ไม่สูญเปล่า “5 ความสำเร็จ” ที่ยังรอหงส์แดงอยู่ หากพรีเมียร์ลีกกลับมาแข่งจนจบ

หากมีการจัดอันดับทีมที่สูญเสียผลประโยชน์มากที่สุดจากการเลื่อนการแข่งขันออกไป เชื่อแน่ว่าทีมลิเวอร์พูลของเราต้องติด 1 ใน 3 ของรายชื่อ ความเสียหายหนักที่สุดคือ การหยุดพักการแข่งขันไปได้ทำให้เส้นทางการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกที่รอคอยมาอย่างยาวนานถึง 30 ปี ต้องหยุดชะงักลง

ประการต่อมาก็คือ ผลงานอันยอดเยี่ยมของลิเวอร์พูลที่ทำมาตลอดทั้งฤดูกาล ต้องถูกชะลอลงไปด้วย แทนที่พวกเขาจะมีโอกาสสานต่อความสำเร็จด้วยสถิติ ๆ ยอดเยี่ยมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคว้าแชมป์ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ และอาจกลายมาเป็นการคว้าแชมป์ที่ล่าช้าที่สุดในประวัติศาสตร์ไปแทน

หลายคนอาจมองว่า แม้จะกลับมาแข่งต่อได้ แต่ความยิ่งใหญ่และผลงานของลิเวอร์พูลที่ทำมาในปีนี้คงจะไม่เหลืออะไรให้ลุ้นแล้ว ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว เพราะลิเวอร์พูลยังสามารถกลับมาสานต่อความสำเร็จและผลงานที่ยอดเยี่ยมของตัวเองต่อได้ วันนี้ผมเลยรวบรวมสถิติที่รอลิเวอร์พูลให้กลับมาพิชิตมันต่อ

ยังสามารถทำประตูมากที่สุดต่อฤดูกาล

เมื่อดูจากจำนวนการทำประตูของลิเวอร์พูลตอนนี้ที่ทำไปแล้ว 66 ประตูจากการลงแข่ง 29 เกม และเทียบกับเจ้าของสถิติเดิมอย่างแมนซิตี้ที่ทำไป 106 ประตูในปี 2017-2018 ก็ต้องบอกว่าการที่ลิเวอร์พูลจะกลับมาเป็นแชมป์ที่ทำประตูเยอะที่สุดคงเป็นอะไรที่ยากมากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับลิเวอร์พูลในปีนี้

สาเหตุหลักเป็นเพราะลิเวอร์พูลในปีนี้เป็นทีมที่เน้นผลการแข่งขันมากกว่าจำนวนประตู บางนัดหากนำคู่แข่ง 1 ประตูก็ปิดเกมแล้วและหากดูจากสถิติการทำทีมของคล็อปป์ที่ผ่านมา ยังไม่เคยพาทีมยิงประตูได้ถึง 90 ลูกต่อฤดูกาลเลย ทำได้ดีที่สุดคือปีที่แล้วที่ทำไป 89 ประตู

ลิเวอร์พูลต้องการมากถึง 41 ประตูจาก 9 เกมที่เหลือ เฉลี่ยต้องยิงถึง 4.5 ประตูต่อเกมเลยทีเดียว ตีเป็นเลขกลม ๆ คือนัดละ 5 ลูกโดยประมาณ แต่ผ่านไปแล้ว 29 นัด ลิเวอร์พูลเคยยิงคู่แข่งถึง 4 ลูก แค่ 4 ครั้งเท่านั้น มันจึงยากมาก ๆ ที่จะยิงนัดละ 5 ประตู 9 นัดติดต่อกัน

แต่ถ้าทีมของคล็อปป์ทำได้ละ นั่นคงจะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากเลยใช่ไหม ยิ่งพอหลังจากผ่านพ้นวิกฤติมาแบบนี้ พวกเขายิ่งอยากมอบความสุขให้แฟนบอลที่รัก อาจทำให้ 9 เกมที่เหลือทุกเกมจะเป็นดั่งของขวัญที่ทีมมอบให้แฟนบอล สไตล์การเล่นที่เคยเน้นผล อาจจะกลับมาเน้นความสนุก ตื่นเต้น และเอนเตอร์เทรนแฟนบอลก็เป็นได้ และหากลิเวอร์พูลสามารถพิชิตสถิตินี้ได้ คงจะเป็นอะไรที่เยียวยาความรู้สึกที่สูญเสียไปได้อย่างดีทีเดียว

