“ไม่ใช่แค่เงิน” 3 เหตุผลของปัญหาเชิงซ้อนที่ส่งผลให้ลิเวอร์พูลถอนดีล ติโม แวร์เนอร์

สาเหตุหลักที่ลิเวอร์พูลต้องถอนตัวจากแวร์เนอร์ที่ทุกสื่อพูเหมือนกันก็คือ มาจากผลกระทบปัญหาด้านการเงินของสโมสร แต่หลายคนก็คนวิจารณ์ว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะเหตุผลหากพิจารณาถึงการเติบโตในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลมีการเติบโตในทุก ๆ ด้าน ลิเวอร์พูลเป็นทีมเดียวในทีมระดับท๊อป 6 ของพรีเมียร์ลีกที่มีผลประกอบการกำไร 3 จาก 5 ปีหลังสุด ขณะที่แมนซิตี้และแมนยูนั้นในรอบ 10 ปีพวกเขาไม่มีกำไรจากการซื้อขายนักเตะเลย

นอกจากนั้นเราจะเห็นว่าลิเวอร์พูลมีรายได้เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ด้าน จากปี 2010/2011 ซึ่งเป็นปีแรกที่กลุ่มเฟนเวย์เข้ามาซื้อลิเวอร์พูล สามารถเก็บเงินจากค่าเข้าชมสนามและตั๋วได้เพียง 45.3 ล้านปอนด์ เพิ่มเป็น 94.5 ล้านปอนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดจากแค่ 72.3 ล้าน เพิ่มเป็น 299.3 ล้าน ส่วนการเงินอื่น ๆ เพิ่มจาก 85.7 เป็น 210.9 ล้าน ไหนจะเงินจากสปอนเซอร์ใหม่ เงินจากการได้แชมป์และเข้ารอบลึก ๆ ของการแข่งขันฟุตบอลต่าง ๆ

รายได้ของหงส์แดง 10 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น แกนกลางของปัญหานี้คือผลกระทบทางด้านการเงินของลิเวอร์พูลอย่างเดียวจริงหรือ หรือจริง ๆ แล้วมันยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาเชิงซ้อนที่เร้นกายซ่อนตัวอยู่ในเงาใหญ่ ๆ ของปัญหาทางการเงินในครั้งนี้ ที่ทำให้เกิดเส้นขนานระหว่างหงส์แดงกับแวร์เนอร์ ในบทความนี้ผมอยากชี้ให้เห็นว่า มันมีปัจจัยอื่นนอกจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งจากฝั่งของหงส์แดงเอง และจากฝั่งของนักเตะ

1 โครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น นำมาซึ่งความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง

ภายใต้การเติบโตแบบฉุดไม่อยู่ของลิเวอร์พูล มันก็มีความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นและสูงขึ้นในการพัฒนาทีม มีการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งในสนามแอนฟิลด์และสนามฝึกซ้อม มีการลงทุนด้านบุคลากรเพิ่มมากมายหลายตำแหน่งที่ไม่เคยมีมาก่อนหรืออัพเกรดสิ่งที่มี เช่น นักโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ การขยายเพดานค่าเหนื่อยนักเตะ รวม ๆ แล้วจากเดิมที่ลิเวอร์พูลใช้เงินในส่วนนี้เพียงปีละไม่เกิน 200 ล้านปอนด์ มาเป็นปีละ 300 กว่าล้านปอนด์สำหรับเฉพาะเงินที่ต้องลงทุนในส่วนของบุคลากรทั้งทีมงานและนักเตะ

เพียงแต่ที่ผ่านมาการเติบโตของโครงสร้างนี้มันไม่เคยได้รับผลกระทบอะไร มีแนวโน้มที่ดีด้วยซ้ำ เงินทุนที่หลั่งไหลเข้ามาถูกหมุนเวียนอัดเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว แถมยังมีการบริหารการเงินเกี่ยวกับการซื้อขายนักเตะที่ยอดเยี่ยม มีกำไรและผลงานจากการซื้อขายที่เห็นได้ชัด พูดง่าย ๆ ก็คือ หากไม่เกิดโควิด ป่านนี้ลิเวอร์พูลคงได้ฉลองแชมป์ ได้เงินจากสปอนเซอร์ใหม่ ได้ขายชุดแข่งใหม่ ได้นักเตะใหม่ และเติบโตขึ้นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

แต่พอเกิดการหยุดแข่งไป 2-3 เดือน รายจ่ายเหล่านี้สโมสรยังต้องจ่ายต่อไป ในขณะที่รายได้แทบไม่มีเข้าสโมสรเลย และอีกหนึ่งสิ่งที่คนมักมองข้ามคือ รายจ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติ ที่สโมสรต้องแบกรับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและสะดวกสบายของนักเตะและทีมงาน มีการลงทุนไปกับสถานการณ์นี้เท่าไหร่บ้างยังไม่มีการประเมินออกมาแบบชัดเจนเลย แต่ที่แน่ ๆ คือ ลิเวอร์พูลเสียไปกว่า 200 ล้านปอนด์ระหว่างที่ฟุตบอลหยุดไป

