สองสไตล์การเล่นที่ทำให้โจต้าโชว์ฟอร์มโดดเด่นกับลิเวอร์พูล

ช่วงนี้ทีมหงส์แดงคงไม่มีใครฟอร์มร้อนแรงเกินเจ้าหนู ดิโอโก โจต้า ที่ตอนนี้ซัดไปให้หงส์แดงแล้ว 7 ประตูจากการลงสนาม 7 เกมรวมทุกรายการ ที่สำคัญคือเขาออกสตาร์ทตัวจริงแค่ 3 เกมเท่านั้น ผลงานการทำประตูโดยรวมเป็นรองแค่โม ซาลาห์คนเดียวเท่านั้นที่ทำไป 8 ประตู

ก่อนหน้านั้นลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ซื้อนักเตะในแนวรุกหรือพยายามปลุกปั้นนักเตะเยาวชนของตัวเองเพื่อให้ขึ้นมาเล่นทดแทนหรือแบ่งเบาภาระของสามประสานทุกปี แต่ก็ยังไม่มีนักเตะคนไหนที่สามารถทำผลงานดีเด่นออกมาอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนโจต้า

แต่นอนว่าอาการฟอร์มตกของฟีร์มิโน่ และการที่ทีมกำลังต้องการความหลากหลายในแนวรุกหลังจากที่แนวรับต้องเจอปัญหาอาการบาดเจ็บ ทั้งสองปัจจัยนี้อาจจะเป็นตัวเร่งให้ดิโอโกได้โอกาสลงสนามมากกว่าที่คาดไว้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เงื่อนไขและปัจจัยเดียวที่ทำให้โจต้าโดดเด่นขึ้นมา เพราะในแนวรุกเองเรายังมีทาคุมิและโอริกีที่เล่นมาก่อนโจต้าเสียอีก แต่โจต้าก็สามารถเบียดพวกเขาขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกได้ และมีแนวโน้มว่าจะเบียดฟีร์มิโน่ลงไปนั่งสำรองด้วยซ้ำ

ดังนั้นสิ่งทำให้ดิโอโก โจต้า แจ้งเกิดกับทีมได้รวดเร็วขนาดนี้ก็คือปัจจัยภายในตัวของเขาเอง เขามีคุณสมบัติและสไตล์การเล่นที่โดดเด่นอยู่สามประการ ซึ่งทั้งสามประสารนี้ผมไม่ได้คิดขึ้นมาเองหรือมโนขึ้นมา แต่มาจากบทวิเคราะห์ของเว็บไซด์โททัลฟุตบอล ที่วิเคราะห์ 3 สไตล์การเล่นของเขาสมัยเล่นกับวูลฟ์ ที่มีส่วนสำคัญให้หงส์แดงยอมทุ่มเงินกว่า 45 ล้านปอนด์คว้าตัวเขามา ตีในบทความนี้ผมจะยกมาวิเคราะห์เพิ่มเติมแค่สองข้อ โดยยกเว้นเรื่องของการเพรสซิ่งซึ่งเป็นสไตล์การเล่นที่นักเตะหงส์แดงทุกคต้องทำให้ได้อยู่แล้ว

การวิ่งตัดเข้าใน (Inside Runs)

สิ่งหนึ่งที่ลิเวอร์พูลมองหามานานในการช่วยสนับสนุนการเล่นของมาเน่กับซาลาห์ก็คือใครสักคนที่จะสามารถวิ่งทำทาง วิ่งตัดเข้าในได้เหมือนที่พวกเขาทำ ที่ผ่านมาโอริกี แชมเบอเรน หรือแม้แต่ชากิรี่ ก็ยังห่างไกลจากคุณสมบัตินี้ โอริกีปักหลักหาตำแหน่งดี แต่การเคลื่อนที่ไม่สมดุล แชมเบอเรนกับชากิรี่เล่นด้านกว้างได้ดี แต่พอจะสอดแทรกเข้ากรอบเขตโทษยังไม่ดีพอ ครั้นจะหวังกองกลางอย่างไวนาดุมหรือเฮนเดอร์สันก็หวังไม่ได้ทุกเกม

