เชิงลึกลูกหนัง: วิเคราะห์ 4-2-2-2 ระบบการเล่นแห่งอนาคตของลิเวอร์พูล

ว่ากันว่า ระบบการเล่นของฟุตบอลก็ไม่ต่างอะไรกับแฟชั่น คือมาแล้วก็ไป ไม่มีแผนการหรือระบบไหนเป็นแบบแผนว่าดีที่สุดหรือดีกว่าอีกแผนหนึ่งอย่างชัดเจน หรือแม้แต่การเล่นในระบบเดียวกันแต่ก็มีความแตกต่างในวิธีการเล่น อยู่ที่สภาพนักเตะและกึ๋นของผู้จัดการทีม

ในยุคที่ฟุตบอลเริ่มเป็นที่รู้จักสักต้นศตวรรษที่ 19 ระบบ 2-3-5 แบบสามเหลี่ยมหัวลง เป็นระบบที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในฟุตบอลลีกของอังกฤษ อุรุกวัยก็ใช้ระบบนี้จนได้แชมป์โอลิมปิกปี 1924 และ 1928 จนถึงยุค 70 ที่ฟุตบอลสไตล์ “Total Football” ของสำนักดัทช์ ก็เข้ามาแทนที่

และกลายเป็นต้นแบบของฟุตบอลสมัยใหม่ทั่วโลกที่เน้นสมดุลของทีม เช่นกลายมาเป็นต้นแบบของ ติกิตากะ ที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้ประเทศสเปนและสโมสรบาเซโลน่าในยุคต้น 2010 ก่อนที่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ระบบการเล่นแบบเกเก้นเพรสซิ่งของเยอรมันจะเข้ามาสร้างสีสันให้วงการฟุตบอลในฉบับที่แตกต่างออกไป

ไม่กี่วันก่อนผมได้อ่านคอลัมน์หนึ่งของ ลิเวอร์พูลดอทคอม เขามีการวิเคราะห์แผนการเล่นในอนาคตของลิเวอร์พูล ซึ่งแผนนั้นก็คือระบบ 4-2-2-2 เป็นบทความที่อ่านเพลินและได้ความรู้มาก จากการนั่งค้นหาข้อมูลประกอบผมพบว่าเคยมีคนพูดถึงระบบนี้กับลิเวอร์พูลมาหลายครั้งในหลายช่วงเวลาต่างกัน ผมจึงอยากนำข้อมูลเหล่านั้นมาเรียบเรียงให้อ่านกันบวกกับการวิเคราะห์และข้อมูลที่ผมหาเพิ่มเติมมาอีก

ทำไม 4-3-3 จึงไม่เวิร์คในบางครั้ง

ในลิเวอร์พูลดอทคอมเขาวิเคราะห์ไว้ว่าแม้ระบบ 4-3-3 จะเป็นระบบที่ทำให้ลิเวอร์พูลของคล็อปป์แข็งแกร่งและทำผลงานได้อย่างสุดยอดมาตลอด 2 ฤดูกาลหลัง แต่ก็พอจะมีสัญญาณหรือหลักฐานบางประการที่บ่งชี้ว่าเมื่อมีบางจุดของระบบที่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติแผนการเล่นนี้ก็อาจไม่ได้ทำงานเต็มที่นัก

หลักฐานแรกคือ เมื่อฟีร์มิโน่เล่นไม่ออก เราต้องยอมรับว่าในการเล่นเกมรุกของเราฟีร์มิโน่คือคีย์แมนคนสำคัญในการสร้างสรรค์เกม การเคลื่อนที่ของเขาดูเหมือนจะไร้ทิศทางแต่ล้วนสร้างประโยชน์ให้กับทีมและสร้างความเสียหายต่อระบบการเล่นของคู่ต่อสู้ จนถึงทุกวันนี้ทีมของคล็อปป์ยังไม่สามารถหานักเตะคนไหนที่มาเล่นได้ใกล้เคียงกับที่ฟีร์มิโน่เล่นได้เลย

หลักฐานที่สองคือ เมื่อทีมขาดมาเน่หรือซาลาห์คนใดคนหนึ่งไป มักจะทำให้ทีมเสียบาลานซ์ของการขึ้นเกม อาจจะหนักไปทางมาเน่ หรือหนักไปทางซาลาห์ ซึ่งต้องรับบทหนักเมื่ออีกฝั่งไม่พร้อม กลายเป็นการสร้างแรงกดดันให้ตัวเองแบบมหาศาล และดูเหมือนว่าในระบบนี้นักเตะอย่าง โอริกี้, แชมเบอเลน หรือทาคุมิ ก็ยังไม่สามารถเติมเต็มจุดนี้ได้