คาราเกอร์ออกมาตำหนิการตัดสินใจของทีมต่อกรณีจะขอพักงานพนักงาน

การจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพวกนี้ในธุรกิจทั่วไปอาจทำได้ด้วยการลดขนาดลง การขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือการลดต้นทุนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน เงินเดือน รวมถึงอาจต้องหยุดโครงการที่ใช้เงินลงทุนต่าง ๆ ด้วย ลิเวอร์พูลเองก็มีความพยายามเช่นนี้เหมือนกัน ทั้งการยื่นขอให้รัฐช่วย การจะพักงานพนักงานให้รัฐช่วยจ่าย แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทีมไม่สามารถทำได้ เพราะทุกฝ่ายประเมินว่าลิเวอร์พูลไม่น่าจะได้รับผลกระทบอะไรขนาดนั้น อีกทั้งยังเป็นเรื่องของมนุษยธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ยิ่งเป็นการพลักภาระทั้งหมดมาที่สโมสรเหมือนเดิม

แม้จะดูขัดกับผลประกอบการของทีม แต่เมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขของโครงสร้างสโมสรที่ใหญ่ขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้เมื่อมองย้อนไปถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาของทีมที่ผ่านมา ก็ทำให้เราพอเข้าใจได้ว่าทำไม การลงทุนกับนักเตะที่มีราคา 50 ล้านปอนด์ มีค่าเหนื่อย 140,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ไหนจะค่าเอเยนต์อีกหลายล้านปอนด์ จึงไม่คุ้มและไม่สมดุลกับการใช้จ่ายเพื่อประคองโครงสร้างของทีมไม่ให้พังครืนลงมา

ความจริงที่ว่าลิเวอร์พูลบริหารสโมสรยึดหลักวินัยทางการเงิน

แม้ปัจจัยเรื่องเงินจะสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าลิเวอร์พูลไม่มีเงินเลยหรือกำลังเข้าขั้นวิกฤติจะหมดตัวอะไรแบบนั้น แต่จริง ๆ แล้ว การตัดสินใจครั้งนี้ มันวางอยู่บนพื้นฐานของการมี “ทางเลือก” มากกว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีทางเลือกในการซื้อตัวแวร์เนอร์

สมมติวันนี้ลิเวอร์พูลตัดสินใจซื้อแวร์เนอร์ เชื่อว่าหลายฝ่ายก็ไม่ตกใจ และหากให้วิเคราะห์ถึงข้อดีต่าง ๆ ผมว่ามันก็มีแง่มุมที่วิเคราะห์ออกมาได้ ทั้งในแง่ของการพัฒนาทีมเสริมขุมกำลังการลงทุนเพื่ออนาคต และอาจจะรวมไปถึงเรื่องการตลาดด้วย การซื้อนักเตะใหม่เข้ามาไม่ใช่แค่เรื่องของการเสียเงิน แต่เป็นเรื่องของการได้เงินด้วยทั้งจากการขายเสื้อ การเข้ามาของแบรนด์สินค้า จากผลงานของทีมที่อาจจะดีดว่าเดิมแข็งแกร่งกว่าเดิม

ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าลิเวอร์พูลมีเงินซื้อแวร์เนอร์หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า การซื้อหรือไม่ซื้อ อย่างไหนมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และทีมจะสามารถรับมือได้ง่ายที่สุด จะเร่งรุดหน้าไปแบบกล้าเสี่ยงกล้าลอง หรือจะถอนเกียร์ลงสักหน่อย แต่ขับเคลื่อนได้คล่องขึ้น การยอมโตช้าลงหน่อย แต่โตแน่ รากฐานไม่กระทบมาก กับการเร่งให้โตที่แม้อาจจะไม่ส่งผลถึงขั้นพังครืนลงลง แต่อาจทำให้การโตไปแบบไม่สมดุล และมีปัญหาแทรกซ้อนระหว่างทาง หรือทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักเกินไป

ลิเวอร์พูลกำลังเดินเรื่องขอต่อสัญญากับนักเตะ นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มว่าหากสถานการณ์ทางการเงินไม่ดีขึ้นอาจต้องมีการขายนักเตะออกจากทีม ซึ่งจากข่าวที่ปรากฏก็มีมากถึง 4-5 คน หรือแม้แต่แนวโน้มว่าจะขอลดค่าเหนื่อยนักนักเตะลงบ้าง เหล่านี้เป้าหมายอยู่ที่การรักษาสภาพคล่องของทีม

