กลยุทธ์อะไรบ้างที่จะช่วยให้หงส์ชนะตราหมีได้-รวมบทวิเคราะห์จากนักเตะและกูรู

พรุ่งนี้ลิเวอร์พูลต้องเปิดรังแอนฟิลด์พบกับแอตเลติโก มาดริดฯ เพื่อหาบทสรุปว่าใครจะเป็นผู้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยนัดแรกเป็นทางฝั่งทีมดังจากสเปนที่เปิดบ้านเฉือนชนะลิเวอร์พูลได้ก่อน 1-0 ด้วยแผนการเล่นเกมรับที่รัดกุมและเล่นด้วยความอดทนอย่างมีวินัย

เกมแรกที่เจอกันนักเตะหงส์แดงถูกวิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่นมากมายที่ทำให้แพ้ นั่นคือโจทย์ที่คล็อปป์ ทีมงาน และนักเตะจะต้องคิดหากลยุทธ์วิธีในการปรับปรุงแก้ไข มีนักเตะและกูรูด้านฟุตบอลหลายคนออกมาให้ความเห็นถึงสิ่งที่ลิเวอร์พูลควรปรับปรุง ควรทำ หรือข้อได้เปรียบต่าง ๆ ของลิเวอร์พูลที่จะทำให้ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบ วันนี้ผมได้รวบรวมข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาให้อ่านกัน ตอนท้ายผมจะนำเสนอข้อคิดเห็นของผมด้วย

3 สิ่งที่หงส์ต้องโฟกัส-อาเดรียน

ขอเริ่มต้นที่ผู้รักษาประตูจำเป็นของลิเวอร์พูล ที่คาดว่าจะได้ลงเล่นกับแอตฯ มาดริดนัดนี้แทนที่ของอลีสซง ที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณสะโพก อาเดรียนกล่าวหลังเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะบอร์นมัธได้ 2-1 ถึงวิธีที่หงส์แดงจะพิชิตแอตฯ มาดริดได้ว่า “เราต้องกลับมาให้ได้ หลังจากผลการแข่งขันที่มาดริด แอนฟิลด์จะลุกเป็นไฟ และแฟนบอลจะเชียร์เราตั้งแต่วินาทีแรก”

“ผมคิดว่าเรารู้สไตล์การเล่นของแอตเลติโก้ เราเตรียมตัวสำหรับเกมในอีกไม่กี่วันข้างหน้าด้วยการพยายามเก็บบอลไว้กับตัว, เล่นด้วยความสุขุมและเล่นบอลเร็ว เพราะว่าพวกเขาจะเน้นรับเพื่อรักษาผลการแข่งขันแน่นอน มันจะเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาในการเล่นเกมรับตลอด 95 นาที เพราะที่แอนฟิลด์แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง มาดริดก็คือมาดริด แต่ตอนนี้เรามีเลก 2 ที่นี่ เราจะคว้าชัยในเกมนี้อย่างแน่นอน”

จะเห็นได้ว่าอาเดรียนโฟกัสไปที่การเป็นฝ่ายครองบอล ซึ่งก็ตรงกับจุดบอดของทีมในนัดแรกที่ลิเวอร์พูละครองบอลแทบไม่ได้ หรือครองบอลได้แต่ก็จะไม่ต่อเนื่อง โดยมากจะโดยตัดจังหวะทำฟาวล์ โดนผู้เล่นของตราหมีคอยก่อกวน ทำให้เกมไม่ไหลลื่น อีกหนึ่งอย่างคือนัดที่แล้วลิเวอร์พูลออกบอลช้าและไม่แม่นยำ แน่นอนว่หากลิเวอร์พูลทำได้แบบที่อาเดรียนพูด โอกาสที่หงส์แดงจะเป็นฝ่ายครองเกมบุก และสร้างโอกาสกดดันตราหมีย่อมเป็นไปได้สูง

จังหวะสองต้องเครียร์-ฟานไดจ์ค

คนต่อไปในทีมคือฟานไดจ์ค เขาไม่ได้ออกมาพูดถึงการเจอแอตมาดริดโดยตรง แต่เขาพูดในภาพรวมว่าช่วงหลังมีปัญหาอะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับหงส์แดง ซึ่งช่วงหลังที่แกพูดก็คือหลังจากแพ้ตราหมีนั่นเอง ฟานไดจ์คบอกว่า ช่วงหลังคู่หูของเขามักตกเป็นเป้าของคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะลอฟเรนหรือโกเมส

