เบื้องหลังฟอร์มเทพฟานไดจ์ค,อดีตนักเตะที่คล็อปป์อยากได้,อินซ์เบรกเนวิลล์ยังไม่ถึงเวลาของผี

ฟานไดจ์คเผยเหตุผลที่เขาทำผลงานได้ดีกับลิเวอร์พูล

ในการให้สัมภาษณ์กับบีทีสปอร์ต ฟานไดจ์คได้พูดถึงแรงขับเคลื่อนและเหตุผลที่ทำให้ตัวเขาทำผลงานกับลิเวอร์พูลได้อย่างสุดยอด รวมถึงความเข้มข้นของลูกหนังที่เขาเจอในทีมลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของเจเก้นคล็อปป์

“ขอยอมรับแบบจริงใจเลยนะ ช่วง 6 เดือนแรกของผมกับการย้ายมาร่วมทีม ผมต้องฝึกซ้อมหนักและเข้มข้นมากกว่าเดิม, มีหลายอย่างมากที่แตกต่างเข้ามาทดสอบตัวผมเสมอ แต่ผมก็สนุกกับมันนะ, ผมสนุกกับการทำงานหนัก”

“บอสคาดหวังจากผมมาก แต่นั่นก็ช่วยให้ผมกลายมาเป็นอย่างที่ผมเป็นในวันนี้ เราเน้นหนักเรื่องแทคติค, เราคิดเกี่ยวกับมันอย่างถี่ถ้วน ในฐานะกองหลัง ทีมของเราพยายามที่จะดันสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะโยนความกดดันให้คู่แข่งอยู่ตลอดเวลา บางครั้งเราทิ้งพื้นที่ว่างด้านหลังไว้มาก ซึ่งเราก็ต้องรับมือกับสิ่งนั้นด้วย”

“แต่ทั้งหมดมันคือบางสิ่งที่ผมสนุกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ผมรู้มาก่อนที่ผมจะย้ายมาสโมสรแห่งนี้ว่ามีบางสิ่งที่ผมต้องทำงานในช่วงเริ่มต้น แต่ผมรู้ดีว่ามันจะเป็นบางสิ่งที่ผมจะสนุกอย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้ผมก็ยังสนุกอยู่กับมัน มันเยี่ยมมากจริง ๆ”

ตำนานกองหลังอิตาลีชื่นชมฟานไดจ์คเป็นกองหลังแห่งยุค

ต่อเนื่องในเรื่องของฟานไดจ์ค เมื่อตำนานสุดยอดกองหลังของอิตาลีในยุค 90s อย่างฟรังโก บาเรซี ถูกถามว่าใครคือกองหลังที่ยอดเยี่ยมแห่งยุคนี้ ในช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์กับทางเว็บฟีฟ่า และเขาก็เลือกให้ฟานไดจ์คคือยอดกองหลังแห่งยุคนี้

“โลกฟุตบอลเปลี่ยนไปมากตลอด 15-20 ปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่แค่เกมในสนามเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการมีบทบาทของโซเชียลมีเดียด้วย ผมคิดว่าการเล่นของกองหลังก็แตกต่างกับเมื่อก่อน แฟนฟุตบอลจะรู้ดีว่ากองหลังสำคัญแค่ไหนกับทีม พวกเขาจะชื่นชมมากๆ”

“ถ้าผมต้องเลือกมาคนหนึ่ง ผมขอเลือก ฟาน ไดจ์ แล้วกัน เขาเป็นนักเตะที่มีบุคลิกยอดเยี่ยมและแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของแนวรับ เพื่อนำพา ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จ”

สองประเด็นเด่นกับโรเบิร์ตสัน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาร็อบโบ้ ได้ไปออกรายการพอดส์คาสต์ของอดีตนักเตะหงส์แดงอย่างปีเตอร์ เคร้าช์ ในรายการมีการสัมภาษณ์พูดคุยมากมายหลายเรื่อง แต่มีสองประเด็นที่น่าสนใจคือเขาพูดถึงอนาคตการเล่นฟุตบอลอาชีพของตัวเอง กับพูดถึง 2 นักเตะที่เขารับมือยากที่สุดตั้งแต่เล่นฟุตบอลมา