หลักฐานที่สามคือ ถ้าเทรนท์หรือโรเบิร์ตสันไม่พร้อมลงสนาม การสร้างสรรค์เกมรุกของเราแทบหดหายไป โดยเฉพาะการครอสบอลจากแนวลึก ด้านข้าง ที่จะขาดหายไปแน่นอน

ตัวอย่างการเข้าทำจากอาร์โนล์ด

จากที่ผมอ่านจากลิเวอร์พูลดอทคอม เหมือนจะชี้ว่าระบบ 4-3-3 ของคล็อปป์ตอนนี้ยังยึดติดกับตัวบุคคลมากเกินไป ไม่ใช่ว่าคนอื่นเล่นไม่ได้ แต่เล่นได้ในเชิงคุณภาพไม่เท่ากับที่นักเตะเหล่านี้เล่น หรืออีกมุมก็คือ ระบบนี้มันยังไม่สามารถึงศักยภาพของนักเตะที่เหลือออกมาได้อย่างเต็มที่

ฉะนั้นสิ่งที่ลิเวอร์พูลดอทคอมมองก็คือ ลิเวอร์พูลไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบนี้ที่เล่นดีอยู่แล้ว แต่ควรจะมีระบบอื่น ๆ เข้ามาเพื่อสร้างความแปลกใหม่ในฤดูกาลหน้าและแผนการที่เหมาะสมกับนักเตะที่หงส์มีอยู่ตอนนี้ก็คือ 4-2-2-2

ทำไมต้อง 4-2-2-2 และแผนนี้ใครได้ประโยชน์บ้าง

เหตุผลที่ทางลิเวอร์พูลดอทคอมให้ไว้คือ รูปแบบการเล่นนี้ดูเหมือนจะเข้ากันดีกับผู้เล่นที่คล็อปป์มีอยู่ในปัจจุบัน และที่สำคัญคือระบบการเล่นนี้มันสามารถยึดหยุ่นได้ในระหว่างเกม เพระหากเรามองแผนการเล่นนี้มันสามารถปรับเป็น 4-4-2, 4-5-1, 4-4-1-1, หรือแม้แต่กลับมาคงรูปเป็น 4-3-3 ก็ยังได้ ต่างแค่ว่าเราต้องการผลลัพท์เช่นไรในสถานการณ์นั้นๆ

เกมที่ใช้แผน 4-2-2-2 กับเวสต์แฮม

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2017 thisisanfield เคยวิเคราะห์แผนการเล่น 4-2-2-2 ไว้ว่าจะเป็นแผนแห่งอนาคตของคล็อปป์เหมือนกัน เนื่องจากตอนนั้นคล็อปป์จัดระบบการเล่นนี้ลงเล่นกับเวสต์แฮม แล้วปรากฏว่าผลงานการเล่นออกมาดีมาก ซึ่งคล็อปป์ให้เหตุผลที่เปลี่ยนรูปแบบการเล่นเพราะ ต้องการเล่นรับให้ลึก รัดกุม และใช้พื้นที่ที่มีเพื่อการสวนกลับอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อปลายปี 2018 ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คล็อปป์กลับมาใช้แผน 4-2-2-2 เป็นช่วงที่ลิเวอร์พูลกำลังขับเคี่ยวแชมป์ลีกกับแมนซิตี้ มีเกม 2 เกมที่คล็อปป์ใช้แผนนี้คือ เกมที่พบกับแมนยูฯ และบอร์นมัธ เว็บไซด์ theredman อธิบายข้อดีของแผนการนี้ว่า จะมอบอิสระให้กับฟีร์มิโน่ โดยมีเพื่อน ๆ คอยสกรีนพื้นที่ให้เขาอยู่รอบ ๆ ถึง 4 คน การมีพื้นที่ให้ฟีร์มิโน่แบบนี้ ด้วยไหวพริบและทักษะของเขาจะช่วยสร้างโอกาสในการทำประตูให้ทีมได้มากมาย

