ลิเวอร์พูลที่คล็อปป์อยากให้เป็น, เป้าหมายการซ้อมที่แอนฟิลด์, สามประสานแห่งยุค

เปิดเป้าหมายของการมาซ้อมที่แอนฟิลด์

เรียกว่าใกล้ซะยิ่งกว่าใกล้แล้วสำหรับการกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งของพรีเมียร์ลีก หลังจากพรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทำการซ้อมแบบสัมผัสโดนตัวกัน ก็ทำให้การฝึกซ้อมสามารถทำได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ทำ เพื่อกลับมาแข่งขันกันใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

ล่าสุดเมื่อวานลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟิลด์ให้นักเตะกลับมาซ้อมกันเป็นทีมได้แล้ว เป๊บ ลินเดอร์ส ผู้ช่วยมือขวาของคล็อปป์ได้ออกมาเปิดเผยถึงการกลับมาซ้อมที่แอนฟิลด์ครั้งนี้ผ่านสื่อทางการของสโมสรว่า

“”มันน่าเหลือเชื่อมาก ที่เราได้กลับมายังสนามที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ มันเป็นบ้านของเรา แอนฟิลด์เป็นสนามที่ผูกพันกับเราเป็นอันดับสองรองจากบ้านของเราเอง เราฝึกซ้อมตลอดทั้งสัปดาห์ด้วยความมุ่งมั่น และกระตือรือร้น เพื่อที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด”

“เป้าหมายสำคัญของเราคือ เราอยากให้นักเตะได้คุ้นชินกับการลงสนามโดยที่ไม่มีกองเชียร์ เรากลับมาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อกลับสู่แนวทางในการเล่นของเรา เรารู้ว่าเราต้องทำงานหนักในช่วงฝึกซ้อม และต้องพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเรียกฟอร์มให้อยู่ในระดับเดียวกันที่เราเคยทำ”

“การซ้อมวันนี้ เป็นอีกก้าวที่สำคัญมากในการเดินมาถูกทิศ สิ่งแรกก็คือการคุ้นเคยกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกม และเรื่องที่สองการให้นักเตะทุกคนได้มีเวลาในการลงสนาม และแข่งขันกันในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับส่งที่เราจะต้องเจอในอนาคต”

พวกเขาคือสามประสานแห่งยุค-มาร์ค ลอว์เรนสัน

พี่มาร์คที่ไม่ใช่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก และไม่ใช่มาร์ค อภิ.. เอ่อ มุกนี้ข้ามไปเถอะครับ แต่เป็นพี่มาร์คอดีตนักเตะของหงส์แดง ได้ไปออกรายการ เธียร์เตอร์ บาย คิวอีทู และถูกโยนคำถามที่ตอบยากมาก ๆ ว่า สามประสานหงส์แดงคือ มาเน่ ซาลาห์ ฟีร์มิโน่ เมื่อเทียบกับสามประสานของ PSG ที่มีเนย์มาร์ เอ็มบัปเป และอิคาร์ดี้รวมถึงคาวานีนั้นเป็นอย่างไร

“ผมบอกเลยนะว่า ตลอดระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาเป็น 3 ประสานในแนวรุกที่อันตรายที่สุดในโลก ทุกคนประสานงานกันได้อย่างไหลลื่น ซึ่งหากเทียบกับสามประสานแห่งกรุงปารีสน่ะเหรอ แน่นอนว่าไม่มีความสงสัยในความสามารถของพวกเขาที่ เปแอสเช ทว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานหนักเท่าที่ 3 แข้ง หงส์แดง ได้แสดงให้เห็น”

“นั่นเป็นเหตุผลที่ผมยกให้พวกเขายอดเยี่ยมที่สุด นอกจากนี้ทั้ง 3 คนยังสามารถรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ แทบจะไม่บาดเจ็บอีกด้วย ขณะที่ความรวดเร็วของพวกเขาก็ทำให้ยากที่จะรับมือ”

ใครอ่านก็รู้ว่าน้ามาร์คแกไม่ได้ลำเอียงจริง ๆ นะ เพราะแกเป็นเด็กหงส์ร้อยเปอร์เซ็นต์มันเลยไม่เอียงนะ เรียกว่าล้มทับมาทางหงส์แดงแล้วดีกว่า แต่ถามว่าน้าแกพูดถูกไหม ใครจะเถียงละ อิอิ

