5 เรื่องนอกสนามที่คล็อปป์ให้ความสำคัญ

คล๊อปป์เข้ามาทำทีมลิเวอร์พูลให้กลับมาติดแถวหน้าของโลก เพียงปีแรกได้ชิง 2 ถ้วย สองปีต่อมาได้ชิง UCL สองปีติด ได้แชมป์ UCL สมัยที่หก ได้แชมป์สโมสรโลกที่รอมานาน เป็นกุนซือที่พาทีมชนะครบ 100 นัดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก และอื่น ๆ อีกมากที่สุดจะพรรณนาได้

สิ่งที่คล๊อปป์ทำที่แอนฟิลด์นั้นเปรียบได้เสมือนกับหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด ให้กับแฟนหงส์ทั่วโลกได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ได้สัมผัสถึงความสำเร็จที่ห่างหายไปนาน ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ๆ มากมาย ทุกอย่างล้วนถูกขับเคลื่อนรอบตัวของคล๊อปป์ คงไม่เกินไปนักหากจะกล่าวได้ว่า ที่ลิเวอร์พูลยืนอยู่จุดสูงสุดได้ในขณะนี้เป็นเพราะผู้ชายคนนี้

สิ่งหนึ่งที่คล็อปป์โดดเด่นกว่ากุนซือคนอื่นคือ เขามีความละเอียดอ่อนในทุกเรื่อง และให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อย ที่กุนซือคนอื่นอาจไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก โดยเฉพาะเรื่องนอกสนามที่กุนซือหลายคนอาจมองข้าม แต่กับคล็อปป์เขาใส่ใจมันไม่แพ้เรื่องในสนาม และ 5 เรื่องนี้คือเรื่องนอกสนามที่คล็อปป์ให้ความสำคัญกับมัน

สุขภาพจิตต้องพร้อม

ที่เราเห็นนักเตะลิเวอร์พูลวิ่งสุดแรงกายนั้น อาจเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนในอังกฤษ แต่หากคนที่เคยทำงานร่วมกับคล๊อปป์มาก่อน หรือคนเยอรมันอาจไม่แปลกใจ เพราะนั่นเป็นสไตล์การทำทีมที่โดดเด่นของเขา เขาชอบให้นักเตะของเขาวิ่งสู้ฟัด และด้วยสไตล์การทำทีมแบบนี้เขาจึงมักจะเลือกทำทีมให้กับสโมสรที่ไม่ใช่อันดับหนึ่ง หรือเป็นทีมใหญ่ที่แชมป์ต่อเนื่องพูดง่าย ๆ ก็คือคล๊อปป์ต้องการคุมทีมรองบ่อน เพราะเขาต้องการการฮึดสู้แบบมวยรอง

ฮุกแลนด์ กองหลังซึ่งเคยร่วมงานกับ เจอร์เกน คลอปป์ ในสมัยที่ยังคุมไมนซ์ 05 เล่าย้อนประสบการณ์เมื่อปี 2007 เมื่อกุนซือบอกกับเขาว่า “คุณต้องวิ่ง เพราะแนวทางการทำทีมของผมคือนักเตะต้องช่วยกันวิ่งไล่บอล และต้องวิ่งรวมกันเป็นระยะให้ได้ 120 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อยในแต่ละเกม”

เมื่อให้ความสำคัญกับการวิ่ง คล๊อปป์จึงให้ความสำคัญกับร่างกายของนักเตะมาก เขาต้องมั่นใจว่านักเตะที่เขาส่งลงสนามนั้นฟิตพร้อมสมบูรณ์ที่สุด เขาใส่ใจอาหารการกิน เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจ และการใช้ชีวิตของนักเตะภายนอกสนาม และเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะส่งผลต่อสภาพร่างกายของนักเตะ

มีการจ้างนักจิตวิทยา นักโภชนาการที่ใส่ใจถึงวัฒนธรรมการกินของนักเตะแต่ละคน ไปถึงครูสอนโยคะ และเรื่องเล็ก ๆ อย่างการเลือกสถานที่ฝึกซ้อมช่วงพักเบรกต่าง ๆ ที่เรามักจะเห็นว่าคล็อปป์เลือกจะเก็บตัวฝึกซ้อมในต่างแดนมากกว่าในอังกฤษเพราะต้องการให้นักเตะมีวินัยกับร่างกายตัวเองเต็มที่ และมีสมาธิไม่วอกแวกไปไหน