ใช้ 4-2-2-2 อีกครั้งในปี 2018

อย่างที่หลายสื่อวิเคราะห์ว่าแผนนี้เหมาะกับลิเวอร์พูลเพราะเข้ากันดีกับนักเตะที่ลิเวอร์พูลมีอยู่ตอนนี้ แต่ก็ไม่มีสื่อไหนลงรายละเอียดมากนักว่านักเตะคนไหนบ้างจะได้ประโยชน์จากแผนการเล่นนี้ ผมเลยไปค้นเพิ่มเติมและพอจะวิเคราะห์ได้ว่านักเตะที่เข้าข่ายจะได้ประโยชน์จากแผนการเล่นนี้โดยตรงมีอยู่ 4

นาบี เกอิตา, แชมเบอเลน, ชากิรี่, และทาคุมิ คือนักเตะ 4 คนที่จะได้ประโยชน์โดยตรง เนื่องจากทั้ง 4 คนนี้คุ้นเคยกับระบบการเล่นเกมรุกที่มีตัวรุกริมเส้นมากกว่า ในรายของเกอิตานั้นสมัยที่ค้าแข้งกับไลฟ์ซิกช์เขาเล่นในระบบ 4-2-2-2 แบบชัดเจน โดยยืนเป็นหนึ่งในสองกองกลาง แต่จุดเด่นจริง ๆ ของเกอิตาคือการเลี้ยงบอล การตัดบอล การจ่ายบอล ทำให้เขาสามารถเล่นเป็นตัวรุกด้านข้างได้

เกอิตา มินามิโนะ แลมเบอเลน คุ้นเคยระบบ 4-2-2-2

แชมเบอเลนเองสมัยค้าแข้งกับอาร์เซน่อลเขาก็เล่นเป็นปีกขวาริมเส้น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาถนัดที่สุดเนื่องจากทำให้เขาสามารถเลี้ยงตัดเข้าในได้หรือครอสบอลจากริมเส้นในแบบที่เขาถนัดได้ โดยเฉพาะชากิรี่หรือมินามิโนะที่พวกเขาล้วนเล่นเป็นตัวรุกธรรมชาติ และหากมีพื้นที่ด้านข้างก็จะส่งเสริมพวกเขามากขึ้น ในระบบการเล่นตอนนี้ทั้งชากิรี่กับมินามิโนะเองเหมือนไม่ได้ใช้ทักษะเกมรุกที่พวกเขามีได้เต็มที่

ในรายของสามประสาน พบว่าแม้จะเปลี่ยนแผนการเล่นแต่พวกเขาก็จะยังเป็น 3 ตัวหลักของทีมอยู่ดี และเชื่อว่าด้วยความที่เล่นเข้าขารู้ใจกันมานาน แม้จะเปลี่ยนแปลงแผนการเล่นแต่พวกเขาก็จะสามารถเล่นเข้าขากันได้ นอกจากนั้นยังอาจจะได้ประโยชน์จากแผนนี้ด้วย ตรงที่ซาลาห์ยืนประจำการทำประตูมากขึ้น ฟีร์มิโน่มีพื้นที่ว่างมากขึ้น

อีกอย่างหนึ่งที่น่าจะเป็นผลดีมาก ๆ สำหรับลิเวอร์พูลหากมีแผน 4-2-2-2 เข้ามาช่วยก็คือ การที่จอแดน เฮนเดอร์สัน อาจจะยังไม่พร้อมลงสนามช่วยทีมในช่วงต้นฤดูกาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บของเขาตอนนี้ต้องพักอย่างน้อย 2 เดือน และอาจต้องฟื้นฟูอีกหลายวันหากหายกลับมา

บทบาทของเฮนเดอร์สันช่วงที่ฟาบินโญ่ไม่อยู่

เฮนเดอร์สันถือเป็นส่วนสำคัญที่สร้างสมดุลให้กับแผน 4-3-3 ในแดนกลางของคล็อปป์อย่างมาก แต่ในระบบ 4-2-2-2 เราอาจไม่จำเป็นต้องส่งเฮนเดอร์สันลงก็ได้ โดยใช้ไวนาดุมยืนคู่กับฟาบินโญ่ เหมือนที่เคยใช้บางช่วง หรือนาบี เกอิตา ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีในการเล่นกลางสองคน

สำหรับผม ด้วยสภาพทีมและนักเตะของเราที่อุดมไปด้วยแนวรุกฝีเท้าจัดจ้านและกองกลางให้เลือกใช้มากมายหลายสไตล์ แผน 4-2-2-2 จึงเป็นอีกแผนที่น่าสนใจสำหรับลิเวอร์พูลในอนาคต แล้วเพื่อน ๆ ละครับคิดว่าแผนนี้เป็นอย่างไรบ้าง