จบแบบยิ่งใหญ่ 6 เรื่องสุดประทับใจเกมสุดท้ายของหงส์แดง

นัดสุดท้ายหงส์แดงไม่ทิ้งลายเอาชนะนิวคาสเซิลไป 1-3 แม้จะมีเสียวโดนยิงนำตั้งแต่ 30 วินาทีแรก แต่หลังจากนั้นก็เป็นหงส์แดงที่คุมเกมบุกตลอดและมาได้ประตูตีเสมอจากลูกโหม่งของฟานไดจ์ค จากนั้นโอริกี้และมาเน่ช่วยกันซัดจากหน้ากรอบเขตโทษสุดสวย ช่วยให้หงส์แดงชนะเป็นเกมส่งท้ายได้แบบสวนหรู และนี่เป็นเรื่องสุดประทับใจที่เกิดขึ้นในเกมนี้

1 จัดทีมได้ถูกใจเด็กหงส์

เกมนี้ 11 ตัวจริงถือว่าเป็นไปตามทีเด็กหงส์ส่วนใหญ่อยากเห็นคือ ส่งนักเตะสำรองที่ไม่ค่อยได้ลงเล่นลงตัวจริง ตั้งแต่วิลเลียมส์แบ็กขวา มิลเนอร์ที่หายไปนาน แชมเบอเลน มินามิโนะ โอริกี้ ต่างได้ลงเล่นเป็นตัวจริง น่าเสียดายที่ลัลลานากับลอฟเรนไม่มีแม้แต่ชื่อสำรอง อดเล่นให้ลิเวอร์พูลเป็นเกมสุดท้าย

แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าเมื่อทั้งสองมีกำลังจะเป็นนักเตะของทีมอื่น คล็อปป์อาจไม่อยากเสี่ยงลงเพื่อถนอมนักเตะ เพราะกลัวมีอาการบาดเจ็บ และมันก็ตอกย้ำสิ่งที่คล็อปป์พูดเสมอมาว่าเขาสนใจเฉพาะนักเตะที่อยู่กับทีมเท่านั้น แต่ถ้าพูดในฐานะแฟนบอลเชื่อว่าหลายคนอยากเห็นลัลลานาลงสักครั้งก่อนลา

2 การเล่นเต็มที่ของขุมกำลังสำรอง

เห็นชัดเลยว่าการไม่มี 3 ประสานในแดนหน้าเกมรุกเราลดประสิทธิภาพไปมาก แต่นักเตะที่ลงไปก็พยายามเล่นได้ดี ไม่เร่งรีบ ค่อย ๆ เข้าทำ เกมนี้จะว่าไปก็เป็นเกมที่ผู้เล่นสำรองในแนวรุกได้ลงไปโชว์ฝีเท้าเพื่อลุ้นแย่งการเป็นตัวเลือกแรกของคล็อปป์ในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นมินามิโนะ, แชมเบอเลน, และโอริกี้ อาจรวมถึงเกอิตา ที่พอมองมาถึงจุดนี้เขาอาจมีลุ้นเบียดแย่งตัวจริงกับคนอื่น ๆ ในทีมไปแล้ว เพราะวันนี้รู้สึกได้ถึงการที่เขาปรับตัวเข้ากับทีมได้แล้ว และยังสามารถแบกรับหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนเกมในแดนกลางได้อย่างเนียนตา

ส่วนตัวผมชื่นชอบในพลังความขยันของมินามิโนะมาก เราเริ่มเห็นความมั่นใจมากขึ้น กล้าลากบอล เลี้ยงบอล กล้าลองยิงเอง ดูมีความมั่นใจกับการเล่นของตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เป็นสัญญาณว่าเจ้าตัวยังมีแรงใจในการสู้อยู่ แชมเบอเลนเองก็ดูมีลูกฮึด ลูกสู้ให้เห็นตลอด คิดเร็วทำเร็ว ผมชอบจังหวะที่เดินมาขอบอลจากกลางสนามแล้วจัดการยิงไกลเองเลย มันแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวเอง

