หงส์จะกลับมาซ้อมอย่างไร,อัพเดทแผนงานพรีเมียร์ลีก,แลมเบิร์ตมึนบีร็อดเลือกบาโลก่อนตน

เผยแผนนักเตะหงส์กลับมาซ้อมที่เมลวู้ด

หลังจากมีไฟเขียวจากรัฐบาลและการประกาศเดินหน้าของพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลก็ขยับตัวทันที โดยนักเตะหงส์แดงเริ่มทยอยกันกลับมารยางานตัวและลงซ้อมที่เมลวู้ดเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวาน (วันจันทร์ที่ 11) ภายใต้การเข้มงวดของการแยกซ้อม

นักเตะชุดแรกที่เดินทางมารายงานตัวฝฝึกซ้อมประกอบไปด้วย เฟอร์กิล ฟาน ไดค์,เจมส์ มิลเนอร์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทั้งหมดจะซ้อมแบบเข้มงวดภายใต้การดูแลของทีมแพทย์สโมสรอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้โชเซ่ หลุยส์ โรดริเกช นักจิตวิทยาของทีมได้เปิดเผยถึงมาตรการต่าง ๆ ในการกลับมาซ้อมของนักเตะว่า

“พวกเขาได้รับตารางเวลา ทุกคนจะมาถึงในเวลาที่ต่างกัน พวกเขามีเส้นทางที่ส่งสัญญาณบนพื้นเหมือนในสนามบิน ผู้เล่นจะตามสัญญาณเหล่านี้ เมื่อเขาออกจากรถ เขาไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็ออกมาวิ่งซ้อม จากนั้นเมื่อเขาฝึกซ้อมเสร็จ เขาก็จะมีเส้นทางที่แตกต่าง เพื่อไปที่รถของเขาในที่สุด”

ทั้งนี้ในสนามซ้อมเมลวู้ดจะมีการจัดห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องอาบน้ำ และห้องสุขา ชั่วคราว โดยมีเจ้าหน้าที่ ที่มีการฝึกอบรม คอยให้บริการซักรีด และพ่อครัวทำอาหารเพื่อส่งให้กับนักเตะตามมาตรฐานทางโภชนาการของพวกเขา

ไหน ๆ ก็พูดถึงเมลวู้ดแล้วก็มีข่าวดีมาบอก เพราะว่าลิเวอร์พูลเพิ่งได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลให้สามารถกลับมาเริ่มแผนการก่อสร้างโปรเจ็ค “เคิร์กบี้” สนามฝึกซ้อมแห่งใหม่ของทีมได้แล้ว หลังจากที่ต้องหยุดพักไปเมื่อเดือนมีนาคม ทั้งที่เหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะสร้างเสร็จแล้ว

ริคกี้ แลมเบิร์ตแอบเซ็งร็อดเจอร์เลือกบาโลเตลลีก่อนตน

ริคกี้ แลมเบิร์ต อดีตกองหน้าของลิเวอร์พูล ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bristol Live โดยช่วงหนึ่งเขาเปิดเผยความรู้สึกสมัยร่วมงานกับร็อดเจอร์และบาโลเตลลีว่า แอบไม่พอใจที่ร็อดเจอร์เลือกบาโลเตลลีลงสนามมากกว่าตนเองทั้งที่พฤติกรรมในสนามซ้อมของบาโลเตลลีไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ทั้งสามคนเคยร่วมงานกันในช่วงปี 2014-2015 สมัยที่ลิเวอร์พูลเพิ่งเสียหลุยส์ ซัวเรสไปให้บาร์เซลโลน่า “ผมบอกได้เลยว่านักเตะทุกคนช็อคที่เสียหลุยส์ ซัวเรซไป พวกเราพัฒนาขึ้นโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง ตัวผมเองรู้ดีว่าไม่มีทางไปทดแทนคนแบบนั้นได้หรอก การตามเขาให้ทันมันเป็นเรื่องยากมากๆ” แลมเบิร์ตกล่าว