นิวบาลานซ์ได้ไปต่อ

เดิมทีนิว บาลานซ์ สปอนเซอร์เก่าของเรามีคิวจะอำลากันวันที่ 31 พฤษภาคม และน่าจะจบแบบสวย ๆ ด้วยการที่หงส์แดงได้สวมชุดรับแชมป์ แต่สถานการณ์เจ้ากรรมทำให้ทุกอย่างผิดแผนไปหมด แต่นั่นแหละครับบางครั้งการทำธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวหนังสือในสัญญาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความเชื่อใจ และซื้อใจ

ยิ่งสโมสรที่มีภาพลักษณ์ของการเป็นองค์กรที่ไม่เอารัดเอาเปรียบ ใช้ใจซื้อใจอย่างหงส์แดง นี่คงไม่ทำให้เรื่องนี้ถูกตำหนิหรอกครับ สโมสรของเราเริ่มด้วยการประกาศว่าจะใส่เสื้อของนิว บาลานซ์ ในการรับแชมป์แน่ ได้เสียงปรบมือไปหนึ่งเปราะ

ล่าสุด สโมสรของเราก็ออกมาเรียกเสรยงปรบมืออีกเปราะด้วยการประกาศว่า จะขยายสัญญาของนิว บาลานซ์ออกไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม และไนกี้จะเข้ามาเป็นผู้ผลิตชุดอย่างเป็นทางการให้กับสโมสรทั้งทีมชาย และหญิง รวมถึงทีมโค้ช และมูลนิธิสโมสรลิเวอร์พูล จะมีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2020 ปรบมือสิครับ รออะไร แต่ถ้าจะปรบระวังมือถือร่วงด้วยนะครับ

คล็อปป์ไม่สน อยากได้แชมป์ฉลองแน่

หลังจากพาลูกทีมกลับมาซ้อมแบบเต็มเหนี่ยว ที่แอนฟิลด์ ก็มีนักข่าวจากหลายสำนักยื่นหมู เอ้ย ไมค์ ใส่มากคล็อปป์อีกแล้ว เพราะรู้ว่าบอสของเรามักจะคายประโยคเด็ด ประโยคดังออกมาให้พาดหัวกันแน่นอน และสำหรับวาทะเด็ดรอบนี้ก็หนีไม่พ้นคำถามของสำนักข่าว บีบีซี ที่ถามว่ากังวลกับเรื่องที่แฟนบอลจะออกมาฉลองไหมว่าจะส่งผลต่อสถานการณ์ระบาดของโรคหรือไม่

“ถ้าเราเป็นแชมป์แล้วนะเหรอ เราก็จะฉลองแชมป์แบบเป็นการภายในกันอย่างเต็มที่ในสนามที่เราสามารถทำแบบนั้นได้ ไม่ว่ามันจะเป็นที่ไหนก็ตาม และเราก็จะฉลองร่วมกับแฟนบอลของเราทุกคนในตอนที่เราได้รับอนุญาตให้ทำแบบนั้นอีกครั้งด้วย”

“ผมขอสัญญาเลยว่าถ้าเราได้แชมป์ มันก็จะมีการจัดขบวนพาเหรดกัน ไม่ว่ามันจะมีขึ้นที่ไหนก็ตาม ใครจะสนกันล่ะ เราขอแค่วันเดียวที่ทุกคนจะสามารถมาร่วมฉลองได้ และเราจะทำอย่างนั้น”

ดูคำตอบของบอสคือจีเนียสมาก ตอบแบบได้ใจแฟนบอล อีกทั้งยังตอบแบบไม่ถูกนักข่าวโจมตีด้วย สรุปคือบอสบอกว่า ตูฉลองแน่ และจะแห่กับแฟนบอลของกูด้วย กูไม่สนหรอก แต่ตูจะทำก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตและมันปลอดภัยโว้ย 55555 เฉียบบบ

ลิเวอร์พูลที่คล็อปป์อยากให้เป็น

ผู้จัดการทีมทุกคนมีความฝัน มีรูปแบบการเล่นที่อยากให้ทีมของตัวเองเล่นหรือไปให้ถึง คล็อปป์เองก็เช่นกันครับ แต่ทีมของคล็อปป์มันแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือมีการพัฒนาการเล่นอยู่เรื่อย ๆ มีหนัก มีเบา มีอ่อน มีแข็ง มียืดหยุ่น ดังนั้นเมื่อถามว่า เป้าหมายหรือหากพูดเป็นภาษาหนังจีนกำลังภายในก็คือ สุดยอดวรยุทธ์ที่คล็อปป์ต้องการให้ทีมนี้สำเร็จคืออะไรกันแน่