แต่สิ่งหนึ่งที่ฟานไดจ์คพูดแล้วทำให้เราเห็นภาพชัดมาก ๆ ก็คือ แนวรับของลิเวอร์พูลไม่สามารถเก็บหรือจัดการกับบอลจังหวะสองในแนวรับได้ “ทุกครั้งที่บอลพุ่งเข้ามาหาพวกเขา (คู่หูของฟานไดจ์ค) ไม่ว่าคุณจะชนะหรือแพ้ในการป้องกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือบอลจังหวะสอง ผมต้องอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องที่สุดเมื่อโจวและกองกลางของเรากำลังถูกท้าทายจากคู่ต่อสู้”

บอลจังหวะสองที่ฟานไดจ์คพูดถึงก็เช่น เมื่อผู้รักษาประตูฝั่งตรงข้ามได้บอลแล้วโยนยาวมาให้กองหน้าตัวใหญ่คอยบังบอล แล้วจะมีกองหน้าอีกคนไปเบียดเล่นงานคู่หูของฟานไดจ์ค หรือ เวลาที่ทีมต้องรับมือกับลูกตั้งเตะ พักหลังมักจะป้องกันจังหวะสองไม่ได้ ยกตัวอย่างเวลาคู่ต่อสู้เปิดมุมมาเสาแรกแล้วมีนักเตะคนหนึ่งวิ่งโฉบมาเปลี่ยนทางบอล จังหวะต่อมานักเตะหงส์แดงมักป้องกันได้ไม่ดีพอ ซึ่งก็เห็นได้จากการเสียประตูจากลูกนิ่งหลาย ๆ ลูกใน 3-4 นัดที่ผ่านมา

ปรับปรุง 3 สิ่ง-anfield index

สื่อออนไลน์อย่าง anfield index ได้ทำบทวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่หลังแพ้เกมแรกว่าลิเวอร์พูลควรปรับปรุงการเล่นอยู่ 3 อย่าง อย่างแรกคือ ลิเวอร์พูลควรเน้นเล่นด้านกว้าง มากกว่าจะเจาะตรงกลาง นัดแรกนั้นกองกลางของลิเวอร์พูลโดนบีบทำให้เล่นยาก แถมแบ๊กสองข้างก็โดนกดดันให้กังวลกับเกมรับจนทำเกมรุกไม่ได้ ดังนั้นกองหน้าและแบ๊กสองข้างของลิเวอร์พูลจะต้องเน้นมาโจมตีด้านข้างเพื่อดึงให้กองหลังของตราหมีออกจากโซน และดึงกองกลางให้ต้องคอยมาช่วยซ้อน ซึ่งจะเปิดพื้นที่ตรงกลางให้ไวนาดุม เฮนเดอร์สัน หรือฟาบินโญ่เติมเกมรุกได้มากขึ้น

อย่างที่สองที่สื่อนี้มองตรงกันกับอาเดรียนคือ ต้องเล่นบอลให้เร็วขึ้น เพราะการออกบอลช้าจะทำให้นักเตะของตราหมีมีเวลายืนรักษาไลน์ของตัวเองได้ดีขึ้น นอกจากนั้นนักเตะลิเวอร์พูลต้องเล่นด้วยความดุดันระดับสูง ไม่ปล่อยให้ตราหมีได้มีเวลาพัก

อย่างที่สามคืออย่าพยายามเล่นบอลยาวมากเกินไป แม้การเล่นบอลยาวจะเป็นอาวุธเด็ดของลิเวอร์พูลในปีนี้ แต่มันใช้ไม่ค่อยได้กับทีมอย่างตราหมีที่ตั้งโซนรับลึก เกมแรกลิเวอร์พูลพยายามเล่นบอลยาวมากเกินไป ผลที่ตามมาคือบอลกลับไปอยู่ในการครอบครองของตราหมีเร็วเกินไป แต่ไม่ได้หมายความว่าลิเวอร์พูลไม่ควรเล่นบอลยาว แน่นอนว่าเมื่อไหร่ที่มีโอกาสที่ดี ก็ควรใช้ แต่ควรเพิ่มความหลากหลายเข้าไป