“เบนแดน ร็อดเจอร์ส เอามาริโอ บาโลเตลลีเข้ามา และให้เขาได้ลงก่อนผม พูดแบบไม่เกรงใจนะ มันทำให้ผมไม่พอใจ เพราะผมไม่เข้าใจจริง ๆ เวลาที่เขาซ้อมมันน่าละอาย นอกสนามซ้อมเขาเป็นคนน่ารักนะ แต่พฤติกรรมของเขาในสนามซ้อมมันไม่ดีเลย”

“จริงอยู่ว่าตอนที่เขาได้ลงเล่น เขาเป็นนักเตะคนหนึ่งที่พยายามนะ ผมเคยเจอนักเตะที่มีทัศนคติแบบเขามาก่อน พวกเขาบางคนก็มักจะเล่นดีพอจะเอาตัวรอดไปได้ แต่บาโลเตลลีไม่ใช่เลย ผมจึงไม่เข้าใจว่าร็อดเจอร์สปล่อยให้เขารอดไปได้อย่างไร เขาเลือกบาโลเตลลีลงก่อนผม มันส่งผลต่อผมโดยตรง แต่ก็มีผลลบต่อทีมด้วย”

ฟานไดจ์ครำลึกได้เรียนรู้สิ่งสำคัญจากเชลติก

ในการให้สัมภาษณ์กับสกาย สปอร์ตล่าสุด ฟานไดจ์คได้พูดถึง จิตใจของผู้ชนะ ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เขาได้เรียนรู้มาจากสโมสรเก่าของเขาที่เชลติก ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาพัฒนาตนเองมาได้จนถึงทุกวันนี้

“การคว้าแชมป์เป็นอะไรที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก และการย้ายไปเชลติกมันช่วยให้ผมเป็นผู้ชนะ มันโคตรสำคัญสำหรับการพัฒนาตัวเองจนมาถึงจุดนี้ได้, เชลติกเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ผมมีสองฤดูกาลที่แสนยอดเยี่ยมที่นั่น”

“ผมยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับฟุตบอลและการใช้ชีวิตที่นั่น คำคืนยุโรปเป็นสิ่งที่ยังตรึงใจ ผมได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับวิธีการต่อสู้กับกองหน้า”

อัพเดทการประชุมและแผนงานต่อไปของพรีเมียร์ลีก

ในที่สุดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่ทุกคนรอคอยก็กำลังจะกลับมา หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมารัฐบาลอังกฤษ โดยนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ได้ออกมาแถลงมาตรการคลายล็อคดาวน์ประเทศ พร้อมกับแผนออกจากวิกฤติ 5 ขั้นตอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามลักษณะกิจกรรมที่จะทำ

ในส่วนของการแข่งขันกีฬาแบบฟุตบอลนั้นจะอยู่ในขั้นที่ 3 คือสามารถกลับมาแข่งขันแบบปิดสนามได้ตั้งแต่หลังวันที่ 1 มิถุนายน ภายใต้การแนะนำจากรัฐบาลและหน่วยงานทางการแพทย์แบบเข้มงวด

หลังจากนั้นเมื่อวาน (วันจันทร์ที่ 11) คณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับพรีเมียร์ลีกก็มีการประชุมกันแล้วแถลงความชัดเจนของวงการฟุตบอลอังกฤษว่าต้องการจะกลับมาแข่งขันกันต่อให้จบ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจคือ มีสโมสรมากกว่า 12 ทีมที่ไม่เห็นด้วยกับการแข่งในสนามกลาง เสียงส่วนใหญ่อยากให้กลับมาแข่งแบบเหย้าเยือนเหมือนเดิม เพื่อป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบของทีมเล็ก-ใหญ่

โดยแผนงานของพรีเมียร์ลีกต่อจากนี้คือ

วันที่อังคารที่ 12 แต่ละสโมสรจะทำการชี้แจงกับนักเตะภายในทีม ถึงมาตรการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหากกลับมาเตะ

วันพุธที่ 13 จะมีการประชุมระหว่างพรีเมียร์ลีก สมาคมนักฟุตบอลอาชีพ และสมาคมผู้จัดการทีม เพื่อพูดคุยถึงประเด็นเรื่องความรู้สึกของนักเตะเกี่ยวกับการจะกลับมาแข่ง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักเตะ

