‘On field’ เจาะลึกตัวตนการเล่น 90 นาทีของฟีร์มิโน่ นักปั้นรอยยิ้มแห่งแอนฟิลด์

ฟีร์มิโน่ถือเป็นนักเตะคนสำคัญคนหนึ่งของคล็อปป์ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นนักเตะคนสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะเขาเป็นตัวหลักของคล็อปป์ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่คล็อปป์มาทำงานที่แอนฟิลด์เมื่อเดือนตุลาคม 2015 จนถึงตอนนี้คล็อปป์คุมทีมลิเวอร์พูลไปทั้งหมด 256 รวมทุกรายการ เขาใช้งานฟีร์มิโน่ไปถึง 228 เกม

ฟีร์มิโน่จึงเป็นนักเตะที่คล็อปป์ใช้งานมากที่สุดในทีมลิเวอร์พูล นำห่างมิลเนอร์ (201) และไวนาดุม (177) นอกจากนั้นเขาคือนักเตะอันดับ 6 ที่คล็อปป์ใช้งานมากที่สุดรองจาก 5 นักเตะดอร์ทมุนด์ โดยคนที่คล็อปป์ใช้งานมากที่สุดคือ ชูโบติก 281 นัด มีโอกาสที่ฟีร์มิโน่จะแซงได้ในไม่ข้านี้ (สถิติจาก transfer markt)

วันนี้ผมจะพามาทำความรู้จักตัวตนสไตล์การเล่นของฟีร์มิโน่ จากการวิเคราะห์การเล่นของเขาตลอด 90 นาทีใน 1 เกม และเกมที่ผมเลือกมาวิเคราะห์ให้เพื่อน ๆ อ่านก็คือ เกมที่ลิเวอร์พูลเปิดรังแอนฟิลด์ถล่มเซาแธมป์ตันไป 4-0 เมื่ออ่านจบแล้วผมเชื่อว่าท่านที่ยังไม่รู้จัก จะรู้จักฟีร์มิโน่มากขึ้น ส่วนท่านที่รู้จักแล้วจะรู้จักเชิงลึกมากขึ้น

False 9 สไตล์บ็อบบี้

มาว่ากันที่ตำแหน่งการเล่นของฟีร์มิโน่ก่อน อย่างที่เรารู้กันว่าลิเวอร์พูลภายใตคล็อปป์ไม่ได้เล่นระบบกองหน้าตัวเป้า คล็อปป์เคยใช้ตัวเป้าเหมือนกันสมัยมาคุมทีมปีแรก ที่เขาใช้ระบบ 4-2-3-1 สมัยนั้นมีทั้งโอริกี้ สเตอริดจ์ และแม้แต่ฟีร์มิโน่ก็เคยเล่นเป็นหน้าเป้าของคล็อปป์มาก่อน แต่ก็เพราะคล็อปป์เห็นทักษะความสามารถบางอย่างของฟีร์มิโน่จึงปรับมาเล่น 4-3-3 โดยใช้ระบบ กองหน้าหมายเลข 9 ตัวหลอก หรือ False 9 แทน

ในตำแหน่งนี้ บ็อบบี้จะได้รับหน้าที่ที่แตกต่างออกไปจากสมัยที่เล่น 4-2-3-1 คือต้องคอยเชื่อมเกมกับผู้เล่นคนอื่น, การคอยโยกตำแหน่งตัวเองไปทั้งด้านซ้ายและขวา แต่ฟีร์มิโน่จะแตกต่างจาก False 9 คนอื่น ๆ ในโลกฟุตบอล คือเขาไม่ได้ลงมาเชื่อมเกมแค่หน้าประตู หรือหน้ากรอบเขตโทษ แต่เขาจะลงมาล้วงบอลต่ำมาก ๆ และสิ่งที่พิเศษคือทักษะการแย่งบอล การดักตัดบอลจากกลางสนามของเขาเหนือคำบรรยาย

อีกหนึ่งจุดเด่นของบ็อบบี้ในตำแหน่งนี้คือการลงมาเชื่อมบอลต่ำมาก ๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนแดนกลางให้หงส์แดง ในจังหวะทั่วไปเขาอาจจะแค่เชื่อม เป็นตัวพักบอลให้เพื่อน ๆ แต่ในจังหวะที่ลิเวอร์พูลกำลังจะสวนกลับ ตำแหน่งของเขาจะมีประโยชน์มาก เพราะกองกลางของลิเวอร์พูลส่วนมากจะลงไปช่วยเกมรับหมด เมื่อได้จังหวะสวนกลับลิเวอร์พูลเก็บบอลจังหวะสองได้ จะมองหาฟีร์มิโน่ก่อน จากนั้นฟีร์มิโน่จะใช้ทักษะการผ่านบอลของเขาสร้างโอกาสให้เพื่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเติมขึ้นมาของแบ๊กซ้าย-ขวา หรือการให้มาเน่กับซาลาห์วิ่งขึ้นไปเติมเกมรุก ผมขอยกตัวอย่างจากเกมกับนักบุญให้ดูสัก 3 จังหวะ