อย่าสุมไฟให้ตราหมี-Pervez 

Hammad Pervez คอมลัมนิสต์ประจำสื่อออนไลน์อย่าง onefootball เขียนวิเคราะห์ถึงแทคติกการเล่นที่น่าจะช่วยให้หงส์แดงเล่นงานตราหมีได้ และอีก 1 สิ่งที่หงส์แดงไม่ควรทำอย่างยิ่ง สำหรับแท๊กติกนั้น Pervez ยกตัวอย่างยูเวนตุสที่สามารถกลับมาชนะตราหมีได้ 3-0 จากนัดแรกที่แพ้มาก่อน 2-0 ด้วยการปรับมาเล่น 3-4-3

Pervez มองว่าปัญหาของลิเวอร์พูลในนัดแรกคือขึ้นเกมด้านข้างไม่ได้ และแดนกลางเป็นรองคู่แข่ง เพราะมีตัวน้อยกว่า เขาบอกว่าทีเด็ดที่ยูเวนตุสใช้เล่นงานตราหมีคือ การเพิ่มนักเตะแดนกลางที่สามารถเล่นได้อย่างอิสระมาหนึ่งคนคอยปั่นป่วนแนวรับของตราหมี

เมื่อดูจากการจัดตัวของ Pervez  ด้านบน จุดเด่นของ 3-4-3 ที่เขาอธิบายไว้คือการที่ฟูลแบ๊กทั้งสองข้างเติมขึ้นมาเป็นปีก แล้วดันไวนาดุมขึ้นมาเป็นกองกลางอิสระ วิธีนี้จะทำให้แดนกลางของลิเวอร์พูลมีเพิ่มเป็น 4 ต่อ 4 จากเดิมที่นัดก่อนเป็น 3 ต่อ 4 แถมบางครั้งยังเป็น 5 หรือ 6 เมื่อกกองหน้าของตราหมีลงมาช่วยแดนกลาง แต่วิธีนี้บวกกับการลงมาเล่นบอลต่ำของฟีร์มิโน่จะทำให้กองกลางของลิเวอร์พูลมีตัวผู้เล่นสูสี พอกดดันแดนกลางของตราหมีได้

และสิ่งสุดท้ายที่ Pervez เตือนแล้วผมเห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือ อย่าไปเติมไฟหรือสุมไฟให้นักเตะตราหมี เขายกตัวอย่างคำพูดของคล็อปป์กับนักเตะลิเวอร์พูลที่ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมเชิงท้าทายหรือตำหนิการเล่นของตราหมี เช่นที่คล็อปป์พูดว่า “ยินดีต้อนรับสู่แอนฟิลด์” เขามองว่านี่จะยิ่งเป็นการสุมไฟให้นักเตะตราหมีเล่นแบบทุ่มเท มีวินัยมากกว่าเกมแรกเสียอีก เพราะพวกเขานั้นถูกประเมินไว้ต่ำตั้งแต่เกมแรกแล้ว การไปสุมไฟเพิ่มจะทำให้พวกเขารู้สึกอยากพิสูจน์ตัวเอง นั่นจะสร้างงานหนักให้กับลิเวอร์พูลโดยใช่เหตุ เขามองว่าหากลิเวอร์พูลโฟกัสที่เกมและนิ่ง ๆ เข้าไว้ จะสร้างโมเมนท์ตัมที่ในเกมมากว่า

แบ๊กสองข้างคือกุญแจชี้ขาด (ผู้เขียน)

ทิ้งท้ายที่การวิเคราะห์ของผมเอง นับตั้งแต่เกมแรกที่ลิเวอร์พูลแพ้ ผมมองว่าจุดแข็งของลิเวอร์พูลหายไปในนัดดังกล่าว คือการเติมเกมรุกของแบ๊กทั้งสองข้างไม่อาจคุกคามหรือสร้างปัญหาให้ตราหมีมากนัก นั่นทำให้กองหน้าของเราไม่มีคนสร้างโอกาสให้ จึงไม่แปลกที่สองนัดที่ผ่านมาแบ๊กของเราได้พักเต็ม ๆ คนละนัด อาร์โนล์ดได้พักเกมเจอกับเชลซี ส่วนร็อบโบ้ได้พักเกมเจอกับบอร์นมัธ

