3 การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นกับหงส์แดงหากติอาโกกลายเป็นตัวหลักของทีม

ลิเวอร์พูลชุดคว้าแชมป์ UCL สมัยที่ 6 กับชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกนั้น 11 ตัวจริงแทบจะชุดเดียวกัน ถือเป็น 11 ตัวจริงที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในยุคนี้ การซื้อนักเตะเข้ามาใหม่ของลิเวอร์พูลในช่วงหลังแทบจะไม่กระเทือน 11 ตัวจริงของคล็อปป์ได้เลย นั่นเพราะนักเตะที่เข้ามามักจะยังเป็นแค่ดาวเด่น ยังไม่มีระดับเวิล์ดคลาสเข้ามาแข่งขันแย่งตำแหน่ง

การที่ลิเวอร์พูลได้ตัวติอาโก อัลคันทาร่า เข้ามาถือเป็นนักเตะคนแรกในยุคของคล็อปป์ที่มีป้ายชื่อว่า “เวิล์ดคลาส” ติดตัวมาด้วย ลองนึกดูมาเน่ ซาลาห์ ฟาบิญโญ่ หรือแม้แต่ ฟานไดจ์คกับอลีสซงตอนย้ายมาก็ยังไม่มีป้ายชื่อนี้ติดมาด้วย ติอาโก ยังได้ลงสนามทันทีหลังย้ายมา ที่สำคัญคือทำผลงานได้โดดเด่นมาก ได้รับคำชมจากคล็อปป์มากมาย

ก็ลองคิดดูละกันครับ ลงเล่นแค่ 45 นาที แต่จ่ายบอลสำเร็จ 75 ครั้ง มากกว่าที่นักเตะเชลซีแต่ละคนทำได้ในเกมนี้ ยังไม่หมดนะครับ นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกเริ่มมีการเก็บสถิติเมื่อปี 2003/04 กลายเป็นว่าเขาทำสถิติจ่ายบอลสำเร็จสูงสุด สำหรับนักเตะที่ลงเล่นเพียงแค่ 45 นาที

คำถามคือ หากติอาโกทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องหรือคล็อปป์มีแผนงานจะใช้เขาเป็นตัวหลักในแดนกลางจริง ๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลบ้าง วันนี้ผมจึงลองทำบทวิเคราะห์ถึง 3 การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลหากติอาโกกลายมาเป็นตัวหลักของทีม

1 แดนกลางแดนใคร

ฟาบิญโญ่ ไวนาดุม และเฮนเดอร์สัน ถือเป็น 3 กองกลางที่ดีที่สุดของคล็อปป์ในชุดนี้พวกเขาเล่นด้วยกันต่อเนื่องมา 2 ปี การเข้ามาของติอาโกนั้นกระทบกับทั้งสามคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไวนาดุม ที่มีข่าวหนาหูในช่วงที่ลิเวอร์พูลมีข่าวกับติอาโกว่าจะถูกขายออกไปให้บาร์เซโลนาเพื่อเปิดพื้นที่ให้ติอาโก

หรือจะเป็นเฮนเดอร์สันกัปตันทีม ที่หากเราดูการเล่นของติอาโกจะพบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกันคือเน้นการจ่ายบอลสั้นง่าย ๆ ยิ่งช่วงนี้กัปตันเจ็บบ่อย อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดแดนกลางกลุ่มใหม่ขึ้น และเราก็รู้ดีว่าเมื่อระบบมันดีอยู่แล้ว ก็ยากที่บอสจะเปลี่ยนแผน

ฟาบิญโญ่น่าจะเป็นนักเตะที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเล่นตำแหน่งเดียวกับติอาโกในระบบ 4-3-3 และจากการที่เขาได้ลงเล่นเป็นเซ็นต์เตอร์จำเป็นเมื่อเกมชนะเชลซี แล้วทำผลงานได้ดี ก็น่าคิดว่าคล็อปป์อาจจะให้ฟาบิญโญ่เล่นเซ็นเตอร์ยาว ๆ ก็ได้ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วกับแฟนันดิญโญของแมนซิตี้ที่ลงมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์จำเป็นแล้วทำได้ดี

นอกจากทั้งสามตัวหลักแล้ว นักเตะที่กำลังเข้าฟอร์มมีผลงานที่น่าจับตาอย่าง เกอิตา หรือสำรองคุณภาพอย่างมิลเนอร์ ก็อาจได้รับผลกระทบเรื่องของโอกาสในการลงเล่น

โดยสรุปการที่ติอาโกทำผลงานได้ดีจนเป็นตัวหลัก สิ่งที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ คือ การเกิดขึ้นของแดนกลางชุดใหม่ เราอาจจะเห็นการจับกลุ่มเป็น ไวนาดุม-ติอาโก-เฮนเดอร์สัน, ติอาโก-ฟาบินโญ่-เฮนเดอร์สัน, เกอิตา-ฟาบิญโญ่-ติอาโก หรืออื่น ๆ จากนี้ก็เป็นได้