แรงจูงใจต้องไม่หาย

คลอปป์ เป็นเทรนเนอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องสร้างแรงจูงใจให้นักเตะสามารถงัดฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้ นั่นเป็นเครื่องมือและวิธีการที่ทำให้นักเตะโชว์ศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ดูอย่าง เอเร่ ชาน แฮนเดอร์สัน มาเน่ ซาลาห์ แชมเบอเลน ฟีร์มิโน่ โรเบิร์ตสัน ฟาบิญโญ่ โอริกี้ เหล่านี้พัฒนาการเล่นของตนได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้การดูแลของคล๊อปป์

เรามักจะได้ยินได้อ่านเสมอจากอดีตผู้ร่วมงานกับคล็อปป์ว่าเขาเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ อย่างเช่น ฮุกแลนด์ อดีตลูกน้องคล๊อปป์ พูดถึงเจ้านายเก่าว่า “คำพูดของ คลอปป์ เปรียบเหมือนการกล่าวสุนทรพจน์ ทำให้เราฮึกเหิมและอยากลงเล่นเพื่อเขาและเพื่อทีม คลอปป์คือเทรนเนอร์ที่เก่งที่สุดในเรื่องการสร้างแรงจูงใจ นอกจากนี้เวลาคุมทีม เรามักจะได้เห็นเขาออกแอคชั่นแปลกๆ แต่นั่นมันมีส่วนสำคัญขับเคลื่อนให้ลูกทีมเล่นได้ตามแผนที่เขาต้องการ”

ในปีนี้ที่หงส์แดงมีนักเตะเพิ่มมากขึ้น และมีนักเตะบาดเจ็บเยอะ จนจำเป็นต้องใช้งานนักเตะสำรองหรือเยาวชน แต่คล็อปป์ก็มีวิธีที่จะสร้างแรงจูงใจให้นักเตะเหล่านั้นทำผลงานได้ดีขึ้น

นี่เป็นคุณสมบัติสำคัญของคล๊อปป์ในการสร้างทีมที่มาจากนักเตะที่ไม่ได้เป็นซุปเปอร์สตาร์ การจะรีดศักยภาพของพวกเขาออกมาได้นั้น คุณจะต้องแสดงความเชื่อมั่นในพวกเขาแบบสุดซึ้ง ชนิดที่พวกเขาเองก็คิดไม่ถึง การลงทุนซื้อเกอิตาล่วงหน้า, การรอซื้อฟานไดจ์คอย่างแน่วแน่, การซื้อแชมเบอร์เลน โดยให้คำมั่นว่าจะไม่ย้ายเขาไปเล่นแบ๊กขวา, การให้โอกาสอาร์โนล์ด แม้ในวันที่ทั้งโลกรุมประณามเขาว่าเป็นบ่อน้ำมันของทีม การให้โอกาสเกอิต้าครั้งแล้วครั้งเล่า

การให้โอกาสลอฟเลน ทั้งที่เพิ่งตะเพิดเขาออกในนาทีที่ 30 กว่าของเกมก่อนหน้า, การปรับตำแหน่งการเล่นของมาเน่เพื่อซาลาห์ โดยที่มาเน่ก็ยังโชว์ฟร์อมได้สุดยอด การคืนคืนตำแหน่งบ๊อกทูบ๊อกให้เฮนเดอร์สัน การไม่ซื้อตัวเพิ่มในตลาดซัมเมอร์โดยบอกว่าเขามั่นใจในนักเตะที่ตัวเองมีว่าพวกเขาจะพัฒนาตัวเองได้ การส่งข้อความยินดีให้กับเหล่านักเตะ แม้จะถูกยืมตัว หรือถูกขายไป ในวันที่พวกเขาทำผลงานได้ดี เหล่านี้มาจากการซื้อใจนักเตะของคล๊ปป์ทั้งนั้น และที่จริงมันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะง่ายแต่ทำได้ยากมาก ๆ

