดงแล้ว อีกหนึ่งคำที่หายไปนานและเพิ่งกลับมาในปีนี้ก็คือวลีที่ว่า “never say died” ทัศนคติการเล่นบอลที่ว่า “ไม่มีวันยกธงขาวยอมแพ้ จนกว่าจะสิ้นเสียงนกหวีด” ลิเวอร์พูล จะ เนเวอร์ เซย์ ดาย ถ้ายังไม่หมดเวลา เราจะเห็นว่าปีนี้ลิเวอร์พูลมีช่วงเวลาที่โกงความตาย พลิกกลับมาชนะคู่แข่งในช่วงท้ายเกมได้บ่อย ๆ

จิตวิญญาณของการสร้างรากฐานของทีม

จิตวิญญาณที่สำคัญของบูธรูมคือมันได้สร้างและเพิ่มเติมบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ทีมอย่างไม่ลดละ การทำงานภายใต้การแสดงความคิดเห็น การทำงานเป็นทีม ผู้จัดการที่รับฟังและปรับใช้แนวทางอื่น ๆ ร่วมกับแนวทางของตัวเองเพื่อเป้าหมายเดียวกันคือการยกระดับสโมสร

เราจะเห็นว่าการทำงานของกลุ่มบูธรูมคือเปิดโอกาสให้มีสมาชิกใหม่เข้ามาเสมอ เช่นเดียวกับการทำงานของคล็อปป์ เขาเป็นผู้จัดการทีมที่เป็นคลื่นลูกใหม่อย่างแท้จริง นำวัฒนธรรมฟุตบอลแบบจิตวิทยาแบบเข้มข้นมาสู่ทีม การบริหารงานที่เน้นสำนึกของการเล่นฟุตบอล การสร้างทีมจากรากฐาน เปิดโอกาสให้คนทำงานเก่ง ๆ ทุกด้านเข้ามาช่วยสโมสร เราคงไม่ต้องสาธยายว่าภายใต้การบริหารของคล็อปป์ เขามีทีมงานที่เก่งกาจขนาดไหนรอบตัว

ภายใต้การคุมทีมของยุค Boot Room Boys เราได้เห็นรากฐานหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเมลวูด การพัฒนาสนามแอนฟิลด์ การสร้างทีมจากระบบเยาวชน การวางรากฐานสไตล์การเล่น สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเราก็พบเห็นได้ในยุคของคล็อปป์ โปรแจ๊คเคิร์กบี้ ศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งใหม่ การขยายสนามแอนฟิลด์ การสร้างรากฐานสไตล์ฟุตบอลที่ยึดโยงกันตั้งแต่ชุดเล็กจนชุดใหญ่

คล็อปป์และลิเวอร์พูลชุดนี้อาจไม่มีห้องเล็ก ๆ ไว้สุมหัวกัน เพราะสโมสรในปัจจุบันเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีการทำงานเป็นระบบ เจ้าหน้าที่ในแต่ละแผนกแบ่งการทำงานกันอย่างชัดเจน ไม่มีใครต้องทำอะไรทีละ 3-4 อย่างเหมือนยุคก่อน บูธรูมสำหรับลิเวอร์พูลในยุค 1960- 1990 อาจจะเป็นห้องเก็บรองเท้าเล็ก ๆ แต่จิตวิญญาณของมันในยุคของคล็อปป์ถูกขยายใหม่ ให้ใหญ่ครอบคลุมทั้งสโมสรแห่งนี้

เด็กหงส์ยุค 80 ก็มีบูธรูมของคุณ เด็กหงส์ในยุค 2020 แบบเราก็มีบูธรูมแบบฉบับของเราเหมือนกัน