ทำไมจึงตกหลุมรัก(คล็อปป์):ปรัชญาความรักในฟุตบอลของคล็อปป์กับลิเวอร์พูล

เชื่อว่าเด็กหงส์อายุขึ้นเลขสามส่วนมากต้องเคยดูภาพยนตร์ระดับคลาสสิกของเกาหลีใต้อย่าง “The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต” แน่นอน ถือเป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกอันดับหนึ่งในหัวใจของผมและคงอีกหลายคนทั่วโลกแน่นอน สาเหตุเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวความรักที่สุดแสนโรแมนติก เรื่องของความรัก การเสียสละ และการรอคอย ความผิดหวัง ความสมหวัง ความเจ็บปวดที่สวยงาม  คำถามคือเราสามารถตามหาความรักแบบนั้นได้ในโลกฟุตบอลหรือไม่ เรื่องราวของคล็อปป์กับลิเวอร์พูลอาจเทียบได้กับหนังรักโรแมนติกเรื่องนั้น

เราที่เป็นแฟนบอลเคยถามตัวเองบ้างไหมครับว่าทำไมถึง “ตกหลุมรัก” เจเก้น คล็อปป์ มากถึงขนาดนี้ เพราะถ้าว่ากันตามจริงช่วง 2-3 ปีแรกผลงานของเขาถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจเลย การแพ้นัดชิงถึง 3 รายการ มันดูไม่จืดเลยและหากเป็นกุนซือคนอื่นคงไม่ได้รับโอกาสต่อ อะไรทำให้เราคิดว่าคล็อปป์คือคนที่ใช่ และเฝ้ารอคน ๆ นี้ เพราะฟุตบอลของคล็อปป์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “เหตุและผล” เท่านั้น แต่มันขับเคลื่อนด้วย อารมณ์และความรู้สึกเสมอมา

คล็อปป์ทำให้เด็กหงส์รู้สึกไม่ต่างจากสิ่งที่ อแลง บาดิยู ( Alain Badiou) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสพูดไว้ว่า “จงรักสิ่งที่คุณจะไม่มีวันได้เจออีกเป็นครั้งที่สอง” หรือ “จงรักสิ่งที่คุณไม่มีวันจะเชื่อซ้ำอีกหน” คุ้น ๆ ไหมครับ วันแรกที่คล็อปป์เข้ามาทำงานกับลิเวอร์พูลเขาพูดไว้เลยว่า “เราต้องเปลี่ยนจากความสงสัย เป็นความเชื่อมั่น” แล้วเราเชื่อมั่นในคล็อปป์ได้อย่างไรกัน ทั้งที่บ่อยครั้งเขาทำเราผิดหวัง หรือไม่ได้ดั่งใจที่เราหวังไว้

วันนี้ผมจะชวนเราลองมาค่อย ๆ ย่อย เรื่องนี้แบบเจาะลึกทีละช้า ๆ ทีละขั้นกันแล้วคุณจะได้คำตอบว่าทำไมเราถึงตกหลุมรักคล็อปป์

คนธรรมดาที่มาพร้อมกับความรักที่ไม่ธรรมดา

พล็อตหนังรักประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมในบ้านเราคือ การที่พระเอกหรือนางเอกที่รวยต้องปลอมตัวเป็นคนธรรมดาเพื่อตามหารักแท้ ในวันที่โลกฟุตบอลถูกห่อหุ้มด้วยธุรกิจที่ต้องการความสำเร็จแบบฉับพลันทันด่วน สโมสรใหญ่ๆ มักตามหาสิ่งที่พิเศษ สิ่งที่มีคุณวิเศษมากว่าคนอื่น

