3 เหตุผลที่ฟีร์มิโน่ควรเป็นตัวจริงก่อนโจต้า เกมเยือนเรือใบคืนนี้

กระแสฟอร์มร้อนแรงของดิโอโก โจต้าที่เด่นได้อย่างโดดเด่นในตำแหน่งหน้าตัวกลางในสามประสานร่วมกับมาเน่และซาลาห์ จึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะมีการนำไปเทียบกับนักเตะในตำแหน่งเดียวกันอย่างฟีร์มิโน่ แม้แต่คล็อปป์เองก็ยอมรับในข้อนี้หลังเกมกับอตาลันตาที่โจต้าทำแฮทริกได้ ซึ่งในมุมมองของคล็อปป์มองว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นความโหดร้ายของโลกใบนี้เลยทีเดียว

กระcสฟอร์มร้อนแรงของโจต้าและฟอร์มที่ดอร์ปลงอย่างน่าใจหายของฟีร์มิโน่ (ฟอร์มตกต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายซีซั่นก่อน) ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่หงส์แดงจะไปเยือนแมนซิตี้คืนวันอาทิตย์นี้ กับคำถามที่ว่า ใครเหมาะจะลงตัวจริงในเกมนี้มากกว่ากัน หากเป็นเกมเจอกับทีมอื่น ผมเชื่อว่าประเด็นนี้จะไม่ถูกพูดถึงเยอะ แต่เพราะเป็นเกมกับแมนซิตี้ที่เป็นคู่แข่งสำคัญในการลุ้นแชมป์

แม้ว่าตามตารางคะแนนแล้วแมนซิตี้ตอนนี้จะอยู่อันดับที่ 12 มี 11 คะแนนตามหลังลิเวอร์พูลที่มี 16 คะแนนเป็นอันดับ 1 ร่วมกับทีมนักบุญที่คว้าชัยได้ในเกมวันเสาร์ แต่แมนซิตี้แข่งน้อยกว่าลิเวอร์พูล 1 นัด ดังนั้นการเจอกันของทั้งสองทีมมันจึงมีค่ามากกว่า 3 แต้ม เพราะอาจจะกลายเป็น 6 แต้มได้ หากลิเวอร์พูลแพ้แมนซิตี้เกมนี้แล้วแมนซิตี้ชนะเกมตกค้างพวกเขาจะเก็บเพิ่มอีก 6 คะแนนจะทำให้มี 17 แต้ม เมื่อเทียบกับหงส์แดงที่จะมีเพียง 16 แต้มหลังแข่งไป 8 เกมเท่ากัน

ไม่นับว่าการแพ้แมนซิตี้คืนนี้ อาจจะส่งผลให้ลิเวอร์พูลร่วงจากโซนหัวตารางหรือท็อปโฟร์ได้ในพริบตา หากเลสเตอร์กับสเปอร์จูงมือกันชนะในเกมค่ำคืนเดียวกันนี้หงส์แดงจะตกไปอยู่ที่ 4 พอดี และหากวิลล่าที่แข่งน้อยกว่าหงส์แดง 1 เกมชนะทั้งเกมที่เหลือก็จะแซงหงส์แดงในการแข่ง 8 เกมเท่านั้น หงส์แดงก็จะตกมาอยู่ที่ 5-6 ทันที

ดังนั้นเกมกับแมนซิตี้คือนี้มันจึงสำคัญระดับ 5 ดาวเพราะนอกจากจะทวงพื้นที่จ่าฝูงได้แล้วยังจะสามารถรักษาโมเมนตัมของทีมที่กำลังทำผลงานได้ดีในช่วงวิกฤติที่ขาดกำลังหลักอย่างฟานไดจ์คไป การไม่แพ้แมนซิตี้ในตอนที่ไม่มีฟานไดจ์คนี่อาจจะช่วยกอบกู้ ฟื้นฟูจิตใจของหงส์แดงได้ดี

แม้ฟุตบอลจะเล่นกันเป็นทีมแต่เกมนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่การตัดสินใจของคล็อปป์ว่าจะส่งใครลงตัวจริง และผลลัพธ์มันเป็นอย่างไร จนกลายเป็นว่า การได้ลงหรือไม่ได้ลงตัวจริงของโจต้ากับฟีร์มิโน่ถูกคาดหวังให้เป็นจุดตัดสินของเกมนี้ไปแล้วในสายตาของแฟนบอล

