ทำไม เจมส์ มิลเนอร์ ถึงเป็นที่เคารพรักของทั้งแฟนบอลและนักเตะลิเวอร์พูล

ย้อนกลับไปในเกมล่าสุดของลิเวอร์พูลกับบอร์นมัธ วินาทีที่บอลหลุดออกจากเท้าของ ไรอัน เฟรเซอร์ นาทีที่ 60 ของเกม บอลกำลังจะย้อยเข้าประตู และหากเป็นเช่นนั้นก็อาจส่งผลเสียหายให้ลิเวอร์พูลไม่สามารถชนะบอร์นมัธได้ แต่เพียงไม่กี่อึดใจ มิลเนอร์ก็วิ่งหน้าตั้งลงมาสกัดบอลออกจากปากประตูได้ทัน เสียงเฮลั่น ปรบมือดังลั่นสนามแอนฟิลด์ ถึงขนาดคล็อปป์พูดหลังเกมว่า “มิลลี่ช่วยชีวิตพวกเรา”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การกระทำของมิลเนอร์จะถูกแฟนหงส์แดงพูดถึงด้วยความเคารพรัก อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้นักเตะค่าตัวฟรีวัย 33 ปีคนนี้เป็นที่เคารพรักของทั้งนักเตะ แฟนบอล และอาจรวมไปถึงคนในวงการกีฬา บทความนี้จะมาพูดถึง 5 เรื่องทั้งในและนอกสนามที่น่าจะตอบคำถามเหล่านั้นได้ดี

ความโคตรทุ่มเทเกินร้อย

เรากำลังพูดถึงนักเตะค่าตัวฟรีย้ายมาเล่นให้กับลิเวอร์พูลในวัย 30 ปี แต่มีสถิติการวิ่งในสนามดีกว่านักเตะพรีเมียร์ลีกทุกคนตั้งแต่ซีซั่นแรกที่ได้ลงเล่นกับลิเวอร์พูล เขาวิ่งระยะทางมากสุด 49.15 กิโลเมตร นับตั้งแต่เปิดฉากศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2015-16 โดยวิ่งระยะทางเฉลี่ย 12.29 กิโลเมตร ตลอด 4 เกมแรก นับตั้งแต่ย้ายสู่ถิ่น แอนฟิลด์

หลายคนอาจคิดว่ายิ่งแก่ความทุ่มเท พละกำลังอาจจะหมดลง แต่เหตุผลนั้นใช้ไม่ได้กับมิลฟิลด์พลังไดนาโมคนนี้ ในวัย 33 ปี เขาลงเล่นฤดูกาล 2018-2019 ด้วยสถิติการวิ่งที่มากกว่าเดิม เขาวิ่งเฉลี่ยเป็นระยะทาง 12.64 กิโลเมตรต่อนัด มากกว่านักเตะทุกคนในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น วิ่งเยอะกว่าคริสเตียน เอริคเซ่น ตัวรุกสเปอร์ส ที่วิ่งเฉลี่ย 12.41 กม.ต่อนัด, แบร์นาร์โด้ ซิลวา ของแมนฯ ซิตี้ที่ 12.27 กม.ต่อนัด และ อันเดร โกเมส ของเอฟเวอร์ตันที่ 12.26 กม.ต่อนัด

สถิติจาก opta

ความทุ่มเทของมิลเนอร์นั้นถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยคล็อปป์ ครั้งที่ผมจำได้ก็คือนัดในเกมลีกคัพที่เราเจอกับ เอ็มเค ดอน ที่มิลเนอร์ทั้งยิงทั้งจ่าย และได้แมน ออฟ เดอะแมทช์ หลังเกมส์คล็อปป์ออกมาชมมิลเนอร์แบบยาวเหยียดว่า “ผมพูดมาแล้ว 2-3 ครั้งแล้วว่า เขาคือมิสเตอร์มืออาชีพ มันเป็นอย่างนั้น”

