หากหวังป้องกันแชมป์ ลิเวอร์พูลต้องรักษา 3 ความเข้มข้นในทีม

ประโยคคลาสสิคที่เรามักได้ยินเสมอคือ “เป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่ป้องกันแชมป์นั้นยากกว่า” ปีนี้ลิเวอร์พูลสร้างผลงานระดับ Master Pieces  ของสโมสรจนคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือทีมหงส์แดงชุดนี้มีดีพอที่จะป้องกันแชมป์ของตัวเองเหมือนที่แมนยู แมนซิตี้ เคยทำมาแล้วได้หรือไม่

ทีมที่จะป้องกันแชมป์ได้ทุกทีมย่อมต้องมีจุดแข็ง จุดแกร่งของตัวเอง ที่ต้องรักษาให้ได้อย่างต่อเนื่องหรือภาษาของคล็อปป์ก็คือ ต้องอยู่ในระดับเข้มข้นเสมอ ลิเวอร์พูลชุดนี้ของคล็อปป์เองก็เป็นทีมที่เต็มไปด้วยจุดแข็ง จุดแกร่งหลายจุดที่นำพาพวกเขาเถลิงแชมป์ได้ วันนี้ผมอยากจะนำเสนอ 3 ความเข้มข้นของหงส์แดงที่อย่างน้อยเราเห็นได้ชัดเจนในสองฤดูกาลที่ผ่านมา และผมเชื่อเหลือเกินว่าหากจุดแข็งเหล่านี้ยังถูกกระตุ้นและผลักดัน รักษาให้อยู่ในมาตรฐานของตัวเอง ลิเวอร์พูลจะสามารถป้องกันแชมป์ได้แน่นอน

1 ความกระหายระดับเข้มข้น

นี่คือสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของทีมที่จะเป็นแชมป์หรือป้องกันแชมป์ ที่ต่อท้ายว่า “เข้มข้น” เพราะเรารู้กันอยู่แล้วว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีกย่อมมีความกระหายอยากได้แชมป์กันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับความพร้อมของทีมและความเข้มข้นของแรงกระหาย สำหรับลิเวอร์พูลความกระหายนี้มันถูกบ่มเพาะมานาน 30 ปี เมื่อคล็อปป์มาทำทีมได้สกัดความกระหายนี้ออกมาอย่างเข้มข้นอีกครั้ง จากนั้นความสงสัยก็เปลี่ยนเป็นเชื่อมั่น

คล็อปป์ทำให้เห็นว่าลิเวอร์พูลทีมนี้มีดีพอที่จะคว้าแชมป์สักถ้วย ด้วยการพาทีมเข้าชิงบอลถ้วย 3 รายการติด ยูโรป้า ลีกคัพ และแชมป์เปียนส์ลีก แม้จะผิดหวังแต่อย่างน้อยก็สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าพวกเราสามารถขึ้นไปยืนท้าชิงได้ ความเชื่อมั่นนี้ถูกตอกย้ำจนความกระหายมันทะลักออกมาและลิเวอร์พูลก็สามารถคว้าแชมป์ UCL ได้เป็นถ้วยรางวัลถ้วยแรกของคล็อปป์กับทีม

คล็อปป์ทำให้เห็นว่าทีมชุดนี้สามารถยกระดับการเล่นไปท้าชิงกับทีมของเป็บได้ เขาออกมาประกาศตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2018-2019 ว่าปีนี้หงส์แดงจะขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง หลังจากที่พาทีมคว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ของยุโรปได้ คล็อปป์สานต่อความกระหายด้วยฝันที่รอคอยมานาน นักเตะเชื่อมั่น แฟนบอลเชื่อมั่น แม้สุดท้ายจะจบด้วย 97 แต้มแต่ได้แค่รองแชมป์ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่คล็อปป์ทำให้เห็นว่าเราสามารถยืนเบียดกับทีมอย่างเป๊บได้ สุดท้ายปีนี้แรงกระหายทุกอย่างมันอัดแน่นเป็นความเชื่อมั่นระดับ 10 ล้อเบรกแตกเราคว้าแชมป์สำเร็จ

คำถามคือทีมของคล็อปป์ถือว่าประสบความสำเร็จครบแทบทุกอย่างภายในสองปีคว้าถ้วยใหญ่ ๆ มาครบทั้งระดับยุโรป ระดับโลก และภายในประเทศที่รอมานาน นักเตะของคล็อปป์จะเหลือความกระหายในระดับ “เข้มข้น” แบบนี้ในการป้องกันแชมป์หรือไม่ เพราะหลังได้แชมป์ลีกหลายฝ่ายก็เริ่มวิจารณ์ถึงความเข้มข้นของลิเวอร์พูลแล้ว นักเตะบางคนอาจรู้สึก “พอ” หรือ “หย่อน” ไปบ้างหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายคล็อปป์ แต่เขาเองก็เคยพิสูจน์มันมาแล้วกับดอร์ทมุนด์ว่าเขาสามารถทำให้ทีมที่ได้แชมป์แล้วยังมีความกระหายในการป้องกันแชมป์ได้