เริ่มต้นคล็อปป์อธิบายถึงหลักการของเคล็ดวิชาก่อนว่า “มันไม่ใช่ว่าเรามีหนังสือหนึ่งเล่ม และให้ไปอ่าน แล้วคุณจะรู้ทั้งหมด เรื่องแบบนี้คือ เราเล่นอย่างมีชีวิตชีวายังไง มองในแง่ดีแค่ไหน กล้าเล่นแค่ไหน มันมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ในทุกระดับ และทุกๆ ทีม”

จากนั้นคล็อปป์ก็เผยกฎหรือหลักการเล่นสามข้อของทีมที่จะนำไปสู่ทีมที่คล็อปป์ฝันถึงคือ “เรามีกฎสองสามข้อที่ชัดเจนว่า เราอยากจะเล่นกันอย่างไร เราอยากจะตั้งรับอย่างไร ตรงไหนที่เราอยากจะตั้งรับ ตรงไหนที่เราอยากจะจ่าย”

สุดท้ายคล็อปป์ได้เผยให้เห็นว่าลิเวอร์พูลที่คล็อปป์ฝันจะให้เป็นนั้นเป็นอย่างไร “ความฝันตลอดมาของผมคือเราสามารถเลือกนักเตะชุดใดก็ได้ลงเล่น แต่เมื่อคุณดูการเล่นของเราคุณจะพูดว่า “อ่า นี่คือทีมลิเวอร์พูล” อัตลักษณ์ที่ชัดเจนคือทุกคนจะพูดว่า “โอ้ นี่คือลิเวอร์พูล” นี่คือสิ่งที่เราพยายามจะทำ”

นี่คือคำสัมภาษณ์ที่คล็อปป์ให้กับ เวสเทิร์น ยูเนียน จริง ๆ อ่านแล้วก็งง ๆ นะครับว่าตกลงแล้วไอ้ทีมที่คล็อปป์บอกว่า ดูแล้วต้องร้องว่า โอ้ นี่แหละลิเวอร์พูล มันเป็นยังไงกันแน่ กระบวนท่า หรือเคล็ดวิชาที่ทำให้คนจำได้คืออะไรกัน แต่ในคำตอบนั้นมีคำตอบอีกชั้นซ่อนอยู่ คือ คุณต้องดูลิเวอร์พูลเล่นด้วยตาคุณเองเท่านั้น คุณถึงจะรู้ว่าอัตลักษณ์ที่คล็อปป์ว่านั้นคืออะไร มีเพียงคุณเท่านั้นที่จะยืนยันได้ เอะนี่ผมพูดอะไรไป ถ้าทุกท่านงง ผมขออภัยไว้ด้วย ณ ที่นี้

คล็อปป์รำลึก 1 ปี คว้าแชมป์ UCL

มาอ่านอะไรที่มันไม่งงแบบข้างบนดีกว่าครับ แน่นอนว่าสำหรับเด็กหงส์แชมป์ UCL เมื่อปีที่แล้วมันเป็นสมัยที่ 6 แล้ว แต่สำหรับคล็อปป์มันเป็นสมัยแรกของเขาหลังจากพยายามเข้าชิงทั้งหมด 3 ครั้ง หากมันเป็นแชมป์ที่พิเศษสำหรับแฟนบอล ยิ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะพิเศษสำหรับคล็อปป์แค่ไหน

“ ผมมีเวลาเยอะนะ ช่วงล็อคดาวน์  ดังนั้นผมจึงได้ดูการแข่งขัน UCL ของเราเมื่อปีที่แล้วเกือบครบทุกนัดเลย มันยิ่งใหญ่มาก วันนี้เมื่อ 1 ปีก่อน หนึ่งปีก่อนโลกของผมเปลี่ยนไป มันคือความจริงเช่นกัน เราได้ไปเล่น ซุปเปอร์คัพ กับ เวิล์ด คัพ มันเป็นอะไรที่ว้าวมาก”

“ผมมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าผู้คนมากมายยังพูดถึงเรื่องราวของนัดชิงปี 2005 แต่เรากำลังสะสมเรื่องราวเหล่านี้ไว้เล่าให้คนอื่น ๆ ฟัง และผมก็ดีใจที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในปีที่แล้ว เพราะมันทำให้ไม่มีใครพูดเรื่องที่เราแพ้นัดชิงไปอีกนาน ผมรู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง มันโอเคสำหรับผมแล้ว และที่สำคัญ นัดชิงวันนั้น ผู้คนก็จะพูดถึงมันไปอีกนานเช่นกัน”