ส่วนที่เล่นได้ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ในเกมนี้คือโอริกี้ นี่ตั้งแต่เปลี่ยนสีผมมาพลังความเป็นมหาเทพเริ่มทดถอย แต่ลูกยิงขึ้นนำ 1-2 ก็ถือว่าคมกริบ

3 สดุดีฟานไดจ์ค

ตอกย้ำความเป็นคนสำคัญของทีมสำหรับฟานไดจ์คที่เกมนี้เขาทำสถิติเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่ลงเล่นให้ทีมครบทุกนาที แถมนัดนี้ยังโหม่งทำประตูได้ด้วยทำให้ฤดูกาลนี้เขาทำประตูไปแล้ว 5 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ ถือเป็นเซ็นเตอร์ที่ทำประตูได้มากที่สุดของลิเวอร์พูลต่อฤดูกาลในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

4 ชัยชนะ 32 เกม และ 99 แต้ม

ชัยชนะนัดนี้ทำให้ลิเวอร์พูลสร้างสถิติระดับสโมสรให้กับทีมได้อีกถึง 2 สถิติ สถิติแรกคือสามารถเอาชนะได้มากที่สุด 32 เกม ต่อฤดูกาล ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่ยังขึ้นไปอยู่ในทำเนียบอันดับหนึ่งร่วมกับแมนซิตี้ที่เคยทำได้เมื่อปี 2017-2018

อีกสถิติที่ถือว่ายอดเยี่ยมมากก็คือการเก็บแต้มได้ 99 แต้ม ทำลายสถิติการเก็บแต้มมากที่สุดต่อฤดูกาล และแซง 98 แต้มของแมนซิตี้ที่ทำได้ปีที่แล้วขึ้นมาอยู่อันดับสองในทำเนียบของพรีเมียร์ลีก แต่ก็ยังเป็นรองจากแมนซิตี้ที่เคยทำได้ 100 แต้ม ในปี 2017-2018

5 ซาลาห์ไม่น่าเสียดาย

จริง ๆ นัดนี้ซาลาห์มีสถิติส่วนตัวที่ต้องการทำให้ได้ คือการเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนแรกที่ทำประตูได้หลัก 20 ลูกติดต่อกัน 3 ปีติดในพรีเมียร์ลีก ดังนั้นนัดนี้ขอแค่ลูกเดียวก็พอ แต่ซาลาห์ก็ไม่ได้ลงมาตะบี้ตะบันยิงหรือทำหน้าเคร่งเครียดไม่พอใจที่ไม่ได้เป็นตัวจริง กลับกันกลับเล่นด้วยด้วยสบายใจ ยิงได้ก็ยิง ยิงไม่เข้าก็ยิ้ม มีจังหวะจ่ายบอลให้เพื่อนสวย ๆ หลายครั้ง

6 แนวรุกไม่มีหมด

จากการที่เกมนี้เรายิงเพิ่มอีก 3 ลูกทำให้ลิเวอร์พูลทำประตูในฤดูกาลนี้ไปทั้งสิ้น 85 ประตู ถือเป็นปีที่สามติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของคล็อปป์ที่ทีมหงส์แดงสามารถทำประตูได้เกิน 80 ลูกต่อเนื่อง ปี 2017-2018 ทำได้ 84 ลูก ปี 2018-2019 ทำได้ 89 ลูก แสดงให้เห็นว่าแนวรุกของลิเวอร์พูลยังไว้ใจได้ในการผลิตสกอร์

จริง ๆ ไม่ใช่แค่เกมรุกแม้แต่เกมรับลิเวอร์พูลก็สามารถทำสถิติเสียประตูน้อยที่สุดในลีกติดต่อกัน 2 ปีติดคือปีที่แล้ว เสียประตูไปแค่ 22 ประตู ส่วนปีนี้แม้จะเสียไปถึง 33 ประตูแต่ก็ยังน้อยที่สุดในลีกอยู่ดี ถือเป็นการจบการเป็นแชมป์แรกของลิเวอร์พูลที่ยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบได้