บันได 4 ขั้นในการพัฒนา 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดของคล็อปป์

ผู้จัดการทีมทุกคน เวลาต้องไปรับงานใหม่ การหาผู้เล่น 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดของตัวเองให้เจอ 11 ตัวจริงที่พร้อมจะไล่ล่าความสำเร็จ แต่การจะสร้าง 11 ตัวจริงของแต่ละคนและละทีมย่อมแตกต่างกัน บทความชิ้นนี้ ผมจะพาทุกท่านย้อนไปแกะรอยว่า คล๊อปป์สร้างทีมชุดนี้ที่ลงตัวทุกตำแหน่งได้อย่างไร

ทีมที่คว้าแชมป์ UCL สมัยที่หกและกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี (แม้ตอนนี้จะมีปัญหาต้องเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน) 11 ตัวจริงของคล็อปป์ชุดนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม บางคนบอกว่าพวกเขาเป็นชุดที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

แน่นอนว่า หากจะต้องเขียนเรื่องราวที่คล๊อปป์ทำกับลิเวอร์พูล อาจต้องร่างยาวเป็นหนังสือระดับพันหน้า บทความนี้จึงเป็นเพียงการสรุปรวบยอดสิ่งที่คล๊อปป์ทำมาทั้งหมดในแต่ละปี ซึ่งผมจะอธิบายมันผ่านบันไดสี่ขั้นคือ ก่อ-ร่าง-สร้าง-เสริมสำหรับการเปลี่ยนผ่านนักเตะจากชุดที่ไม่มีหวังสู่ชุดที่กำลังจะสร้างศรัทธาให้โบยบิน

ก่อฐาน ปรับโครงสร้าง 2015-2016

ก่อนจะมีนักเตะ 11 ตัวจริง สิ่งแรกที่คุณต้องมีก็คือ ฐานที่จะมารองรับนักเตะเหล่านั้น นั่นก็คือ ระบบแบบแผนการเล่น สไตล์การเล่นนั่นเอง เป็นสิ่งที่จะบอกว่าได้ว่าใครจะอยู่ใน 11 ตัวจริง นักเตะแบบไหนที่ทีมต้องการหรือไม่ต้องการ คล็อปป์เริ่มจากการปรับแผนการเล่นจาก 3-5-2 เดิมของร็อดเจอร์ มาทดลองใช้แผนอื่น ๆ โดยที่เขายังไม่ซื้อนักเตะเพิ่ม แต่ใช้และให้โอกาสนักเตะที่มีอยู่ในทีม

11 ตัวจริงเกมแรกของคล็อปป์

การปรับแผนการเล่นก็นำมาสู่ การปรับเรื่องอื่น ๆ ทั้งกแผน 4-2-3-1 แผนเก่งที่เขาใช้กับดอร์ทมุนด์ถูกนำมาใช้ก่อน เขาใช้แผนนี้เป็นหลักของทีมจนกระทั่งจบฤดูกาล แต่ก็มีปรับเปลี่ยนทดลองหลายแผนเหมือนกันเช่นปรับเป็น 4-3-3 ตอนบุกไปชนะแมนซิตี 1-4 ในยุคของเปเยกินี ไม่ว่าจะ 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 แก่นของมันก็คือการไล่เพรสซิ่ง การวิ่ง พละกำลัง สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวคัดกรองนักเตะไปเอง เพียงแค่เกมแรกที่คล็อปป์มาคุมในนัดเจอกับสเปอร์ส ลิเวอร์พูลวิ่งรวมกันไป 116 กิโลเมตร มากที่สุดในซีซั่น นักเตะอย่างมิลเนอร์วิ่งรวมไปกว่า 12.6 กิโลเมตร

การฝึกซ้อมของนักเตะ การทดลองตัวผู้เล่น เพื่อดูว่าผู้เล่นคนไหนจะเข้ากับฐานและโครงสร้างการเล่นที่วางไว้หรือไม่ ตลอด 30 เกมในฤดูกาลแรกที่คล๊อปป์มาคุมมีนักเตะได้โอกาสลงเล่นในพรีเมียร์ลีกถึง 34 คน เมื่อเทียบกับปีต่อมาที่มีนักเตะลงเล่นแค่ 23 คน