จังหวะแรกเป็นจังหวะสวนกลับของลิเวอร์พูลนาทีที่ 3 เป็นจังหวะที่ทีมนักบุญกำลังเปิดฉากโจมตีด้านข้างของลิเวอร์พูล นักเตะลงมาไล่บีบในแดนของหงส์แดงถึง 4-5 คน จังหวะที่นักบุญกำลังจะบอมใส่หงส์แดง ฟีร์มิโน่ดักบอลได้ในแดนของตัวเอง จากนั้นเขาพลิกบอลหันมาส่งให้ร็อบโบ้ที่เติมขึ้นทางซ้ายทันที

จังหวะที่สองก็คล้ายกับจังหวะแรก เกิดขึ้นในนาทีที่ 17 ลิเวอร์พูลเก็บจังหวะสองได้จากการที่นักบุญกำลังได้บุกเพลิน ๆ ฟาบินโญ่ได้บอล และฟีร์มิโล่ลงมาต่ำ เพื่อรับบอลจากภาพด้านซ้ายเราจะเห็นว่าร็อบโบ้ยืนว่าง ๆ แล้ว เมื่อฟีร์มิโน่ได้บอลเขารีบหมุนตัวแล้วจ่ายบอลมาทางร็อบโบ้ทันที

จังหวะที่สามเป็นอีกหนึ่งจังหวะที่สวยงามมากของลิเวอร์พูล เกิดขึ้นในนาทีที่ 85 จังหวะที่นักบุญกำลังลงมาบุกลิเวอร์พูลในแดนถึง 8 คน ลิเวอร์พูลตัดได้แล้วผ่านบอลมาทางซาลาห์ แต่ซาลาห์มีนักเตะคอยประกบอยู่ จังหวะนี้การลงต่ำของฟีร์มิโน่มีประโยชน์มากคือมาเชื่อมเกมกับซาลาห์ เมื่อเขาได้บอลแล้วซาลาห์ก็จะมีโอกาสหนีจากตัวประกบ และนักเตะคนอื่นอย่างเกอิตาก็สามารถวิ่งหาช่องหาตำแหน่งได้

นักสร้างรอยยิ้มให้เพื่อน

ฟีร์มิโน่เป็นนักเตะที่ในแต่ละเกมเขาจะเป็นคนที่สร้างโอกาสให้เพื่อนได้มากมาย หากไม่นับแบ๊กสองข้างที่จ่ายครอสเข้าไป การจ่ายของฟีร์มิโน่ถือว่าสร้างโอกาสแบบเน้น ๆ ให้เพื่อนได้มากกว่า คือลูกจ่ายของฟีร์มิโนจะมีค่าการได้ประตูมากกว่าแบ๊กสองข้างเมื่อเทียบจำนวนที่จ่ายออกไปกับจำนวนที่กลายเป็นประตู

ในเกมกับนักบุญนี้ ฟีร์มิโน่สร้างคีย์พาสหรือการจ่ายสำคัญที่นำไปสู่การได้ประตูถึง 4 ครั้ง แต่ 1 ครั้งถูกตัดสินเป็นจังหวะล้ำหน้าไปเสียก่อนคือจังหวะในภาพด้านบน จังหวะที่ลิเวอร์พูลได้สวนกลับแล้วฟีร์มิโน่ได้บอลตรงกลางสนาม เขานิ่งมากและเลี้ยงบอลรอซาลาห์เข้าที่ก่อนจะแทงทะลุช่องให้ซาลาห์หลุดเข้าไปยิง แต่จังหวะนี้ซาลาห์ถูกจับล้ำหน้าไปนิดเดียว จากการทำแฮตทริกแอสซิสต์ได้ในเกมนี้ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนที่ 2 ในลีกปีนี้ที่ทำได้ต่อจาก Lys Mousset ของเซฟฟิลด์ที่ทำได้ในเกมเจอกับเบิร์นลีย์

ที่นี้เราลองมาดูจังหวะที่เขาแอสซิตส์ให้เพื่อนทำประตูอีก 3 จังหวะ จังหวะแรกคือจังหวะที่ลิเวอร์พูลได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 47 จังหวะสวนกลับจากจังหวะที่ลิเวอร์พูลเองเกือบเสียจุดโทษให้นักบุญ แต่เมื่อกรรมการไม่เป่าเฮนเดอร์สันก็เล่นบอลต่อเขาจ่ายบอลให้ฟีร์มิโน่ ซึ่งก็ตามหน้าที่ฟีร์มิโน่รับบอลแล้วหาช่องถ่ายบอลให้เพื่อน เขาจ่ายไปให้ไวนาดุมก่อนที่ไวนาดุมจะจ่ายออกไปทางซ้าย ไปจบที่ร็อบโบ้ได้บอลเส้นหลังประตูแล้วตอกส้นมาให้ฟีร์มิโน่ ที่วิ่งตามลงมา ฟีร์มิโน่ไม่คิดเยอะตอกส้นเบา ๆ ต่อให้แชมเบอเลนลากบอลมากลางสนามแล้วซัดเสียบมุมเสาแรกเข้าไป