ยังสามารถเป็นแชมป์ที่ชนะมากที่สุดต่อฤดูกาลได้

ความเป็นไปได้ของความสำเร็จนี้เรียกได้ว่าเข้าใกล้มากแล้ว เพราะลิเวอร์พูลแข่งไป 29 เกม ชนะไป 27 เกม ต้องการชัยชนะอีก 6 เกมจาก 9 เกมที่เหลือ เมื่อมองจากทีมที่จะต้องรับมือและความกระหายในการลงเล่นเพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่ของทีมชุดนี้ ความกระหายในชัยชนะในเกมที่เหลือน่าจะมีมากทีเดียว

ตอนนี้เจ้าของสถิติเดิมยังเป็นแมนซิตี้เมื่อปี 2017/18 อยู่ ที่ชนะทั้งหมด 32 เกม หากลิเวอร์พูลชนะอีกแค่ 6 เกม ก็จะทำลายสถิตินี้ทันที และด้วยสไตล์การเล่นของลิเวอร์พูลปีนี้ที่เน้นผลการแข่งขันและชัยชนะทุกนัด แบบไม่สนว่าจะชนะสวยหรูหรือไม่ นักเตะวิ่งกัน 90 นาทีเพื่อชัยชนะไม่มีเหนื่อย ได้ประตูชัยช่วงท้ายเกมบ่อย ๆ ถือว่ามีโอกาสลุ้นมากสำหรับแชมป์ที่ชนะเยอะที่สุด หากหงส์แดงทำผลงานได้สม่ำเสมอแบบนี้การชนะ 6 จาก 9 เกมที่เหลือจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

ยังสามารถคว้าแชมป์ด้วยแต้มสูงสุดได้

ปีที่แล้วหงส์แดงเพิ่งทำสถิติเป็นรองแชมป์ลีกที่มีคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 97 แต้ม แต่ผมคิดว่าคงเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าดีใจเท่าไหร่ แถมหากปีนี้ไม่ได้แชมป์สถิตินี้คงกลายเป็นตำนานเล่าขานไปอีกนาน วิธีที่จะทำให้สถิติดังกล่าวมีคุณค่ามากขึ้นคือฤดูกาลนี้ต้องต่อยอดด้วยการเป็นแชมป์ที่มีแต้มมากที่สุดนั่นเอง

จนถึงตอนนี้แข่งไป 29 นัดลิเวอร์พูลเก็บแต้มได้มากถึง 82 แต้มแล้วเหลืออีกเพียง 19 แต้มก็จะทำลายสถิติการเป็นแชมป์ที่แต้มสูงที่สุดของแมนซิตี้ที่ทำเอาไว้เมื่อปี 2017-2018 ได้ นี่อาจเป็นความสำเร็จอีกหนึ่งชิ้นที่นักเตะและสโมสรสามารถคว้ามามอบให้แฟนบอลได้มากที่สุดในฤดูกาลนี้เลย

ถึงตอนนี้พวกเรามีโอกาสทำได้สูงสุดถึง 109 แต้มจากเกมที่เหลือ นั่นหมายความว่าหาก 101 คือการทำลายสถิติ ลิเวอร์พูลสามารถทำแต้มหล่นได้ถึงอีก 8 แต้มเลยทีเดียว หากพรีเมียร์ลีกกลับมาแข่งจนจบผมคิดว่าสถิตินี้ยังไงก็ไม่รอดพ้นมือของหงส์แดงไปได้

ยังคว้าแชมป์โดยทิ้งห่างรองแชมป์มากที่สุดได้

อันที่จริงหากตัดจบซีซั่นตอนนี้แล้วยกแชมป์ให้หงส์แดง ลิเวอร์พูลจะทำลยสถิตินี้ลงทันทีเพราะจนถึงตอนนี้พวกเขามีแต้มนำห่างอันดับสองอย่างแมนซิตี้ไปแล้ว 25 แต้ม (แข่งมากกว่า 1 นัด) เหนือกว่าสถิติที่แมนซิตี้เคยทำไว้เมื่อปี 2017-2018ที่นำห่างแมนยูฯ 19 แต้ม ถือว่าขอแค่รักษาผลงานสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ แม้จะไปแพ้แมนซิตี้ในบ้านของซิตี้ สถิติก็ยังถือว่าเทียบเท่าแมนซิตี้ได้