ตลอด 30 เกมใน 2015-2016 คล๊อปป์เน้นไปที่ให้นักเตะเข้าใจสไตล์ฟุตบอลของคล๊อปป์ และพยายามคัดเลือกนักเตะที่เล่นเข้ากับระบบของเขา ที่เน้นการเล่นแบบมีวินัยและใช้พละกำลังอย่างเข้มข้นกับฟุตบอลสไตล์ เกเกน เพรสซิง นักเตะตัวหลักที่คล็อปป์ใช้เล่นลงตัวจริงเกิน 20 เกมในปีนี้ประกอบไปด้วย มิญโญเลย์ (34 นัด) , ไคลน์ (33), โมเรโน่ (28/), ชาน (28), มิลเนอร์ (28), ลัลลานา (23), คูตินโญ่ (24) , ฟีร์มิโน่ (24), เลว่า (21), ลอฟเรน (22), สเคอเทล (21) ซาโก (21) ด้วยนักเตะชุดนี้คล็อปชนะ 13 แพ้ 8 เสมอ 9

ขึ้นร่าง เห็นรูป 2016-2017

เมื่อวางรากฐานระบบแล้ว ตอนนี้คล็อปป์ก็เริ่มจะขึ้นร่างให้เห็นโครงของนักเตะให้เด่นชัดขึ้น หลังได้ทดลองใช้นักเตะที่มีอยู่อย่างทั่วถึงที่สุดแล้ว การพลาดแชมป์ 2 รายการ และจบด้วยอันดับ 8 ในลีก คือสิ่งการันตีว่าทีมที่มีอยู่ไม่เพียงพอและต้องได้รับการต่อเติมในส่วนที่ขาดหาย เพื่อให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

ในฤดูกาล 2016-2017 เราจึงเห็นชิ้นส่วนสำคัญของทีมที่คล๊อปป์เลือกเข้ามาอย่าง ไวนาดุม มาเน่ มาติป คาริอุส พร้อมกับจัดการปล่อยตัวนักเตะที่ไม่เข้าระบบออกไปจำนวนมากเช่นกันทั้ง โฆเซ่ เอนริเก, โคโร่ ตูเร, สเคอเทล, จอดอน ไอบ์, โจ อัลเลน, เบนเทเก, และบาโลเตลี ในตลาดหน้าหนาวด้วย

ไม่ใช่แค่นักเตะ ระบบการเล่นก็ปรับเป็น 4-3-3 เพราะคล็อปป์ต้องการสมดุลตรงแดนกลางอย่างมาก จากฤดูกาลแรกที่แดนกลางมักจะโดนทะลุทะลวงง่ายเกินไป เกมรับจึงรับงานหนัก แต่แม้ร่างจะเปลี่ยนไปบ้างแต่ปรัชญาการเล่นยังเฮฟวี เมทัล เหมือนเดิม นักเตะ 4 คนที่คล็อปป์ดึงเข้ามาใหม่ 3 คนกลายเป็นกำลังหลักของทีมและแย่งตัวจริงมาครองได้

เริ่มจากไวนาดุมที่ยึดพื้นที่แดนกลางได้ทันทีและลงไปถึง 36 เกมในลีก แบ่งเป็นตัวจริง 33 และสำรอง 3 เกม มาเน่กับบทบาทตัวรุกทางฝั่งขวาลงตัวจริงไปถึง 26 เกม สำรองอีก 1 เกม ทำไปถึง 13 ประตูเป็นดาวซัลโวของทีมร่วมกับคูตินโญ่ และมาติปที่ลงเล่นไป 27 เกม สำรองอีก 2 เกม ส่วนนักเตะจากฤดูกาลก่อนที่ยังได้เล่นต่อเนื่องก็คือ มิญโญเลย์ มิลเนอร์ (เล่นเป็นแบ๊กซ้าย) ไคลน์ ลัลลานา ชาน ฟีร์มิโน่ (เล่นเป็นกองหน้าระบบฟอลไนน์) ส่วนลอฟเรนกับเฮนเดอร์สันมีบทบาทเพิ่มขึ้น คนที่ลดบทบาทไปคือเลว่า