การวิ่งตัดเข้าในหรือวิ่งตัดหลังแบ็ก หาช่องให้เพื่อนจ่ายบอลให้ ดูเหมือนจะง่ายแต่เป็นเรื่องยาก เพราะเซ็นต์บอลต้องทันกันไม่อย่างงั้นก็วิ่งตีเปล่า ที่สำคัญคือตัวที่จะวิ่งสอดนั้นต้องเป็นตัวที่ไม่ถูกจับจ้องเป็นพิเศษแบบมาเน่ ซาลาห์ หรือฟีร์มิโน่ และนั่นคือคุณสมบัติประการแรกที่ทำให้โจต้าคือความแตกต่างที่ถูกต้อง ถูกเวลา

ภาพด้านบนคือตัวอย่างรูปแบบการเล่นของโจต้าสมัยค้าแข้งกับวูลฟ์ เราจะเห็นเขาวิ่งตัดเข้าในมาจากด้านกว้าง เขาจัดการพื้นที่ว่างระหว่างแบ็คกับเซ็นเตอร์ของคู่แข่งได้ดี โดยหาช่องที่จะสอดแทรกตัดหลังพวกเขาเข้าไป เรื่องนี้มีสถิติตัวเลขสนับสนุนแสดงให้เห็นว่าโจต้าสามารถวิ่งตัดหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขามีสถิติสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษ 4.68 ครั้งต่อ 90 นาที เป็นสถิติที่สูงที่สุดในลีก อันแสดงว่าเขาไม่ใช่แค่ปีกที่เล่นตามริมเส้น แต่เป็นปีกที่ชอบตัดเข้าในเส้น เคลื่อนที่ไปข้างหน้าและข้างในมากกว่าด้านข้าง

ส่วนสองภาพนี้คือสิ่งที่โจต้านำมาใช้กับลิเวอร์พูลได้อย่างลงตัว ในเกมกับเวสต์แฮมประตูชัยที่ลิเวอร์พูลได้ก็มาจากสไตล์การเล่นแบบตัดเข้าในตัดหลังแบ็กกับเซ็นเตอร์ของคู่แข่งของโจต้า จากภาพเราจะเห็นว่าทันทีที่ชากิรี่รับบอลมาจากเฮนเดอร์สัน โจต้าจะฉวยโอกาสนั้นวิ่งตัดเข้าไปด้านในทันที เช่นเดียวกันกับประตูนำร่องของหงส์แดงในเกม UCL ดับอตาลันตาเมื่อคืน เมื่ออาร์โนล์ดได้บอลโจต้าก็เคลื่อนที่ทันทีและสามารถตัดเข้าในได้อีกครั้ง

การวิ่งตัดเข้าในดี ๆ แบบโจต้าคือตัวเลือกที่ใช่และเหมาะกับสไตล์การเล่นในช่วง 2 ปีหลังสุดของลิเวอร์พูลคือการผ่านบอลยาวจากแดนหลัง โดยเฉพาะอาร์โนล์ดกับฟานไดจ์ค ไหนจะมีนักเตะอย่างติอาโก อัลคันทาร่าที่จ่ายบอลจากแนวลึกตรงกลางได้ หรืออย่างชากิรี่ที่คล็อปป์ปรับมาเล่นเบอร์ 10 ในเกมกับเวสต์แฮมก็สามารถจ่ายบอลจากระยะหน้ากรอบเขตโทษได้อย่างลงตัว การเข้ามาของโจต้าจะช่วยให้หงส์แดงมีตัวเลือกในแดนหน้าเพิ่มขึ้น ในยามที่ซาลาห์มาเน่เล่นไม่ออกหรือต้องการตัวช่วย โจต้านั้นตอบโจทย์ได้ดี ซึ่งเขาก็ตอบโจทย์นี้ด้วย 7 ประตูของเขา

สร้างความเชื่อมโยงของเกม (link-up-play)