ยกเว้นเสียแต่ว่าคล็อปป์จะจัดทีมโดยมีทั้งโจต้าและฟีร์มิโน่อยู่ในสนามพร้อมกัน อันนั้นเราคงไม่ต้องเถียงว่าใครจะลงตัวจริง ตัวสำรอง แต่หากเลือกได้เพียงหนึ่งเดียวและเป็นเกมสำคัญกับแมนซิตี้ ผมมองว่าคล็อปป์ควรให้โอกาสฟีร์มิโน่ก่อนโจต้าด้วยเหตุผล 3 ประการ

ฟีร์มิโน่ทำผลงานดีเสมอเมื่อเจอเรือ

นี่คือเหตุผลแรกที่ผมอยากนำมาสนับสนุนฟีร์มิโน่ในการลงตัวจริงคืนนี้ ย้อนไป 5 เกมหลังสุดที่หงส์แดงออกไปเยือนแมนซิตี้ในเกมลีกและUCLรวมกัน ลิเวอร์พูลเสียประตูให้แมนซิตี้ถึง 13 ประตู และยิงได้เพียง 4 ประตูเท่านั้นโดย 2 ใน 4 ประตูที่ยิงได้เป็นผลงานของฟีร์มิโน่

ว่ากันโดยแท็กติกการเล่น ยามเจอกันของสองทีมนี้ เป็นเกมที่ต้องสู้กันกลางสนาม แบ็กซ้ายขวาของลิเวอร์พูลแทบจะไม่ได้เติมเกมเพราะต้องคอบพะวงและรับมือตัวรุกด้านข้างที่จิ๊ดจ๊าดของซิตี้ นั่นทำให้เกมด้านข้างของเราไม่ค่อยได้ทำงาน เป็นเหตุให้มาเน่กับซาลาห์มักฟอร์มฝืดยามต้องเจอกับซิตี้ เพราะการหุบเข้ามาเล่นตรงกลางหรือถอยลงมาช่วยเกมรับริมเส้นลดทอนประสิทธิภาพเกมรุกของทั้งสองคน

ต่างจากฟีร์มิโน่ที่ถนัดเล่นบอลตรงกลาง เล่นบอลแนวลึก ในเกมกับซิตี้ที่เน้นครองบอลการเพรสซิ่งและดักบอลการไล่แท็กเกิลบอลจากเท้าของฟีร์มิโน่จึงมีประโยชน์มากรวมถึงการลำเลียงฟุตบอลจากหลังถึงหน้าได้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่เขาสามารถงัดมาใช้ได้ในเกมใหญ่ ๆ แบบนี้ เหมือนที่คล็อปป์บอกว่า ถ้าวันไหนทีมทำผลงานได้ดีมาก ๆ แสดงว่าเกมนั้นฟีร์มิโน่จะสบายมากเพราะเขาไม่ต้องลงมาช่วยเกมรับ

คล็อปป์ต้องการจะบอกว่า เขาคือคนสำคัญของทีมมากโดยเฉพาะในเกมยาก ๆ และทีมต้องการกองหน้าที่เล่นเกมรับได้ดีกว่าใครในโลกอย่างฟีร์มิโน่มาช่วย ยิ่งในยามที่ตอนนี้นักเตะที่เล่นเกมรับดี ๆ ของทีมอย่างฟาบิญโญ่และฟานไดจ์คยังไม่กลับมา นักเตะที่มีทักษะการเล่นเกมรับเกมรุกได้สมดุลแบบฟีร์มิโน่จึงสำคัญกับเกมแดนกลางของหงส์แดงมาก นี่เป็นจุดสำคัญที่โจต้าอาจจะยังทำไม่ได้เหมือนฟีร์มิโน่ เพราะโจต้าถนัดเล่นบอลฉาบฉวย หาช่องเก่ง และต้องการพื้นที่มาก ต้องการคนช่วยซับพอร์ตเยอะในการที่เขาจะเล่นได้อย่างอิสระ

รักษาความมั่นใจของโจต้า

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าควรส่งโจต้าลงเกมนี้เลยเพราะให้นักเตะได้ทำผลงานต่อเนื่อง แต่หลายครั้งเราจะเห็นว่านักเตะที่ทำผลงานมาอย่างดี แต่เมื่อเจอเกมใหญ่เกมที่กดดันแล้วกลับเล่นไม่ออก แถมยังพลอยกลายเป็นเสียความมั่นใจไปอีก

การพักไม่ให้โจต้าลงตัวจริงในเกมนี้มองในแง่ของจิตวิทยามันมีข้อดี 2 ประการคือ นักเตะไม่รู้สึกกดดันเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่เกิดอาการเหลิง หรือมั่นใจเกินไปว่าตัวเองเก่งแล้วจนเสียสมาธิกับการเล่นของทีม การเบรคในเกมแบบนี้จะช่วยรักษาความมุ่งมั่นของนักเตะ และนักเตะจะยังรู้สึกว่าตัวเองยังต้องพัฒนาอีกเยอะ ยังต้องทำผลงานให้ดีกว่านี้จึงจะได้รับความไว้ใจให้ลงในเกมใหญ่ได้