ผมคิดว่าฤดูกาลนี้เหมือนคล๊อปป์อยากให้พรีเมียร์ลีกรู้จักตัวตนของเขา มากกว่าที่ตัวเขาจะเรียนรู้พรีเมียร์ลีก คือเขามีแพสชั่นอย่างมากกับการใส่ตัวตนของเขาเข้าไปในสนาม ซึ่งมันก็เหมือนจะเป็นร่างที่ดี เมื่อแดนกลางแน่นขึ้น เกมรับของทีมดีขึ้น จากฤดูกาลก่อนที่เปิดโอกาสให้คู่แข่งยิง 10.4 ครั้งต่อเกม ลดลงเหลือเพียง 7.6 ครั้งต่อเกม

เกมรุกแม้จะยิงต่อเกมน้อยลงจาก 16.7 ครั้งต่อเกมเหลือ 15.9 ครั้งต่อเกม แต่เปอร์เซ็นต์ยิงหวังผลได้มากขึ้นจาก 35% ขึ้นมาเป็น 38% มีค่าการยิงที่คาดว่าจะเป็นประตูเพิ่มจาก 1.5 เป็น 1.7 เปอร์เซ็นชนะเพิ่มขึ้นจาก 56.2 เป็น 61.4 และจบลีกด้วยอันดับ 4 สำเร็จ ด้วยการชนะ 22 เสมอ 10 แพ้ 6

การปรับเปลี่ยน 11 ตัวจริงปี 2015-2016 มาสู่ 2016-2017

การได้มาเน่มา คูตินโญ่ ฟีร์มิโน่ และลัลลานา ที่เล่นท๊อปฟอร์มขึ้นทำให้รูปแบบเกมรุกของลิเวอร์พูลดีขึ้น แต่ก็ยังไม่วายเป็นทีมที่ไม่คงเส้นคงวา มีช่วงหนึ่งที่ไม่ชนะในลีก 5 เกมติด และแพ้ถึง 2 เกมในช่วงนั้น ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน ก็ทำให้ชื่อและแผนการเล่นของคล็อปป์เป็นที่รู้จักอย่างจริงจัง คนได้เห็นตัวตนแล้วว่า นี่แหละคล๊อปป์คุณเล่นแบบนี้แหละ แต่แล้วไหนละความสำเร็จ สไตล์การเล่น หัวจิตหัวใจของทีมนั้นได้รับการยอมรับ ทุกคนเห็นแล้วว่าทีมของคล๊อปป์มีพลังขนาดไหน แต่ไหนละความสำเร็จ เพราะหากปราศจากสิ่งนี้ ก็จะไร้ซึ่งการจดจำ คล็อปป์ต้องการนักเตะเข้ามาเพื่อยกระดับทีม

สร้างตัวตน สร้างความสำเร็จ 2017-2018

ตลอด 2 ขั้นตอนแรกเราได้เห็นทั้งรากฐานการเล่น และรูปร่างของทีมที่น่าพอใจสำหรับคล็อปป์แล้ว มันคือการสร้างทีมที่คล๊อปป์มีตัวตนของตัวเองเป็นศูยน์กลางมาก ๆ อยู่บนฐานของการต้องการแสดงให้เห็นฟุตบอลที่แตกต่างของเขา แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสูงสุดของสไตล์การเล่นของเขามันยังมีช่องโหว่ และคล็อปป์ก็จัดการเสริมนักเตะเข้ามาเพื่อจะยกระดับการเล่นสไตล์เกเก้นเพรสซิ่งของเขา บวกกับการผ่านมาเล่นใน UCL ได้สำเร็จ เป็นตัวเร่งให้ต้องเสริมทัพ และปรับแต่งเครื่องจักรที่มีให้แข็งแกร่งขึ้น