จากนั้นวันพฤหัสที่ 14 ตัวแทนรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจและพรีเมียร์ลีกจะถกกันถึงโปรเจ็คการกลับมาแข่ง เพื่อขออนุมัติกับทางรัฐบาลต่อไป

จากนั้นวันจันทร์ที่ 18 จะมีการโหวตจากทุกสโมสรว่าตกลงแล้วฤดูกาลนี้จะแข่งต่อหรือไม่ จากนั้นจะมีการส่งผลสรุปทุกอย่างให้ทางยูฟ่าก่อนวันที่ 25 ตามกำหนดของยูฟ่าที่ต้องการคำตอบจากทุกลีกภายในวันที่ 15

สองอุปสรรคขัดขวางพรีเมียร์ลีก

แม้จะมีข่าวดีเรื่องรัฐบาลไฟเขียวให้กลับมาแข่งได้ รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าร่วมกันของทุกสโมสรที่อยากจะเห็นลีกปีนี้จบแบบสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การจะกลับมาแข่งได้จริง ๆ นั้นทางพรีเมียร์ลีกยังต้องฝ่าด่านกันเองในวงการฟุตบอลที่หลายอย่างยังไม่เข้าที่เข้าทางและมีเสียงแตกกันอยู่

อย่างแรกคือ “สนามกลาง” หากมองในมุมของรัฐบาลหรือการควบคุมโรค การแข่งในสนามกลางนั้นย่อมง่ายต่อการควบคุม มีการดูแลความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานเดียว ลดการเดินทาง เพราะจากที่ต้องต้องเดินทางเตะเหย้าเยือน 20 สนาม ก็สามารถจำกัดวงให้เหลือแค่ 5-10 สนามกลางได้

ประเด็นนี้ 6-8 สโมสรเคยออกมาท้วงว่าไม่เห็นด้วย เพราะการแข่งสนามกลางจะทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบของทีมเล็กทีมใหญ่ขึ้น แต่ล่าสุดก่อนพรีเมียร์ลีกจะแถลงมีข่าวว่ามีสโมสรที่ไม่เห็นด้วยกับสนามกลางถึง 12 ทีม โดยเฉพาะ 3 ทีมดังจากลอนดอนและทีมท้ายตาราง นี่เป็นสิ่งที่ยังต้องรอความชัดเจนจากทั้งฝั่งของพรีเมียร์ลีก สโมสร และรัฐบาล

อย่างที่สองคือ ตามรายงานของมิร์เรอร์ มีนักเตะมากกว่า 50 คนที่คัดค้านการกลับมาแข่งต่อ เนื่องจากกังวลถึงความปลอดภัย ถึงครอบครัวต้องมาติดเชื้อ จากสถานการณ์ที่ยังไม่ปลอดภัย 100 % เรื่องนี้ยิ่งเข้มข้นไปอีกเมื่อสโมสรไบร์ทตันออกมาประกาศว่าพบนักเตะติดเชื้อเป็นรายที่สามของสโมสร

หากเรามองไปที่บุนเดสลีกาที่กำลังจะกลับมาเตะกันในช่วงกลางเดือนนี้ ทันที่รัฐบาลผ่อนปรน ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ในวงการฟุตบอลที่คาดกันว่าจะกลับมาเตะได้แน่ ๆ ก็พบข่าวร้ายเมื่อมีนักเตะ 2 คนจากลีกรองติดเชื้อ ทำให้ต้องเลื่อนแข่งออกไป

สถานการณ์การกลับมาแข่งต่อของพรีเมียร์ลีกจึงยังเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก มาตรการที่รัฐบาลออกมาเป็นมาตรการระยะยาวที่ต้องรอประเมิณสถานการณ์วันต่อวัน กว่าจะถึงเดือนมิถุนายน สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้นหากพรีเมียร์ลีกหวังจะกลับมาแข่งให้จบแบบสวย ๆ จะต้องมีการวางแผนขั้นตอนการรับมือแบบเข้มงวดที่สุด เพื่อทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจ และจะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้ เพราะนั่นอาจจะหมายถึงทางตันของฤดูกาลนี้