ผมอยากให้จับตาการเล่นของแบ๊กลิเวอร์พูลในเกมกับเวสต์แฮม ผมเดาว่าวิธีการเล่นแบบนั้นจะถูกนำมาใช้ในเกมนี้ คือ การให้แบ๊กของลิเวอร์พูลหุบเข้ามาด้านใน เติมเกมเข้ามาตรงกลางสนามหรือเข้าไปในพื้นที่หน้าเขตโทษของตราหมี วิธีนี้ต้องอาศัยการเล่นที่เข้าขารู้ใจของนักเตะพอสมควร โดยเฉพาะกองหน้าด้านข้างทั้งมาเน่ซาลาห์ กับกองกลางด้านข้างทั้งไวนาดุมและเฮนเดอร์สันที่ต้องช่วยดึงนักเตะและช่วยลงมา cover พื้นที่ของแบ๊กเวลาเติมเกม

ในเกมกับเวสต์แฮมแบ๊กทั้งสองของลิเวอร์พูลจะเติมเกมขึ้นมาถึงแค่ระดับหนึ่งบริเวณกลางสนาม แล้วจะฝากบอลกับเพื่อนไม่ว่าจะเป็นไวนาดุมหรือมาเน่ จากนั้นจะหุบเข้ากลาง หรือเขาพื้นที่แขตโทษเลย ดัง  2 จังหวะในภาพด้านบนประกอบเป็นจังหวะของร็อบโบ้ที่จะหุบเข้ากลางแล้วเติมสูงเข้ากรอบเขตโทษ โดยมีไวนาดุมหรือมาเน่ประคองด้านข้างไว้ด้วย

วิธีนี้จะต่างกับ 3-4-3 ตามบทวิเคราะห์ของ Pervez ที่ให้แบ๊กเติมขึ้นมาเป็นปีกเพื่อเล่นงานด้านข้างเติมสูงกดดันแบ๊กของตราหมี แต่วิธีที่หงส์เล่นกับเวสต์แฮมมันคือการให้แบ๊กช่วยเจาะตรงกลาง ดึงตัวประกบ แล้วสร้างพื้นที่ให้กองกลางเติม ข้อดีคือการที่แบ๊กสองข้างเราไม่โดนปิดพื้นที่ เพราะไม่ต้องเติมสูงเกินไป แต่เป็นการหาพื้นที่ใหม่ ตรงกลางสนาม

เช่นนั้นแล้วปีกหรือแบ๊กของคู่แข่งหากจะตามติดก็ต้องดันขึ้นสูงมาหน่อย หรือไม่ก็หุบวิ่งตามแบ๊กเราเข้ากลาง นั่นจะสร้างพื้นที่โจมตีด้านข้าง หรือวางบอลยาวให้แนวหน้าคนอื่นไปสอดแทรกได้

จากฮีตแม๊บเปรียบเทียบการขึ้นเกมของอาร์โนล์ดกับร็อบโบ้ในทั้งสองเกมจะเห็นว่ามีความแตกต่างเชิงพื้นที่เล็กน้อย เกมเจอกับเวสต์แฮมจะมีการขยับเข้ากลางมากขึ้น ขณะที่อาร์โนล์ดจะถอยลงมาต่ำนิดนึงไม่ได้ขึ้นสูงตลอดเวลาเหมือนเกมเจอตราหมี และรอโอกาสเติมเกมขึ้นไปในบางจังหวะ

ปล. การวิเคราะห์ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นและนักวิเคราะห์เหล่านี้เก่งกว่าผู้จัดการทีมหรืออย่างไรหรอกนะครับ แต่มันแสดงถึงว่าพวกเขามีวิธีการดูบอลที่อาจจะแตกต่างไปจากแฟนบอลทั่วไป และบางส่วนก็เป็นงานเป็นอาชีพที่ต้องวิเคราะห์ จึงไม่อยากให้แฟนเพจที่อ่านด่วนโจมตีว่า สู่รู้ หรือรำคาญ เพราะมีคนอีกกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เขาชอบการวิเคราะห์แบบนี้