ให้เครดิตเพื่อนร่วมงาน

ภาพที่คล๊อปป์ยืนบ่นกับบรรดาสตาฟ์โค้ชหรือวิ่งไปกอดสตาฟ์โค้ชเวลาทีมยิงได้ สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ของคล๊อปป์กับสตาฟ์โค้ช ว่าเขาเป็นกุนซือที่ไม่ได้ถือเนื้อถือตัว คลอปป์ ไม่ใช่เทรนเนอร์สไตล์ที่คอยสั่งว่าใครต้องทำอะไร หรือต้องทำแบบไหน  แต่การทำงานร่วมกันที่ผ่านมาทำให้ต่างคนต่างรู้ว่าใครมีหน้าที่อย่างไร และต้องทำอะไรบ้าง

การทำงานของคล๊อปป์กับเพื่อนร่วมงานในสโมสรนั้น มีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ ให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มที่ มีปากมีเสียง และสามารถพูดคุยปรึกษากันได้ ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือทำเพื่อทีม

ทุกครั้งที่ทีมประสบความสำเร็จหรือเขาประสบความสำเร็จส่วนตัว เขาจะไม่ลืมที่จะขอบคุณเพื่อนร่วมงานของเขาเสมอ เราจะเห็นในแทบทุกบทสัมภาษณ์เวลาทีมได้รับคำชม เขาจะต้องเอ่ยถึงเพื่อนร่วมงาน ให้เครดิตในการทำงานกับพวกเขาด้วยเสมอ

แฟนบอลนอกสนามก็สำคัญ

ไม่มีสโมสรไหนอยู่ได้โดยไม่มีแฟนบอล และหากแฟนบอลไม่หนุนหลังพวกเขาก็ทำงานได้ลำบาก นักเตะคนที่ 12 นี้มีส่วนสำคัญให้ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างออกไป และสิ่งที่คล๊อปป์ทำก็แค่เรียกศรัทธาของแฟนบอลกลับมาอีกครั้ง และเพิ่มมันให้มากกว่าเดิมเท่านั้น

ในสมัยเป็นนักเตะ เจอร์เกน คลอปป์ เล่นอาชีพให้ ไมนซ์ 05 สโมสรเดียว ระหว่างปี 1989-2001 ลงเล่น 337 นัดทำได้ 52 ประตู ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นกุนซือในปี 2001 ให้ต้นสังกัด ไม่ต้องสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่าง คลอปป์ กับแฟนบอลไมนซ์เหนียวแน่นขนาดไหน ขณะเดียวกันสถานการณ์ที่ ดอร์ทมุนด์ แม้ว่าเขาจะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลที่แล้ว แต่ความสัมพันธ์กับแฟนบอลเสือเหลืองก็แทบจะไม่เปลี่ยนไป

สิ่งที่แฟนบอลเดอะค็อปรู้สึกกับคล๊อปป์ก็ไม่ต่างจากแฟนบอลของไมนช์และดอร์ทมุนด์ คือทั้งรักและศรัทธาในตัวคล๊อปป์ ไม่ใช่แค่ว่าเขาพาทีมเก็บชัยชนะ แต่ปฏิกิริยาของเขาที่อยู่ข้างสนาม และทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาจะนำมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ ความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อแฟนบอล คล๊อปป์ไม่เคยลืมที่จะลงไปในสนามแล้วพาลูกทีมเดินขอบคุณแฟนบอลทุกครั้ง เป็นภาพที่ประทับใจมาก

ไม่ใช่แค่แฟนบอลในสนาม แต่คล็อปป์ยังเป็นมิตรมาก ๆ กับแฟนบอลนอกสนาม โดยเฉพาะแฟนบอลที่อยู่ในชุมชนเมืองลิเวอร์พูล เราจะเห็นเขาออกมาทำกิจกรรมร่วมกับแฟนบอลเสมอ ในโอกาสสำคัญ ๆ เขาก็จะไม่ลืมที่จะขอบคุณหรือให้กำลังใจแฟนบอลทั่วโลกด้วย

เหล่านี้เป็นสิ่งที่กุนซือคนอื่นอาจจะไม่ให้ความสำคัญมากนัก เพราะถือว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือมองว่ามันไม่สำคัญกับผลงานของนักเตะในสนาม แต่ฟุตบอลสำหรับคล็อปป์มันไม่ใช่แค่ผลงานในสนามเท่านั้น และเขาก็รู้ว่าปัจจัยภายนอกสนามนั้นส่งผลต่อผลงานของนักเตะในสนามได้แน่นอน