การเล่นแบบ link up play นั้นไม่ใช่แค่การเล่นแบบมีส่วนร่วมกับทีมเท่านั้น มันหมายถึงการเคลื่อนที่ของนักเตะเพื่อเชื่อมโยงกับการเล่นเกมของทีม บางจังหวะสามารถเป็นการแก้เกมในพื้นที่แคบ ๆ เช่นการทำ 1-2 การจ่ายบอลแล้ววิ่งทำทาง ซึ่งอาจวิ่งทำทางไป 1 จังหวะแล้วรับบอลหรือแม้แต่วิ่งทำทางไป 3-4 จังหวะเพื่อสร้างเกมก็เป็นได้ ผมขอยกสถานการณ์ตัวอย่างเช่น ฟีร์มิโน่ลงมารับบอลจากฟานไดจ์ค จากนั้นเขาก็ส่งต่อเฮนเดอร์สัน จากนั้นเขาก็วิ่งทำทางไปข้างหน้า ขณะนั้นเฮนเดอร์สันส่งบอลให้อาร์โนล์ด เปิดบอลไปให้ฟีร์มิโน่ที่วิ่งขึ้นไปรออยู่แล้ว นี่คือตัวอย่างของการเล่นแบบ link-up-play

ในทีมลิเวอร์พูลนั้นคนที่ทำแบบนี้ได้ดีและเนียนตามากก็คือ ฟีร์มิโน่ ด้วยบทบาท F.9 ของเขา ที่มักลงมารับบอลต่ำเพื่อทำการเชื่อมบอลระหว่างแดนหลังแดนกลางและแดนหน้า เมื่อมองไปในทีมเราอาจจะเห็นคุณลักษณะเช่นนี้บ้างในไวนาดุม เกอิตา ชากิรี่ แต่นั่นก็ยังไม่ได้โดดเด่นเหมือนโจต้า

จากรูปทั้งสองด้านบนคือสถิติและตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าทิศทางการผ่านบอลและการวิ่งของโจต้านั้นมักจะเป็นการจ่ายบอลเข้าในพื้นที่กลางสนาม จากนั้นเขาจะหาพื้นที่วิ่งตามไปรับหรือทำทางให้กับลูกที่เขาเพิ่งจ่ายให้เพื่อนไป จริง ๆ จากสถิตินี้เขาน่าจะเล่นได้ดีและได้ประโยชน์จากฟีร์มิโน่หากเขาลงเล่นในตำแหน่งเดียวกับมาเน่ แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือฟอร์มการเล่นของฟีร์มิโน่ที่ยังไม่เข้าที่

ในการเล่นกับลิเวอร์พูลโจต้าอาจยังต้องใช้เวลามากในการเชื่อมบอลหรือทำให้ได้อย่างที่ฟีร์มิโน่ทำ แต่สิ่งหนึ่งที่โจต้าทำได้ดีโดยสัญชาติญาณคือการหาพื้นที่ว่าง การสร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม ในการรับบอลส่งบอล

อาจจะเร็วเกินไปที่จะบอกว่าโจต้าคือของจริงคือตัวหลักหรือจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้ในเร็ววัน บางทีอาจเป็นเพราะคู่แข่งยังจับทางเขาไม่ได้ อาจเป็นเพราะการที่เล่นเคียงข้างกับมาเน่ ซาลาห์ ซึ่งเป็นเป้าของคู่แข่งมากกว่าที่ทำให้เขามีพื้นที่และอิสระในการเล่น แต่นั่นแหละมันย่อมเร็วเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มวัย 23 ปี หากแต่พัฒนาการการเล่นของเขาไม่หยุดอยู่แค่นี้ ตอนนั้นแหละที่เราจะได้เห็นลิเวอร์พูลยุคใหม่ที่มีเขาเป็นเสาหลักในเกมรุก

โดยสรุปลักษณะการเล่นที่โดดเด่นของเขาสองข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือข้อแรกที่ทำให้เขาแตกต่างในเชิงคุณภาพและเป็นตัวเลือกในการแก้เกมรุกที่ตีบตันหรือถูกรสบัสจอดขวางได้เป็นอย่างดี นั่นทำให้คล็อปป์มีทางเลือกในการจัดทัพแก้เกมได้มากขึ้น เราจะเห็นว่าแผน 4-2-3-1 ที่คล็อปป์เคยใช้แต่ไม่เสถียรถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ในเกมที่ลิเวอร์พูลชนะเซฟฟิลด์ได้โดยมีโจต้าลงพร้อมกับซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่ และอาจรวมถึงการปรับแผนการเล่นระหว่างเกมอีกมากมายที่จะเกิดจากสไตล์การเล่นของโจต้า

ขอบคุณภาพประกอบและเนื้อหาบางส่วนจากบทความของ โททัลฟุตบอล