วันแรกที่คล็อปป์เข้ามาหนึ่งในคำถามที่นักข่าวโยนใส่คล็อปป์คือ “ตอนมูรินโญ่มาทำงานในพรีเมียร์ลีกครั้งแรกเขานิยามตัวเองว่าเป็น the Special One แล้วคุณละนิยามตัวเองว่าอย่างไร” คำถามนี้แสดงถึงกระแสวัฒนธรรมโครงสร้างฟุตบอลของโลกในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี และมูรินโญ่ก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของสิ่งนั้น บุคคลวิเศษที่พร้อมจะเสกสรรความสำเร็จให้คุณได้ จากเชลซี ไปอินเตอร์ จากอินเตอร์ไปมาดริด ย้อนกลับมาที่เชลซีอีกรอบมูรินโญ่ก็ยังแจ่มชัดในวิถีนี้เสมอ และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็เป็นสิ่งที่แฟนบอลในโลกสมัยใหม่ต้องการเช่นกันคือปลายทางที่ประสบความสำเร็จ ไม่เว้นแม้แต่ลิเวอร์พูลแน่นอน

แต่คล็อปป์ตอบคำถามนี้ได้อย่างน่าหมั่นไส้มาก (ในตอนนั้น) ว่า “ผมไม่อยากนิยามตัวเอง พวกคุณในห้องนี้คิดว่าผมจะทำสิ่งที่วิเศษได้อย่างนั้นหรือ เปล่าเลย ผมเป็นผู้ชายธรรมดา ผมมาจาก Blak Forest แม่ของผมอาจจะกำลังนั่งดูผมอยู่ที่บ้าน โดยไม่สามารถเข้าใจถ้อยคำที่ผมพูด แต่โคตรภูมิใจในตัวผม”

“ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมเป็นผู้เล่นที่พอเล่นได้ เป็นผู้จัดการทีมในเยอรมันกับสโมสรที่แสนพิเศษอย่างไมนซ์ จากนั้นผมได้โอกาสมาคุมทีมดอร์ทมุนด์ อีกหนึ่งสโมสรพิเศษตลอดช่วงเวลา 7 ปี”

บทสัมภาษณ์ที่มีความถ่อมตน พยายามจะไม่ยกเครดิตใด ๆ ให้ตัวเอง มองตัวเองเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่เคลื่อนผ่านแต่สิ่งที่ดีรอบกาย คำถามคือ ถ้าคุณนิยามตัวเองว่าเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีความพิเศษแล้วอะไรละคือสิ่งที่คุณจะนำมาให้กับสโมสรแห่งนี้

ความรักยังไงละครับ ใช่ครับ ความรักที่กินไม่ได้นี่แหละ ในยุคที่ความสำเร็จของธุรกิจฟุตบอลถูกขับเคลื่อนด้วยวัตถุแลกทางมูลค่าอย่างเงินตรา คล็อปป์กลับเสนอว่าจะสร้างทีมจากความรักที่เขามีต่อฟุตบอล มันช่างน่าขำไหมละครับ แต่นี่แหละครับคือสิ่งที่ทีมอย่างลิเวอร์พูลต้องการมากที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น

เราไม่ได้ต้องการผู้จัดการทีมที่จะเข้ามาเพียงเพื่อพิสูจน์คุณวิเศษของตัวเองว่าตัวเองนั้นเก่งอย่างไร เพราะบุคคลที่มีคุณวิเศษมักมาพร้อมกับมูลค่าที่มหาศาลเสมอ และลิเวอร์พูลในช่วงนั้นยังไม่พร้อมที่จะจ่าย หลังเพิ่งรอดพ้นจากการล้มละลายไม่นาน สิ่งที่เราต้องการคือรักแท้ คนที่เราจะมอบทั้งใจให้อีกครั้งโดยไม่สงสัย คนที่เราพร้อมเจ็บปวดไปด้วยกัน คนที่เยียวยาความเจ็บปวดให้กันและกันเสมอ

ลิเวอร์พูลไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล

ความรักที่คล็อปป์มีให้กับสโมสรตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมคือการทำให้พวกเรา (Liverpool) กลายเป็นคนพิเศษของเขาทันที ช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่ สกาย สปอร์ตถามคล็อปป์เกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อเพลง You’ll never walk alone คล็อปป์ตอบว่า