“เขาจริงจังมาก ๆ ในเรื่องทั้งหมดที่เขากำลังทำ แต่ก็ยังคงเป็นคนที่ยิงมุกตลกกระจายในห้องแต่งตัว อย่างเกมกับเอ็มเค ดอนส์ เป็นตัวอย่าง เขาไปที่นั่น และลงเล่นกับเด็ก 5 คน มันอาจจะเป็นความรู้สึกแบบ ‘โอ้ เราเล่นกับเอ็มเค ดอนส์ ดี ขอบคุณมากบอส’ แต่ไม่มีทางเลยที่ทีมชุดนี้จะคิดอะไรแบบนั้น ตราบเท่าที่มีคนอย่างเจมส์ หรืออดัม (ลัลลานา) หรือเฮนโด้ ในทีม เพราะพวกเขาจะทุ่มเททุก ๆ อย่าง”

ความมีวินัย

จนถึงตอนนี้มิลเนอร์ลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 534 เกม ถือเป็นนักเตะที่ลงเล่นเยอะที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับ 6 และเขาน่าจะแซงหน้าแกรี สปีด อันดับห้าที่ลงเล่นไป 535 นัด ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน ทั้งที่ในปี 2017 เขายังไม่ติด 1 ใน 10 ของทำเนียบนี้เลย นักฟุตบอลที่สามารถยืนระยะได้อย่างคงเส้นคงวาในวัย 34 ปีแบบเขานั้นหาได้ยากมาก ความมีวินัยจึงต้องมีสูงตามไปด้วย

มิลเนอร์เป็นนักเตะทึ่คล็อปป์และเพื่อนร่วมทีมต่างชื่นชมถึงความมีวินัยนอกสนาม การใช้ชีวิตที่ไม่หวือหวา ถนอมร่างกาย ดูแลสภาพร่างกายเป็นอย่างดี สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดหลายปีก็คือ หลังจากจบฤดูกาลและมีการเรียกนักเตะมารายงานตัว โดยทางสโมสรจะให้นักเตะทุกคนได้ทดสอบร่างการตามโปรแกรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งรอบสนาม, เล่นเวท, การเจาะใบหูเพื่อวัดระดับกรดแลคติก

ทีเด็ดของการรายงานตัวจะอยู่ที่รอบสุดท้ายของการวัด จะเป็นแข่งวิ่งรอบสนาม ในปีนี้เป็นการดวลกันระหว่างมิลเนอร์กับโกเมซ ซึ่งผลปรากฎว่าปราการหลังดาวรุ่งวัย 22 ปีไปต่อไม่ไหวทำให้กองกลางรุ่นพี่วัย 33 ปีเป็นฝ่ายชนะ ที่สำคัญคือเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ มิลเนอร์ ชนะในการทดสอบความฟิตในวันแรกของการเข้าแคมป์

มีการเปิดเผยถึงวิธีการดูแลร่างกายและจิตใจของมิลเนอร์ออกมาว่า เขาจะวอร์มร่างกายตัวเองก่อนลงซ้อมกับเพื่อน 15 นาที ด้วยการปั่นจักรยาน มิลเนอร์จะใส่ใจเรื่องกินมาก เขาจะให้ความสำคัญกับการทานอาหารที่มีโปรตีน เพราะมันจะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย โดยการทานทุกครั้งหลังซ้อมเสร็จ

ในช่วงปิดฤดูกาลที่นักเตะคนอื่น ๆ อาจจะหย่อนยานเรื่องซ้อมไปบ้าง แต่มิลเนอร์จะยังดูแลสภาพความฟิตของร่างกายเสมอ เขาจะวิ่งซ้อมเป็นประจำในสนาม เขามีเทคนิกการวิ่งส่วนตัวคือวิ่ง 4 นาทีแบบหนัก ๆ แล้วพักอีก 4 นาที ที่สำคัญมิลเนอร์ยังให้ความสำคัญกับการพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วย เราจึงไม่เคยเห็นภาพเขาไปปาร์ตีที่ไหน