ลิเวอร์พูลคว้าตัวนักเตะที่พอจะมีชื่อเสียงบ้างอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และแชมเบอเลน เข้ามาก่อนเปิดซีซั่น มีนักเตะดาวรุ่งอย่าง โซลันเก้ และนักเตะโนเนมอย่างโรเบิร์ตสันเข้ามาด้วย แต่ต้องพลาดเป้าหมายที่ต้องการมาก ๆ อย่างฟานไดจ์คในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล นักเตะอย่างซาโก (มีปัญหาเรื่องวินัย) กับเลว่า (อายุเยอะ) ก็ถูกปล่อยออกไป นักเตะส่วนเกินอย่างโอริกี้ กับ สเตอริดจ์ก็ถูกปล่อยยืม หงส์ยังมีปัญหาคารังคาซังกับกรณีของคูตินโญ่ที่บาร์ซ่าตามจีบมาตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล ก่อนจะขายแล้วเอาเงินไปกระชากตัวฟานไดจ์คได้สำเร็จในเดือนมกราคม

ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่เกิดการแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงกันดุเดือดหลายตำแหน่งมาก และส่วนมากเป็นการแย่งแบบ 1 ต่อ 1 คือเหลือตัวเลือกในตำแหน่งนั้นงวดเข้ามาทุกที เริ่มจากผู้รักษาประตู มิญโญเลย์แย่งกันกับคาริอุส (เล่นคนละครึ่งฤดูกาล) แบ๊กซ้าย โมเรโน่แย่งกับโรเบิร์ตสัน แบ๊กขวาหลังจากไคลน์เจ็บคล็อปป์ต้องดันอาร์โนล์ดกับโกเมสขึ้นมาแย่งตำแหน่งนี้กัน

ส่วนแดนกลางนั้นแย่งกันดุเดือดเพราะมีนักเตะเยอะมาก มีนักเตะสลับกันเจ็บ สลับกันฟอร์มตก ฟรอ์มดี แต่หลัก ๆ แล้วยังเป็นไวนาดุม เฮนเดอร์สันเป็นตัวยืน มีชาน แชมเบอเลน มิลเนอร์ คอยสลับกันลง ส่วนแนวรุกนั้น ซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่ กลายเป็นตัวหลัก ลัลลานาเจ็บ คูตินโญ่มีปัญหา

การเริ่มต้นลีกด้วยความวุ่นวายทั้งเรื่องคูตินโญ่ ฟานไดจ์ค แถมไคลน์ยังมาเจ็บยาวตั้งแต่ต้น โมเรโน่ก็เดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวหาย การมาของซาลาห์ที่ทำให้ต้องโยกมาเน่มาเล่นทางซ้าย เหล่านี้ทำให้ฟอร์มในลีกของหงส์แดงค่อยข้างแกว่งพอสมควร 9 เกมแรก หงส์แดงชนะเพียง 3 แพ้ 2 และเสมอถึง 4 เกม มี 13 แต้ม อยู่อันดับ 9 และมีลูกได้เสียติดลบ 2 ลูก

ก่อนจะมีช่วงฟอร์มดีไม่แพ้ใคร 14 นัดติดในเกมลีก และมาแกว่งอีกครั้งในช่วงท้ายฤดูกาลที่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บ สรุปปีนี้ทั้งที่ได้นักเตะมาเพิ่มหลายตำแหน่งแต่ผลงานกลับแย่ลงจากฤดูกาลก่อน หงส์แดงชนะ 21 เสมอถึง 12 และแพ้ 5 มี 75 คะแนน ต้องุล้นอันดับ 4 ถึงช่วง 2 เกมสุดท้ายกับเชลซี

แม้จะสามารถพาทีมเข้าชิง UCL แต่ลิเวอร์พูลก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง ปัญหาหลัก ๆ ที่ทำให้คล็อปป์มองเห็นความเป็นจริงไปอีกขั้นคือ ทีมของพวกเขาไม่สามารถวิ่งไล่เพรสคู่แข่งตลอด 90 นาทีได้ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเล่นยาวนานถึง 38 เกม ขุมกำลังเชิงลึกของทีมพึ่งพาหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้ หมายความว่าแม้จะสร้างตัวตนที่คล็อปป์ต้องการมาอย่างดีแล้ว แต่มันยังไม่พอจะสร้างความสำเร็จให้ทีม นั่นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงและวิธีคิดของคล็อปป์ในปีต่อไป