2 พลังสร้างสรรค์ที่เข้มข้นจากแบ๊กสองข้าง

นับตั้งแต่ผมดูฟุตบอลมากว่า 20 ปี ยังไม่เคยเห็นทีมไหนที่มีแบ๊กสองข้างที่สามารถแอสซิสต์ได้มากกว่า 10 ลูก 2 ปีติดต่อกันเลย ลิเวอร์พูลเป็นทีมแรกที่ผมเห็น และหากลองไปเช็คสถิติของพรีเมียร์ลีกก็พบว่า ลิเวอร์พูลเป็นทีมแรกที่แบ็กสองข้างแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูเกิน 10 ประตูพร้อมกันในหนึ่งฤดูกาล สถิตินี้เริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้วและต่อเนื่องมาปีนี้ที่เราได้แชมป์

ฟรีคิกสุดสวยของอาร์โนล์ดกับเชลซีในแสตมฟอร์ดบริจด์

ฤดูกาล 2018-2019 อาร์โนล์ดแอสซิตส์ในลีกไป 12 ลูก ทำลายสถิติเป็นกองหลังที่แอสซิตส์ต่อฤดูกาลมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก พอมาถึงฤดูกาลนี้เมื่อผ่านไปแล้ว 37 เกมอาร์โนล์ดทำลายสถิติของตัวเองด้วยการแอสซิสตไปแล้ว 13 ลูก ขณะที่โรเบิร์ตสันยังรักษามาตรฐานของตัวเองทำได้ 11 ลูกติดต่อกันและมีโอกาสเพิ่มสถิติในนัดสุดท้ายกับนิวคาสเซิล

นอกจากนั้น ปีนี้สิ่งที่ทั้งสองคนพัฒนาขึ้นมากคือเรื่องของการทำประตู อาร์โนล์ดซัดไปแล้ว 4 ลูก และ 2 ใน 4 ลูกนั้นเป็นลูกยิงฟรีคิกสุดสวย จากเดิมที่ปีก่อนเขาทำได้แค่ 1 ลูก ส่วนโรเบิร์ตสันยิงไป 2 ลูก จากเดิมที่ยิงไม่ได้เลย หากนับแค่สองฤดูกาลหลังสุดที่ทั้งสองคนขึ้นมาเป็นกำลังหลัก พวกเขามีส่วนร่วมกับประตูรวมทั้งสิ้น 54 ลูก แบ่งเป็น 47 ลูกจากการแอสซิสต์ และทำประตูอีก 7 ลูก คิดเป็น 31.58 % เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประตูทั้งหมดที่ลิเวอร์พูลทำได้ใน 2 ฤดูกาล (171ลูก) ประมาณ 1 ในสามเลยทีเดียว

ปัญหาใหญ่ก็คือนักเตะทั้งสองคนลงเล่นต่อเนื่องติดต่อกันมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนไปตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาทั้งสองคนลงไม่ต่ำกว่า 40-50 เกมต่อฤดูกาล เป็นการใช้งานนักเตะที่หนักหนาอยู่เหมือนกัน

โจทย์ใหญ่ของคล็อปป์ที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันก็คือหากลิเวอร์พูลยังอยากรักษาความเข้มข้นของแบ็กทั้งสองข้างไว้ ต้องหานักเตะมาแบ่งเบาภาระของทั้งสองคน เพื่อให้ทั้งสองคนมีช่วงพักบ้างระหว่างฤดูกาล เพื่อรักษาร่างกายและความฟิตให้สม่ำเสมอ

3 ความเข้มข้นจากขุมกำลังเชิงลึก

ในเชิงปริมาณต้องบอกว่าสองฤดูกาลที่ผ่านมาลิเวอร์พูลไม่ได้มีขุมกำลังสำรองดังๆ หรือแข็งแกร่งเท่าแมนซิตี้ แต่เมื่อมองว่านักเตะสำรองที่มีแต่ละคนดึงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเข้มข้นเพียงพอที่จะช่วยทีมได้หรือไม่ คำตอบคือคล็อปป์สามารถทำเช่นนั้นได้ ฤดูกาลที่แล้วที่ลิเวอร์พูลได้แชมป์ UCL และคว้า 97 แต้มเป็นรองแชมป์ลีกตลอดจนสานต่อความยอดเยี่ยมในรายการชิงถ้วยต่าง ๆ ต้องถือว่าขุมกำลังสำรองของเราทำงานได้อย่างเข้มข้นมาก แต่มาปีนี้ขุมกำลังเชิงลึกที่เคยเข้มข้นของเราดูเหมือนจะหย่อนกำลังลง