“บางทีผมอาจเป็นผู้จัดการที่โชคดีที่สุดในโลกฟุตบอล เพราะผมคุมถึงสามทีมที่ร้องเพลงนี้ ผมเป็นฟุตบอลสายโรแมนติก และผมก็ชอบประเพณีของโลกฟุตบอล ในเยอรมันมีแค่สองทีมเท่านั้นที่ร้องเพลงนี้ก่อนเริ่มเกมและนั่นก็คือ ไมนซ์และดอร์ทมุนด์ นั่นไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเพราะผม มันมีมาก่อนที่ผมจะอยู่ที่นั่น และตอนนี้ผมก็มาถึงถิ่นดั่งเดิมของเพลงนี้

มันไม่เคยหยุดความพิเศษของมันได้เลยและมันทำให้คุณขนลุกได้เสมอถ้าคุณต้องการ นั่นและมันน่ามหัศจรรย์มาก และนั่นคือสิ่งที่ผมรักมากที่สุดในฟุตบอล”

เห็นไหมครับ คำพูดแต่ละคำพูดของคล็อปป์ มันเหมือนชายหนุ่มคนหนึ่งท่องบทกวีแห่งรัก บรรยายความพิเศษของหญิงสาวว่าเขาพิเศษกว่าใครอย่างไร เขารักเธออย่างไร นั่นอาจทำให้แฟนหงส์แดงตกหลุมรักเขาไปแล้วแบบไม่รู้ตัว และยากจะอธิบายได้ว่าทำไมจึงตกหลุมรักคนๆนี้

คล็อปป์คือสิ่งแปลกปลอมของโลกฟุตบอล

ย้อนกลับมาที่นิยามความรักของบาดิยู เขาแบ่งความรักออกเป็น 2 ประเภทคือความรักแบบโรแมนติก (คนละความหมายกับโรแมนติกของคล็อปป์)และรักแท้ รักโมแมนติกคืออาการโหยหา อยากเติมเต็มสิ่งที่ขาด เป็นความรักแบบต้องการครอบครอง มาพร้อมกับคำมั่นสัญญา ภาพฝันและความสุข มักพูดถึงสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด

ส่วนรักแท้ คือเรื่องบังเอิญ ประมาณว่าเราตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว และที่สำคัญรักแท้คือความรักที่มาพร้อมกับความเสี่ยง ความไม่แม่นอน การไม่มีความปลอดภัย การที่เราสามารถรักสิ่งแปลกปลอมของอีกฝั่งได้โดยที่เราไม่รู้มาก่อน เราหลงรักในความไม่สมบูรณ์

คล็อปป์คือสิ่งแปลกปลอมในโลกฟุตบอล เพราะเขานำเสนอความไม่สมบูรณ์ เขาบอกให้เรายอมเปิดใจรักในความไม่สมบูรณ์แบบของลิเวอร์พูล ซึ่งสิ่งนี้ต้องการเวลา และความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน จึงจะฝ่าฝันอุปสรรคและก้าวข้าวขีดจำกัดของโลกฟุตบอลแบบธุรกิจจ๋าไปได้ บาดิยูบอกว่า เมื่อคุณตกหลุมรักในแบบรักแท้ คุณจะไม่มีวันสมปรารถนา คุณต้องเจ็บตัวอย่างหนีไม่พ้น

ความรักในฟุตบอลของคล็อปป์จึงเรียกร้องให้เราเป็นมากกว่าคนดู แต่ต้องเป็นคนรัก คุณอย่าคาดหวังว่าอยู่กับผมแล้วจะมีความสุข แต่คุณจงลงมาเจ็บปวดอยู่ข้าง ๆ กัน เรียนรู้ร่วมกัน มาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน นี่คือสิ่งที่คล็อปป์พยามยามทำเสมอ ทุกสิ่งที่ทำมีเป้าหมายเพื่อสร้างคุณค่าบางอย่างร่วมกันกับแฟนบอล