เมื่อดูจากโปรแกรมที่เหลือ โปรแกรมของซิตี้นั้นโหดกว่ามาก ส่วนลิเวอร์พูลเจอทีมที่ไม่แข็งเลย มันจึงมีโอกาสที่ซิตีจะทำแต้มหล่นและช่องว่างจาก 25 จะขยับไปเรื่อย ๆ และไม่แน่ว่าอาจจะทำได้ทะลุหลัก 30 แต้มเลยทีเดียว

ยังสามารถคว้าแชมป์เร็วที่สุดได้

แน่นอนครับว่าหากนับตามปฏิทินลิเวอร์พูลหมดสิทธิ์ในการทำลายสถิติคว้าแชมป์เร็วที่สุดของแมนยูที่ได้แชมป์วันที่ 14 เมษายน 2000-2001 ไปแล้ว อย่างไรก็ตามหากนับตามตารางการแข่งขัน ลิเวอร์พูลยังสามารถเป็นทีมที่ได้แชมป์เร็วที่สุดโดยมีโปรแกรมแข่งเหลือมากที่สุดได้ เจ้าของสถิติเดิมคือ แมนซิตี้ฤดูกาล 2017/2018 นั่นแหละครับที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคพรีเมียร์ลีก นับตามโปรแกรมแข่งขันโดยได้แชมป์นัดที่ 33 เหลือเกมแข่งขันอีกตั้ง 5 เกม

ตอนนี้ลิเวอร์พูลแข่งไปแล้ว 29 นัด ต้องการให้ได้แชมป์ก่อนนัดที่ 33 ขณะที่พวกเขาต้องการอีกแค่ 6 แต้มก็จะได้แชมป์แบบเป็นทางการ หมายความว่าหากลิเวอร์พูลสามารถชนะ 2 จาก 3 เกมต่อไปได้ ก็จะทำลายสถิตินี้ได้ทันที โดยไม่ต้องสนใจผลงานของแมนซิตี้เลย แต่หากแมนซิตี้ทำผลาดเสียแต้ม โอกาสก็จะยิ่งมาเร็วขึ้นเท่านั้น

นอกจากความท้าทายใหญ่ ๆ พวกนี้แล้ว ยังมีความท้าทายอีกมากที่รอให้หงส์แดงของเรากลับมาพิชิตมันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บชัยชนะในบ้านมากที่สุดในฤดูกาลเดียว (สถิติเดิม 18 ) เพราะตอนนี้หงส์แดงยังชนะ 100% ในบ้าน ซึ่งหากทำข้อนี้ได้ลิเวอร์พูลก็จะทำลายสถิติการแต้มในบ้านมากสุด 55 คะแนนได้ด้วย

สำหรับความสำเร็จส่วนบุคคลนั้น เทรนท์อาร์โนล์ด ก็จ่อลุ้นเป็นกองหลังที่แอสซิสต์มากที่สุด 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งจะเป็นการทำลายสถิติตัวเองของอาร์โนล์ดที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว 12 แอสซิสต์ ที่บอกว่าจ่อเพราะตอนนี้เขาทำไปแล้ว 12 แอสซิตส์ เทียบเท่าสถิติสูงสุดแล้ว ขออีกเพียง 1 แอสซิตส์เขาก็จะทำลายสถิติตัวเองได้ แล้วคุณคิดว่า 9 นัดที่เหลือเขาจะถวายพานให้เพื่อนไม่ได้เลยหรือ

โดยสรุปแม้แชมป์แรกของเราอาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่ก็ใช่ว่าปลายทางที่เรารอคอยจะไม่มีอะไรรอเราอยู่ ระหว่างทางที่เหลือเรายังสามารถเก็บเกี่ยวความยิ่งใหญ่ประบันทึกไว้เป็นหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังของเราได้ สำหรับลิเวอร์พูลแล้วไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ และทุกอย่างที่ได้มาล้วนเป็นประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น