ในแผงหลังเรา ลอฟเรน มาติป และโกเมสสลับสับเปลี่ยนกันลงเล่น ซึ่งแต่ละคนก็เค้นฟอร์มเก่งออกมาได้ยามลงเล่นในแต่ละช่วงของตัวเอง มาติปกับโกเมสก็เป็นพวกกระดูกเปราะมีอาการบาดเจ็บรบกวนทุกปี การจับเอาฟาบิญโญ่หรือคนอื่น ๆ มาเล่นเซ็นเตอร์แทนอาจเป็นตัวเลือกที่ดี แต่มันย่อมไม่เนียนเหมือนกองหลังมืออาชีพแน่

ในแผงกองกลางของเรารองเจมส์โดดเด่นมากเมื่อฤดูกาลที่ได้รองแชมป์ พละกำลัง ความทุ่มเท ความเข้มข้นในเกมที่มอบให้ทีม ลงเป็นตัวจริง 19 เกมสำรอง 12 เกม ยิงไป 5 แอสซิสต์ 4 แต่ปีล่าสุด รองเจมส์ขาดหายพละกำลังไปตามอายุ มีอาการบาดเจ็บรบกวนได้ลงเล่นตัวจริงไปเพียง 8 เกมสำรอง 13 ยิงได้ 2 จ่าย 2 นี่คือการขาดนักเตะระดับหัวใจของทีมไป

อีกสองตัวรุกทื่ถือว่าเป็นซุปเปอร์ซับที่ไว้ใจได้ของทีมเมื่อฤดูกาลรองแชมป์คือ ชากิรี่กับโอริกี้ ที่ทำผลงานได้โดดเด่นทั้งในเกมลีกและยุโรป ปีที่แล้วชากิรี่ขนาดว่าได้ลงบ้างไม่ได้ลงบ้างก็ยังซัดไป 6 ตุงจ่ายให้เพื่อนอีก 3 ดอก ส่วนโอริกี้ก็ลงมาเปลี่ยนเกมเปลี่ยนแต้มให้เราบ่อยครั้ง ปีล่าสุดทั้งสองคนก็เงียบหายไปเลย

ผลจากการที่ขุมกำลังสำรองของเราหย่อนกำลังความเข้มข้นลงไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางสุขภาพหรือจิตใจก็ตาม ผลก็คือปีที่เราได้แชมป์ล่าสุดนี้เราใช้งาน 11 ตัวจริงหนักมาก แทบไม่ได้พัก การขาดหายไปของรองเจมส์ส่งผลต่อความเข้มข้นของเกมแดนกลางยามทีมไม่มีเฮนเดอร์สันอย่างมาก

เรายังไม่รู้ว่าขุมกำลังสำรองที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ฤดูกาลนี้จะหลงเหลืออยู่กับทีมกี่คน แต่ที่แน่ ๆ คือปีนี้เรามีขุมกำลังเชิงลึกเพิ่มขึ้นมาแน่ ๆ 6 คน คือ เกอิตา,แชมเบอเรน, มินามิโนะ สองคนแรกถือเป็นนักเตะหน้าเก่าที่ต้องการเวลาในการพิสูจน์ตัวเอง ส่วนอีกหนึ่งคือหน้าใหม่ที่ต้องการชั่วโมงบินกับทีมเพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ และหาตัวตนของตัวเองให้เจอ

ส่วนอีก 3 คนคือแก็งค์เยาวชนที่ขนกันขึ้นมาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นไม่ว่าจะเป็น เคอติส โจนส์, เนโก วิลเลียมส์, หรือฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สามารถคาดหวังอะไรหนักๆ กับนักเตะเยาวชนอยู่แล้ว เพียงแต่คล็อปป์จะทำอย่างให้ให้ขุมกำลังสำรองของเราที่จะว่าไปก็มีเยอะมากพอให้เลือกสรรเหล่านี้แสดงความเข้มข้นของตัวเองออกมาช่วยทีมได้

เพิ่มเติม 26/9/63 สิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่ลิเวอร์พูลเสริมทัพ 3 ตำแหน่งใหญ่ ๆ และได้นักเตะระดับพร้อมใช้อย่าง ซิมิกาสและโจต้า หรือนักเตะระดับโลกอย่างติอาโกเข้ามา มันจะช่วยยกระดับและรักษาระดับความเข้มข้นของทีมทั้งสามข้อได้มากขนาดไหน แต่เท่าที่เห็นจาก 2 เกมแรกในพรีเมียร์ลีก ต้องบอกว่าบรรยากาศคึกคักมาก

ผมเชื่อว่าหากเรารักษาอย่างน้อยสามจุดที่ผมชี้ให้เห็นบวกกับจุดแข็งอื่น ๆ ที่ทีมมี ดุจเกลือรักษาความเค็มได้ ผมคิดว่าเรายังสามารถรักษามาตรฐานคว้าแต้มระดับ 90-100 แต้มได้อย่างแน่นอน