มิลเนอร์ต่อสัญญากับทีมไปอีก 2 ปีจนถึงปี 2022 นั่นแสดงว่าด้วยสภาพร่างกายที่สุดยอดและวินัยที่เข้มงวด เขาจะยังเป็นนักเตะตัวหลักของทีมได้อีกหลายนัด หากค่าเฉลี่ยการลงสนามให้ลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกของเขายังอยู่ที่ 30 นัดต่อฤดูกาล เขาก็มีโอกาสที่จะแซงขึ้นไปอยู่ในท๊อป 3 ของนักเตะที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกเยอะที่สุดได้ไม่ยากเลย

ผลงานในสนาม

เชื่อหรือไม่ครับว่าตลอดเวลา 4 ปีกว่า ๆ ที่มิลเนอร์ เล่นให้ลิเวอร์พูล ไม่มีฤดูกาลไหนที่เขาลงสนามน้อยกว่า 40 นัด ในทีมตอนนี้ มีเพียงจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เท่านั้นที่ลงสนามเทียบเท่าหรือมากกว่ามิลเนอร์ ซีซั่นที่แล้ว สถิติการลงสนามของเขาคือ 45 นัด แถมเป็นตัวจริงถึง 31 เกม นักเตะในวัย 33 ปีคนไหนกันที่จะเล่นฟุตบอลระดับสูงและลงสนามต่อเนื่องคงเส้นคงวาได้ขนาดนี้

การลงสนามเยอะในแต่ละปีก็สะท้อนว่าเขาเป็นนักเตะคนสำคัญของคล็อปป์ ผลงานในสนามของเขาอาจไม่ได้โดดเด่น หากเทียบเป็นจำนวนประตูหรือแอสซิสต์ แต่สิ่งที่เขาทำในสนามล้วนมีประโยชน์กับทีม เขาคือนักเตะประเภทสารพัดประโยชน์ มีเพียงตำแหน่งนายประตูเท่านั้นที่เขายังไม่เคยเล่น นอกนั้นเขาแทบจะลงเล่นครบทุกตำแหน่งแล้ว ซึ่งคล็อปป์เองก็เคยพูดติดตลกว่า “หากจำเป็นจริง ๆ เชื่อว่ามิลลี่ก็คงจะรับหน้าที่นั้นได้)

ผลงานในสนามอย่างหนึ่งที่เขาทำให้แฟนลิเวอร์พูลชื่นใจเสมอนั่นก็คือ การยิงจุดโทษ เขาเคยทำสถิติยิงจุดโทษเข้า 10 นัดติดต่อกัน ในช่วงที่เขาเล่นให้ลิเวอร์พูลจนถึงเดือนพฤษภาคมปี 2017 เขายิงจุดโทษพลาดในเกมกับเซาแธมป์ตัน ซึ่งหลังเกมน้าเจมส์ถึงกับให้สัมภาษณ์ขอโทษแฟนบอลแบบน้ำตาซึมที่ไม่อาจยิงจุดโทษเข้าได้

แม้จะไม่สามารถทำลายสถิติยิงจุดโทษเข้าติดต่อกัน 12 นัดของ กอร์ดอน ฮอดจ์สัน ที่เคยทำไว้เมื่อ 83 ปีก่อน แต่ก็เพียงพอให้เขาเป็นนักเตะพรีเมียร์ลีกคนแรกที่ยิงจุดโทษต่อเนื่องยาวนานที่สุดได้

สถิติการยิงจุดโทษของเขากับลิเวอร์พูลก็ยังถือว่ายอดเยี่ยมอยู่ดีในภาพรวมเขายิงจุดโทษให้ลิเวอร์พูล 14 ครั้งและยิงเข้าไป 13 ครั้ง ยิงไป 19 ครั้งตลอดอาชีพและยิงเข้าถึง 17 ครั้ง สถิติการพลาดจุดโทษเหนือกว่าบรรดา อลัน เชียเรอร์, เธียร์รี่ อองรี, ไมเคิ่ล โอเว่น, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ หรือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เสียอีก