“สิ่งที่ดีที่สุดที่ผมทำให้กับแฟนบอลได้ในตอนนี้คือ การที่ผมไม่เซ็นสัญญาตลอดชีพกับทีม เพราะสุดท้ายแล้วอาจเป็นพวกเขาเองที่ไม่ต้องการผม แต่ผมยังอยู่ตรงนี้อีกนานและเรายังต้องจดจำช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกันอีก” เป็นคำพูดของคล็อปป์ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ไปไม่นาน เมื่อถูกถามเกี่ยวกับกระแสการที่แฟนบอลขอให้ทีมมอบสัญญาตลอดชีพให้กับคล็อปป์

คล็อปป์พูดกับนักเตะที่เขาเซ็นเข้าร่วมทีมเสมอว่า ความสำเร็จ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นความรับผิดชอบของคล็อปป์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์คือความรับผิดชอบของนักเตะเอง คำพูดเช่นนี้ดูเหมือนจะสร้างความไม่มั่นใจ ไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ด้วย แต่ทำไมนักฟุตบอลมากมายจึงอยากจะมาใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายที่ให้คุณได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือคุณจะลองถามตัวเองก็ได้ว่าทำไมคุณถึงเต็มใจที่จะอยู่กับคนรักของคุณทั้ง ๆ ที่คุณก็รู้ว่าเขาอาจไม่ได้ดีที่สุดหรือรักคุณที่สุด ไม่มีเหตุผล ไม่สามารถหาเหตุผลได้ใช่ไหมครับ นั่นแหละครับเรียกว่าความรัก

เมื่อคืนตอนชูถ้วยหากเราสังเกตคล็อปป์ เขาพยายามทำท่าทางที่สื่อถึงว่าความสำเร็จของลิเวอร์พูลในคืนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแฟนบอลที่อยู่นอกสนามและทางบ้านด้วย แม้ว่าในสนามจะไม่มีคนอยู่ หลังเกมคล็อปป์ยังพูดตอกย้ำอีกว่าขอให้แฟนบอลทุกคนอดใจรออีกนิด แล้วเราจะมาฉลองพร้อมกันอีกครั้งกับถ้วยแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ของเรา

ในพาร์ทอดีตของหนัง The classic เราเห็นความรัก ความเจ็บปวด ความไม่สมหวังมากมาย แม้ในตัวมันเองอาจไม่สมหวัง แต่มันกลับก่อให้เกิดเส้นทางความรักที่สวยงามอีกเส้นทางหนึ่งในปัจจุบัน ความรักของคล็อปป์ที่มีต่อฟุตบอลก็อาจทำให้แฟนบอลของเขาเจ็บปวดบ้างบางครา แต่เขาไม่เคยบอกให้ใครต้องมาเจ็บปวดเพราะเขา เราเองมิใช่หรือที่ยอมเจ็บปวดไปกับมัน เพราะเรารู้ดีว่าในวันที่เราเจ็บปวดที่สุดเขาจะอยู่เคียงข้างเราแน่นอน และเขาก็เป็นคนชนิดที่คิดถึงความสุขของเราก่อนตัวเองเสมอ

ความรักของคล็อปป์สามารถโอบอุ้มแฟนบอลที่แตกต่างสโมสรกันให้สามารถรักเขาได้ แม้ในวันที่เขาจากลา เพราะเรารู้ว่าการจากลานั้นไม่ได้แปลว่าเขารักเราน้อยกว่าใคร แต่มันเป็นเครื่องเตือนใจว่า เขามีรักแท้ให้เรามากขนาดไหนยามอยู่ด้วยกัน คล็อปป์รักทุกสโมสรที่คุมด้วยหัวใจดวงเดียวกันกับที่เรารักคล็อปป์เพราะเราเชื่อว่าเราจะไม่มีวันได้เจอคนแบบคล็อปป์อีกเป็นครั้งที่สอง