จังหวะที่สองนาทีที่ 59 เป็นจังหวะที่กองหลังนักบุญดันขึ้นสูง อาร์โนล์ดวางบอลยาวไปให้ฟีร์มิโน่ทางซ้าย เขามีพื้นที่ก่อนจะควบบอลไปจนจะสุดเส้นหลัง แล้วตวัดบอลมาให้เฮนเดอร์สันที่ตามมายืนโล่ง ๆ จับ 1 จังหวะแล้วซัดเต็มข้อให้ลิเวอร์พูลนำ 2-0

และจังหวะที่สามคือการได้ประตูที่ 4 ปิดท้ายจากลูกสวนกลับเช่นเคย ดูภภาพแรกทางซ้ายมือจะเป็นว่าลิเวอร์พูลหลุดขึ้นมาสองคนคือซาลาห์กับฟีร์มิโน่ ก่อนที่ซาลาห์จะควบบอลขึ้นไปข้างหน้า ส่วนฟีร์มิโน่ก็วิ่งขยับไปหาช่อง ซาลาห์ก็แทงทะลุให้ฟีร์มิโน่ทันที แต่จังหวะนั้นฟีร์มิโน่ยังยิงไม่ได้ เพราะผู้รักษาประตูออกมาปิดมุม บวกกับมีกองหลังตามมา 1 คน เขาจึงใช้ทักษะดึงบอลหลอก 1 จังหวะก่อนจะจ่ายเข้าในคืนให้ซาลาห์ซัดโล่ง ๆ ปิดเกมให้ลิเวอร์พูลชนะ 4-0

เป็นนักเตะที่หาช่องเติมเกมเก่ง

อีกหนึ่งจุดเด่นของฟีร์มิโน่คือเขาเป็นนักเตะที่วิ่งหาช่องได้ดีมาก และเกมนี้ผมเห็นจังหวะสวย ๆ ถึง 2 จังหวะ ที่เขาวิ่งหาช่องได้สวย ๆ

จังหวะแรกตามภาพด้านบน ในนาทีที่ 19 ลิเวอร์พูลบุกขึ้นมาบอลถึงซาลาห์ ซาลาห์เลี้ยงหลบไปได้ 1 คน แล้วล็อกกลับมายิงด้วยซ้ายบอลออกไป แต่จังหวะนี้เราจะเห็นว่าฟีร์มิโน่อ่านเกมแล้ววิ่งไปหาช่องว่างได้ดีมาก ๆ เสียดายที่หากซาลาห์ที่มีเวลาพอสมควรจะดึงจังหวะแล้วมองเพื่อนที่เติมมา หากเขาเหลือบเห็นฟีร์มิโน่สักนิดแล้วจ่ายไปที่ว่างรับรองว่าฟีร์มิโน่ซัดหายแน่

จังหวะต่อมาในนาทีที่ 77 ตอนที่ลิเวอร์พูลนำอยู่ 3-0 บอลอยู่ที่เกอิตา ทางซ้าย ฟีร์มิโน่อ่านเกมและเห็นทั้งช่องว่างและพื้นที่หลังกองหลังเขารีบชี้มือให้เกอิตาจ่ายบอลให้เขา เกอิตาเองก็จ่ายบอลให้เขาได้สวยมาก ๆ เสียแต่ว่าจังหวะนี้ผู้รักษาประตูอ่านเกมได้ รีบออกมาปิดมุม ฟีร์มิโน่พยายามยิงเร็วแต่บอลไปติดผู้รักษาประตู ทำให้เขาอดที่จะทำประตูได้

สรุป

จากที่ผมนั่งดูวิธีการเล่นของฟีร์มิโน่ครบ 90 นาที จังไม่แปลกใจเลยครับที่เขาจะเป็นนักเตะที่สำคัญของคล็อปป์ เขามีสิ่งหนึ่งที่กองหน้าทั่วโลกไม่มีคือหัวใจที่คิดถึงแต่เพื่อนร่วมทีม คิดถึงแต่ทีม การจะเป็นกองหน้าที่หลายครั้งเขามีโอกาสยิงได้ แต่เลือกจะส่งให้เพื่อน นั่นทำให้สถิติการยิงประตูของเขาอาจจะน้อย แต่สถิติการแอสซิสต์ของเขาถือว่าสูงมาก เป็นนักเตะคนเดียวภายใต้การคุมทีมตลอดชีวิตของคล็อปป์ที่ทำแอสซิสต์เลย 50 ลูก ฟีร์มิโน่ลงเล่น 228 ยิงได้ 77 ประตู ทำแอสซิตส์ไป 59 ลูก นี่แหละครับคือสาเหตุที่ผมตั้งฉายาให้เขาแบบน่ารัก ๆ ว่า “นักปั้นรอยยิ้มแห่งแอนฟิลด์” เพราะนอกจากเขาจะชอบยิ้มแล้ว ยังชอบสร้างรอยยิ้มให้เพื่อน (โดยเฉพาะซาลาห์กับมาเน่ 555)

ใครอยากดูเกมนี้ย้อนหลัง กดที่นี่