เสริม เพิ่ม เติม ปรับ 2018-2019

สำหรับผมจากฤดูกาล 2015-2017 ผมถือว่าเป็นจุดสูงสุดของสไตล์การเล่นแบบเกเก้น เพรสซิ่งที่คล็อปป์ยึดถือมาตั้งแต่สมัยคุมดอร์ทมุนด์ เพราะอย่างที่บอกนักเตะไม่สามารถวิ่งตลอด 90 นาทีหรือ 38 เกมได้แน่ การขายคูตินโญ่ การลาออกของบูวัช การแพ้นัดชิง UCL และประสบการณ์จากการอยู่ในพรีเมียร์ลีกมา 3 ปี ทำให้เขาเข้าใจวิถีของพรีเมียร์ลีกมากขึ้น จุดนี้เองที่ทำให้คล๊อปป์เริ่มประณีประนอม อะไรหลาย ๆ อย่าง จนสร้างจุดเปลี่ยนทางความคิดใหญ่ ๆ 2 อย่างคือ วิธีคิดเกี่ยวกับสไตล์การเล่น และวิธีคิดเกี่ยวกับการซื้อนักเตะ

ประการแรกเขาต้องปรับการเล่นใหม่ หาวิธีการเล่นที่จะทำให้นักเตะสามารถเล่นพีค ๆ ได้จนจบฤดูกาล หาแนวทางการเล่นใหม่หลังจากทีมต้องเสียคูตินโญ่ไป สิ่งที่เราเห็นก็คือ การปรับจังหวะการเล่นของเกมลิเวอร์พูลลดการเพรสลง จากเดิมที่เพรสทุกจังหวะ ในพื้นที่คู่ต่อสู้ เปลี่ยนมาเพรสเป็นโซน และเพรสบางจังหวะเท่านั้น มีการผ่อนเกมเมื่อทีมนำแล้ว

เราจึงเห็นชัยชนะแบบ 1-0 เพิ่มขึ้น ขณะที่เกมรับลิเวอร์พูลดีขึ้นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่ถูกยิง 1.13 ประตูต่อเกม ลดลงเหลือ 0.72 ต่อเกม เรายังได้เห็นคล็อปป์ปรับบทบาทของแบ๊กทั้งสองให้มีส่วนร่วมกับเกมรุกมากขึ้นจนทั้งสองคนแอสซิสต์ทะลุ 10 ลูก

ประการที่สองวิธีคิดเกี่ยวกับการซื้อขายนักเตะ ความหวังที่จะใช้นักเตะ 11 ตัวจริงเล่นตลอดฤดูกาลไม่ได้ผล บวกกับโครงสร้างทีมที่เล็กเกินไปทำให้เกิดผลเสียระยะยาว การปั้นนักเตะหรือการให้โอกาสนักเตะไม่ได้ผลเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับอาการบาดเจ็บอย่างลัลลานา แชมเบอนเลน ไคลน์ หรือ โมเรโน่ หรือนักเตะที่ไม่สามารถกู้สภาพจิตใจของตัวเองให้กับมาได้อย่างคาริอุส

สุดท้ายคล็อปป์ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองที่บอกว่าจะไม่ทุ่มซื้อนักเตะราคาแพงด้วยการซื้อนักเตะราคาแพงมาร่วมทีมถึง 3 คน เกอิตา (52ล้านปอนด์) ฟาบินโญ่ (39ล้านปอนด์) อลีสซง (55ล้านปอนด์) แถมพ่วงด้วยชากิรี่อีก 1 คน เฉพาะฤดูกาลนี้มีการลงทุนซื้อตัวผู้เล่นเข้ามาเกิน 150 ล้านปอนด์ แต่ส่วนหนึ่งก็คือเงินจากการขายคูตินโย่และรางวัลที่ได้จากการเข้าชิง UCL