2 สไตล์การเล่นที่แก้ตรงจุด

ปัญหาอย่างหนึ่งของลิเวอร์พูลในช่วงหลังคือการเล่นได้ไม่ดีมากนักกับทีมที่เน้นการตั้งรับลึก เกมนี้ก็เช่นกัน เชลซีเหลือนักเตะ 10 คนตั้งแต่ครึ่งแรก ดังนั้นครึ่งหลังพวกเขาจึงเน้นการตั้งรับลึกแล้วรอสวนกลับ นั่นคือเหตุผลหลักที่คล็อปป์ตัดสินใจส่งติอาโกลงมา คล็อปป์อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า

“เราเซ็นสัญญากับติอาโก้ด้วยเหตุผลต่างๆ หนึ่งในนั้นคือเขาเหมาะจะลงเล่นกับทีมที่ตั้งรับลึก นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องปรับปรุงในส่วนนี้เยอะมาก ผมต้องบอกอย่างนั้น กับนักเตะทุกคนที่อยู่ตรงนั้นมาก่อน แต่มันมีบางอย่างที่เหมาะกับเขา (ติอาโก) เพราะมันเป็นธรรมชาติของเขา ซึ่งผมชอบเรื่องนี้ ชัดเจนว่ามันเป็นเรื่องที่ดี นั่นคือเหตุผลหนึ่งจากหลายเหตุผล”

เราจะเห็นว่าหลายครั้งที่สามประสานของเราเล่นไม่ออก แบ็กเติมเกมไม่ค่อยได้ เราจะเห็นจุดอ่อนของแดนกลางลิเวอร์พูลอย่างหนึ่งคือ ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมรุกได้มากนักเพราะนักเตะ 3 ตัวหลักมักทำได้ดีในเชิงการตั้งรับ แย่งบอล การสร้างสมดุลเกม แต่กับติอาโก เขาเป็นกองกลางที่มีเซ็นส์เรื่องการเล่นเกมรุกสูงมาก หลังเกมคล็อปป์ได้พูดประเด็นนี้ด้วยว่า

“ผมชอบเกมของเขามาก เกมรับอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด แต่เกมรุกกับการเล่นกับบอล นั่นคือเขา เขาต้องการผ่านบอลตลอดเวลา”

3 สะเทือนแผนหลัก 4-3-3

ทั้งสองข้อที่ผมเขียนไปนั้นผมเขียนภายใต้กรอบคิดที่ว่าลิเวอร์พูลยังเล่นระบบ 4-3-3 เป็นหลัก แต่แผนที่ติอาโกเล่นมาตลอดกับบาเยิร์นคือ 4-2-3-1 คือการยืนเป็นหนึ่งในสองกองกลาง หรือบางครั้งเขาก็อาจขึ้นมายืนเป็นตัวรุกตรงกลางอยู่หลังกองหน้า

แผน 4-2-3-1 นี่ก็ถือว่าเป็นแผนประจำของคล็อปป์สมัยอยู่ดอร์ทมุนด์เช่นกัน และเขาเองก็เคยเอามาปรับใช้กับลิเวอร์พูลอยู่หลายครั้ง ครั้งใหญ่ ๆ ที่เห็นคือ สมัยที่ได้ตัวฟาบิญโญ่กับชากิรี่มาใหม่ ๆ คล็อปป์ปรับใช้แผนนี้อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะฟาบิญโญ่เองก็เคยเล่นกลางสองตัวมาก่อน ขณะที่ชากิรี่ก็ถนัดปีกเชิงรุก แม้จะผลงานดีแต่คล็อปป์ไม่ใช้ต่อเพราะทำให้แดนกลางขาดความสมดุลไป

แต่การได้ติอาโกเข้ามาอาจทำให้แผน 4-2-3-1 ของคล็อปป์กลับมาผงาดอีกครั้ง เพราะนั่นเท่ากับว่าคล็อปป์มีกองกลางที่คุ้นเคยกับระบบนี้อยู่ในทีมถึง 3 คนคือ ฟาบิญโญ่ เกอิตา และติอาโก ขณะที่เกมรุกเรามีพร้อมทั้งสามประสานและนักเตะอย่างมินามิโนะ ชากิรี่

ยิ่งหากเรามองเรื่องอายุของนักเตะอย่างเฮนเดอร์สันกับมิลเนอร์และความไม่แน่นอนของไวนาดุมที่จะอยู่ต่อหรือไม่ ซึ่งนักเตะทั้งสามคนนี้ถนัดและเป็นส่วนสำคัญของแผน 4-3-3 การเปลี่ยนมาเป็นแผน 4-2-3-1 โดยมีติอาโกเป็นแกนกลางคู่กับฟาบิญโญ่หรือเกอิตา และแดนหน้าก็ปล่อยให้คลื่นลูกใหม่อย่างมินามิโนะ ดิโอโก โจต้า ได้สอดแทรกขึ้นมา