ร็อบโบ้พูดถึงนักเตะสองคนที่เล่นงานเขาได้แบบไม่เหลือชิ้นดีว่า “ในชีวิตค้าแข้งของผมมีเพียงนักเตะสองคนเท่านั้น ที่เล่นงานผมซะไม่เหลือชิ้นดีในการดวลกันตัวตัว คนแรกคือเอเดน อาซาร์ ของเชลซี ตอนที่ผมยังเล่นกับฮัลล์ ซิตี้ เป็นเกมที่เราไปเยือนเดอะบริดจ์ เรามีจังหวะดวลกันตัวตัวและเขาก็เล่นงานผมซะเละ”

“ส่วนอีกคนเราเพิ่งดวลกันไปในซีซันนี้เอง ซึ่งผมถูกเขาเล่นงานจนแทบแย่อย่างที่ทุกคนเห็น เขาคืออดาม่า ตราโอเล่ เขามีความเร็วในรูปแบบที่หาคนจับตัวได้ยากมาก ผมคิดว่าเขาสามารถต่อให้กองหลังแทบทุกคนในพรีเมียร์ลีกวิ่งนำไปก่อนในระยะ 15 หลาได้เลย ก่อนจะเป็นฝ่ายวิ่งแซงชนะได้ด้วย”

ส่วนประเด็นเรื่องอนาคตการเล่นฟุตบอลร็อบโบ้เผยว่า “ถ้าคุณถามผมตอนนี้ว่าผมมองอนาคตการค้าแข้งของตัวเองยังไง ผมตอบได้เลยว่าผมอยากแขวนสตั๊ดกับสโมสรแห่งนี้ แต่คุณก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่คุณจะเล่นได้ด้วยมาตรฐานระดับสูงได้จนถึงอายุ 35-36 ปีเหมือนเจมส์ มิลเนอร์ แต่ถ้าวันหนึ่งผมต้องย้ายออกไป อย่างที่ผมเคยบอกไว้ ผมอยากสวมเสื้อของ กลาสโกว์ เซลติก ผมอยากกลับไปที่นั่นอีกครั้ง”

เจอร์ราร์ดแซวคล็อปป์เป็นผู้จัดการที่ฟิตที่สุด

ในการให้สัมภาษณ์กับทอล์คสปอร์ต เจอร์ราร์าด พูดถึงคล็อปป์เชิงหยอกล้อว่าหากมีการกลับมาแข่งฟุตบอลอีกครั้ง คล็อปป์จะเป็นผู้จัดการทีมที่ฟิตที่สุด เนื่องจากเจอร์ราร์ดเห็นคล็อปป์ออกมาวิ่งทุกวัน ทั้งที่มีบ้านอยู่ละแวกเดียวกันมาหลายปี แต่ทั้งสองไม่ค่อยได้พบกัน จนกระทั่งเมื่อฟุตบอลต้องพักเตะ ทั้งสองจึงมีโอกาสได้พูดคุยกันมากขึ้น

“เจเก้น จะเป็นผู้จัดการทีมที่ฟิตปั๋งที่สุด เมื่อฟุตบอลกลับมาแข่งกันอีกครั้ง เขาวิ่งผ่านหน้าบ้านผมในเวลาเดิมทุกวัน และเขายังวิ่งต่อไปยังถนนเส้นอื่น เขาใช้เวลาไปกับการวิ่งแบบนี้เป็นชั่วโมง ทุกวัน ผมมักจะเห็นเขาพาหมาออกมาวิ่งด้วย”

“พวกเราได้พูดคุยกันบ้าง ตามคำแนะนำที่เราต้องเว้นระยะนิดหนึ่ง ผู้จัดการทีมส่วนใหญ่คงรู้สึกเหมือนกัน คือพวกเราอยากกลับไปทำงานของเราต่อ แต่เราก็เข้าใจสถานการณ์ของโลกว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องอดทนฟันฝ่า การได้พบปะกับเจเก้นมันช่วยผมได้มาก การใช้เวลาอยู่กับเขาได้มอบแง่คิดดี ๆ กับผมมากทีเดียว”

อดีตนักเตะหงส์แดงที่คล็อปป์อยากร่วมงานด้วย

ไม่น้อยหน้าเจอร์ราร์ดเหมือนกัน ไม่รู้ว่าอาจจะเพราะเจอกันตอนวิ่งบ่อย ๆ แล้วหลงคารมเจอร์ราร์ดหรือเปล่าไม่รู้ เพราะในการให้สัมภาษณ์กับบีที สปอร์ต คล็อปป์ถูกถามว่า หากเป็นไปได้ เขาอยากจะเซ็นสัญญากับนักเตะที่เลิกเล่นไปแล้วคนไหนเพื่อมาลงสนามให้ลิเวอร์พูล เขาตอบว่า “เป็นคำถามที่ง่ายมากเลย คำตอบคือ สตีเวน เจอร์ราร์ด นั่นมันง่ายมากเลยนะ”