ในด้านนักเตะการแย่งตำแหน่งตัวจริงของฤดูกาลที่แล้วจบลงที่ แบ็กซ้ายโรเบิร์ตสันชนะได้เป็นตัวจริง แบ๊กขวาอาร์โนล์ดชนะได้เป็นตัวจริง แต่โกเมสแม้จะไม่สามารถยึดตัวจริงได้ แต่การที่ลอฟเรนเจ็บ มาติปเจ็บ ทำให้เขาได้กลับมาเล่นเซ็นเตอร์ที่ถนัดและสามารถทำผลงานได้ดี จับคู่กับฟานไดจ์คได้แข็งแกร่ง ก่อนที่จะเจ็บและเป็นมาติปกับลอฟเรนที่สลับกันเล่นคู่ฟานไดจ์ค ผู้รักษาประตูกลายเป็นอลีสซงที่ซื้อมาใหม่ยึดตัวจริงถาวร

สิ่งที่น่าสนใจคือปีนี้เป็นปีแรกที่กองหลังและกองกลางของลิเวอร์พูลมีตัวหลักที่แน่นอนขึ้น แม้ฟาบินโญ่จะต้องปรับตัวบ้าง แต่สุดท้ายก็ขยับมาเป็นตัวจริงได้โดยมีเฮนเดอร์สันและไวนาดุมขนาบข้าง ขณะที่แดนหน้าก็ลงตัวสุด ๆ กับสามประสานอย่างมาเน่ ซาลาห์ ฟีร์มิโน่ ลิเวอร์พูลปีนี้มีนักเตะที่ลงตัวจริงในเกมลีกเกิน 30 เกมเพิ่มเป็น 7 คน มากที่สุดตั้งแต่คล็อปป์มาคุมทีม เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีผู้เล่นลงตัวจริงในลีกเกิน 30 เกม เพียง 2 คนเท่านั้น

อาจจะถือได้ในปีนี้คล็อปป์มีทั้งวิธีการเล่นที่เหมาะสมกับลีกอังกฤษและ 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดของตัวเองที่ได้เล่นด้วยกันอย่างต่อเนื่อง จบด้วยการเป็นแชมป์ UCL สมัยที่ 6 และการเป็นอันดับ 2 ของลีกแพ้แมนซิตี้ไปเพียง 1 แต้ม แถมเป็นการเก็บแต้มได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ 97 แต้ม แพ้เพียง 1 เกม ต่อด้วยการเป็นแชมป์ยูฟ่าซุปเปอร์คัพและสโมสรโลกในปีนี้

อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่ทำให้ปี 2018-2019 ไม่กลายเป็นฤดูกาลที่สุดยอดคือพวกเขาพลาดแชมป์ลีกอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่มีช่วงที่นำห่างซิตี 5-7 แต้ม กุมทุกอย่างไว้ในมือ เพราะหากเพียงแค่ 1 จากที่พวกเขาเสมอไป 7 พวกเขาสามารถชนะได้ก็จะได้แชมป์แล้ว บทเรียนราคาแพงที่พวกเขาต้องจ่ายให้กับซิตี้คือพวกเขาแพ้ ความเก๋า ความนิ่ง ของแชมป์เก่า และแบกรับแรงกดดันไม่ได้

ผลจากการคว้าแชมป์ UCL สร้างขวัญกำลังใจให้นักเตะหงส์แดงในการลุ้นแชมป์ลีกปีนี้อย่างเต็มตัว แถมการอดได้แชมป์จากการแพ้แค่ 1 แต้มในสถานการณ์ที่ทีมเป็นต่อยิ่งทำให้นักเตะลิเวอร์พูลมีความมั่นใจมากขึ้น พวกเขามั่นใจว่านักเตะที่พวกเขามีนั้นดีพอที่จะคว้าแชมป์ลีกได้แน่ ๆ ดังนั้นเราจึงเห็นว่าเริ่มปี 2019-2020 คล็อปป์ไม่ซื้อนักเตะชื่อดังเข้ามาเลย อันแสดงให้เห็นว่า 11 ตัวจริงของเขานิ่งแล้ว และทั้งหมดนี้คือพัฒนาการการสร้าง 11 ตัวจริงของคล็อปป์