เขายังเป็นนักเตะเจ้าของสถิติ นักเตะที่ยิงแล้วทีมไม่แพ้นานที่สุดในพรีเมียร์ลีก สถิติตอนนี้ที่เขาทำไว้คือ 54 เกม และสถิตินี้ยังไม่จบลง รวมถึงกลายเป็นนักเตะที่แอสซิสต์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อหนึ่งฤดูกาลด้วยในฤดูกาล 2017-2018 ที่เราเข้าชิงกับมาดริด

โดยทำไป 9 ครั้ง แซงเวย์น รูนีย์ ที่ทำไว้ 8 ครั้ง เมื่อฤดูกาล 2013/14 กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เนย์มาร์ เมื่อฤดูกาล 2016/17 กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ทำไว้ 8 แอสซิสต์เช่นกัน

ความเป็นผู้นำ

คุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นล้วนประกอบสร้างให้มิลเนอร์มีสิ่งที่นักเตะคนหนึ่งไม่อาจมีได้เลยตลอดชีวิตการค้าแข้ง นั่นก็คือ บารมี และสิ่งนี้ส่งผลให้เขาเป็นผู้นำที่นักเตะทุกคนเชื่อเขา ไม่ใช่แค่การทุ่มเท กระตุ้นเพื่อนร่วมทีมในเวลาลงสนามเท่านั้น ในเกมสำคัญ ๆ มิลเนอร์มักจะมีการพูดปลุกใจนักเตะก่อนเกมเสมอและผลงานมักจะออกมาดี

เช่นเกมที่ลิเวอร์พูลเข้าชิงกับสเปอร์ส มิลเนอร์ ก็พูดคุยปลุกเร้านักเตะก่อนเกม เรื่องนี้คล็อปป์เป็นคนออกมาเปิดเผยเองว่า “ถ้าหากไม่มี มิลเนอร์ ในห้องแต่งตัวมาพูดก่อนเกม ซึ่งไม่ใช่การพูดแบบผู้จัดการทีม ผมคิดว่าเราคงทำไม่ได้ มันสำคัญจริงๆ”

แม้แต่เกมล่าสุดที่เราชนะบอร์นมัธก่อนเกม ตอนที่นักเตะกำลังวอร์มร่างกาย มิลเนอร์ก็พูดปลุกใจนักเตะเช่นกันว่า “ทุกสิ่งที่เราต้องทำวันนี้คือเล่นด้วยจังหวะที่เข้มข้นที่สุด ไม่สำคัญว่าใครจะทำประตู พวกเราจะยิงประตู หรือ พวกเขาจะยิงประตู พวกเราต้องกลับมาให้ได้”

คำพูดปลุกใจเล็กน้อยแบบนี้ แต่ออกมาจากนักเตะแบบมิลเนอร์ มันจึงกลายเป็นคำพูดที่หนักแน่น และทรงพลังให้ทีมได้ในยามที่ทีมเสียสมดุล หรือแม้แต่การเข้าไปพูดให้กำลังใจนักเตะลิเวอร์พูลชุด U-23 ในเกมพบกับชูวร์สบิวรี เขาก็ทำมาแล้ว

สำหรับผมแล้ว (ผู้เขียน) นักเตะเก่ง ๆ อย่างลีโอเนล เมสซี่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อาจจะมหัศจรรย์ เป็นนักเตะที่ร้อยปีจะมีสักคน แต่ผมคิดว่านักเตะที่เล่นได้อย่างคงเส้นคงวา เป็นผู้นำของทีมทั้งในและนอกสนาม เป็นตัวอย่างที่ดีให้ทีมและนักเตะคนอื่นแบบมิลเนอร์ก็หาได้ยากพอ ๆ กัน และลิเวอร์พูลโชคดีมากที่มีนักเตะแบบนี้ในทีม