นอกจากนั้นคล็อปป์เองก็ได้พูดถึงการได้พบปะกับเจอร์ราร์ดในช่วงที่เขาออกมาวิ่งเช่นกันว่า “มันตลกมาก ผมใช้ชีวิตมาเป็นเวลา 4 ปีครึ่งในเมืองเดียวกับสตีเวน เจอร์ราร์ด แต่เราไม่เคยได้พบกันเลยก่อนหน้านี้ แต่ตั้งแต่มีการล็อกดาวน์ ผมได้เจอเขาหกหรือเจ็ดครั้งเข้าไปแล้ว”

“ผมพาสุนัขออกไปเดิน หรือไม่ก็ออกไปวิ่งหรืออะไรก็ตาม และเขาก็ออกมาเดินกับครอบครัวและอื่น ๆ อะไรทำนองนั้น ดังนั้น เราเลยได้เจอกันบ่อยยิ่งกว่าตลอดสี่ปีครึ่งที่ผ่านมาเสียอีก วันหนึ่ง ผมคุยโทรศัพท์กับเชราร์ อุลลิเยร์ และได้พบกับสตีเวน เจอร์ราร์ดในเวลาเดียวกัน คุณว่ามันเจ๋งไหมละ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงล็อกดาวน์เท่านั้นแหละ แล้วสิ่งดี ๆ บางอย่างก็เกิดขึ้นกับผมเช่นกัน”

อินซ์ออกโรงเบรกเนวิลล์ ยังไม่ถึงเวลาของผี

เมื่อไม่กี่วันก่อนแกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ๊กขวาตำนานของแมนยูฯ ที่ผันตัวมาเป็นนักวิจารณ์บอล ออกมาแสดงความเห็นถึงทีมเก่าว่า แมนยูใกล้จะกลับมาลุ้นแชมป์แข่งกับลิเวอร์พูและแมนซิตี้ได้แล้ว หากสามารถซื้อที่ต้องการได้ครบ เนื่องจากฟอร์มการเล่นในช่วงหลังก่อนเบรกของแมนยูถือว่าทำได้ดีเยี่ยม ขนาดบรูโน่ แฟนันส์ลงเล่นแค่ 5 นัดยังติดทีมยอดเยี่ยมของบีบีซี!

ล่าสุด พอล อินซ์ นักเตะที่เคยค้าแข้งทั้งกับแมนยูและลิเวอร์พูล ได้ออกมาแสดงความเห็นตอบโต้เนวิลล์ โดยอินซ์ มองว่า การที่แมนยูจะก้าวขึ้นมาเทียบกับลิเวอร์พูลหรือแมนซิตี้ในการลุ้นแชมป์ยังเป็นเรื่องของอนาคตอีกไกล อินซ์ แสดงความคิดเห็นผ่านสื่ออย่าง แพลนเน็ต ฟุตบอลว่า

“”มันต้องใช้เวลานานกว่าที่จะไล่ได้ทัน และถ้าใครก็ตามที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คิดว่ามันสามารถทำได้ภายใน 2 ปี ด้วยเงินก้อนโต พวกเขาก็ต้องหลอกตัวเองอยู่แน่ๆ มันมีความเสี่ยงมากมายที่เกิดจากความไม่แน่นอนกับสโมสรตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ลิเวอร์พูล กลับมั่นคงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่คล็อปป์ เข้ามา”

“ลิเวอร์พูล มีการวางแผน พวกเขายึดมั่นกับแผนนั้น แม้ในตอนที่หลายอย่างมันไม่เป็นใจกับคล็อปป์ ในปีแรก ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็กำลังได้รับรางวัลตอบแทน”

“ที่ยูไนเต็ด ผู้จัดการทีมมากหน้ามาแล้วก็ไป พวกเขามีความคิดเป็นของตัวเองเกี่ยวกับนักเตะ และใช้เงินไปกับการเสริมทัพเนื่องจากพวกเขาเห็นว่าตัวเองตามหลังลิเวอร์พูลถึง 30 แต้ม ในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมากสำหรับสโมสรที่มีชื่อเสียงระดับ ยูไนเต็ด”