แต่หากมีการซื้อขายนักเตะระดับ 50 ล้านปอนด์ การกระทำทั้งหมดอาจถูกตีความได้ว่า ทำเพื่อเอาเงินไปซื้อนักเตะใหม่ ทั้งที่ทีมมีปัญหามากมาย สวนทางกับหลักของ FFP (กฎความยุติธรรมทางการเงิน) ที่ลิเวอร์พูลยึดถืออย่างเคร่งครัดตลอดการเข้ามาของ FSG ถ้าอยากรู้ว่า FFP สำคัญกับการบริหารลิเวอร์พูลอย่างไร ลองอ่านบทความเรื่อง ลึกแต่ไม่ลับกับการสร้างทีมลิเวอร์พูลให้ประสบความสำเร็จของกลุ่มเฟนเวย์ ที่ผมเคยเขียนได้ โดยรวมคือการจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อแวร์เนอร์ในสถานการณ์เช่นนี้ มันขัดแย้งกับหลักการที่สโมสรวางไว้ตั้งแต่ต้น

ทั้งคล็อปป์และแวร์เนอร์ต่างทำใจยอมรับความจริง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คล็อปป์คือผู้อยู่เบื้องหลังการเดินหน้าเจรจากับแวร์เนอร์มาตลอด ทุกคนรู้ว่าคล็อปป์คือคนที่อยากได้แวร์เนอร์มากกว่าใคร ข้อมูลจากสื่อที่ออกมาตรงกันหลายเจ้าก็คือคล็อปป์กับแวร์เนอร์พูดคุยกันมานานหลายครั้ง และดีลนี้ไม่น่าพลาดหากไม่มีการหยุดแข่งก่อน

สถานการณ์เปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยนได้เสมอ แต่สิ่งที่คล็อปป์ยึดมั่นเสมอก็คือ เขาไม่ใช่คนที่จะซื้อตัวนักเตะเพราะถูกบีบ หรือมีอาการแพนิก คล็อปป์ไม่ใช่ผู้จัดการทีมประเภท “ต้องเอาให้ได้” โดยไม่สนสี่สนแปดอะไร เราอาจจะเคยเห็นการทุ่มซื้อนักเตะอย่างฟานไดจค์ อลีสซง แต่อย่าลืมว่าการซื้อนั้นอยู่ในอีกเงื่อนไขหนึ่ง

ข้อมูลจากสื่อที่ปรากฏชัดเจนว่ากรณีของแวร์เนอร์ที่ต้องถอนตัวออกมา ก็มาจากการพูดคุยที่มองไปคนละทางของทั้งคล็อปป์และแวร์เนอร์ แวร์เนอร์ต้องการย้ายทีมภายใต้เงื่อนไขค่าฉีกสัญญาที่ออกจากทีมง่าย แต่สัญญานั้นกำลังจะหมดลงในวันที่ 15 มิถุนายนนี้แล้ว หากพ้นจากนั้นไป ค่าตัวของแวร์เนอร์อาจจะพุ่ง และการย้ายทีมของเขาอาจจะสะดุด ที่สำคัญที่สุดคือแวร์เนอร์รอที่จะย้ายออกมา 1 ปีเต็ม ๆ เขาคงไม่สามารถรอได้อีกต่อไป

ส่วนคล็อปป์เองไม่ได้ขอให้แวร์เนอร์รอ เช่นเดียวกับไม่รั้งหรืออ้อนวอนเวลานักเตะอยากย้ายทีม ทั้งไม่ได้โวยวายอะไรกับทีมบริหาร ซ้ำยังเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดดย่างดีด้วยซ้ำ คล็อปป์บอกแค่เพียงว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการซื้อนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นแวร์เนอร์หรือใครก็ตาม จะมีการซื้อนักเตะก็ต่อเมื่อทีมอยู่ในสภาพทีมที่พร้อมเท่านั้น

อนาคตของลิเวอร์พูลไม่ได้ดับวูบหากไม่ได้ตัวแวร์เนอร์ เช่นเดียวกับที่เส้นทางอาชีพของแวร์เนอร์ก็ไม่ควรดับลงเพียงเพราะต้องรอให้ลิเวอร์พูลพร้อม เมื่อต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง มีเงื่อนไขที่ต้องจัดการ การเลือกที่สวนทางกับหัวใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ ก็เป็นการเลือกที่น่ายกย่อง ไม่มีเหตุผลอะไรที่คล็อปป์จะเห็นนักเตะคนหนึ่งสำคัญไปกว่าทีมอยู่แล้ว

ในส่วนของแฟนบอล หากเราทำความเข้าใจเหตุผลได้ อย่างน้อยก็เป็นภูมิคุ้มกันเราออกห่างจากอาการธาตุไฟเข้าแทรก เที่ยวไปด่าตัวนักเตะหรือสโมสรแบบเสีย ๆ หาย ๆ และไม่จำเป็นต้องรู้สึกเสียหน้า อับอายที่ไม่ได้นักเตะที่หมายปองแต่อย่างใด ขอให้เชื่อมั่นในตัวคล็อปป์และระบบทีมที่สร้างมา และเชื่อเถอะครับบางทีพลาดคนนี้แต่ก็อาจได้เพชรเม็ดงามอีกคนมาเสริมทีมก็ได้ ใครจะไปรู้