ประการที่สองคือจะช่วยหลีกเลี่ยงกระแสตีกลับ ตอนนนี้มีแต่คนชื่นชมยินดีกับฟอร์มของโจต้า แต่การอยู่กับทีมใหญ่นั้นมันเหมือนฝันบางทีคุณกำลังฝันดีอยู่แต่ตื่นมาอาจเจอก้อนหินปาใส่ก็เป็นได้ หากโจต้าลงไปแล้วทำผลงานดี ณ ตอนนี้มีแต่แต่เท่าทุน แต่หากทำผลงานไม่ดี เล่นผิดพลาด จนทีมไม่ชนะ นั่นจะทำให้เกิดเสียงวิจารณ์สะท้อนกลับทันที และนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำลายนักเตะที่กำลังฝีเท้าดีมานักต่อนักแล้ว

คล็อปป์ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้จัดการทีมที่มีจิตวิทยาดี เขาย่อมรู้เหตุผลพวกนี้ดี การส่งโจต้าลงก่อนจะเป็นการโยนเขาลงไปในสปอร์ตไลท์หลายร้อนดวงทันที และนั่นอาจทำให้ทีมเล่นด้วยความเกรงไปอีกแบบ การให้ฟีร์มิโน่ลงเล่นก่อน เพื่อเพลย์เซฟรูปแบบการเล่นและดูท่าทีของแมนซิตี้ กับหาโอกาสให้โจต้าลงมาเป็นตัวแก้เกม สอดแทรก หรือพักไปเลยในกรณีที่ทีมนำอยู่ได้เปรียบ จะช่วยลดอาการคาดหวังของคนไปได้เยอะ และโจต้าเองไม่ต้องกดดันอยู่ในสปอร์ตไลท์นั้น

เรียกฟีร์มิโน่คนเดิมกลับมา

ผมชอบที่จอห์น อัลดริดจ์ให้ความเห็นไว้ว่า ฟีร์มิโน่ยังเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมเสมอ แต่ตอนนี้คือคล็อปป์ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกฟอร์มของฟีร์มิโน่กลับมา และนั่นแหละที่ทำให้ผมคิดว่า มันไม่มีโอกาสไหนที่จะดีไปกว่านี้แล้ว หากคุณเป็นฟีร์มิโน่ที่กำลังโดนวิจารณ์อย่างหนักและกำลังหาทางเรียกความมั่นในกลับมา จะไม่มีเกมไหนที่มีโอกาสมากเท่าเกมนี้แล้ว

ส่วนมากนักเตะของหงส์แดงมักจะมีช่วงฟอร์มตกบ้าง แม้แต่ฟีร์มิโน่เองก็เคยเป็นบ่อย ๆ แต่เราก็จะเห็นว่าเขาจะกลับมาได้เสมอ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาโดยเฉพาะในเกมใหญ่ ๆ เช่นในปี 2018 เขายิงประตูชัยให้หงส์แดงในการชนะ PSG 3-2, การทำแฮทริกใส่อาร์เซน่อล, การทำแฮทริกแอสซิสต์กับนักบุญ เป็นต้น นักเตะอย่างฟีร์มิโน่มักทำผลงานได้ดีในเกมใหญ่ ๆ และเกมที่มีความคาดหวังสูง

ในมุมมองของคล็อปป์ที่ต้องรักษาสมดุลของทีม และต้องประคองนักเตะคนสำคัญของทีมไม่ให้หลุดไปไกลกว่านี้ เขามีทางสองแพร่งให้เลือกคือพักฟีร์มิโน่ไม่ให้ลงตัวจริง เพราะจะเท่ากับส่งเขาลงกองไฟ หากทีมทำผลงานไม่ดี และอีกทางคือทำให้ฟีร์มิโน่เห็นว่าเขายังเชื่อใจลูกทีมคนนี้เต็มที่ ด้วยการส่งเขาลงตั้งแต่วินาทีแรก

คล็อปป์ออกมาปกป้องฟีร์มิโน่หลังเกมอตาลันตาถึง 2 ครั้ง ทั้งที่ไม่มีนักข่าวถามถึงฟีร์มิโน่ด้วยซ้ำ ครั้งแรกเขาบอกกับนักข่าวว่าลิเวอร์พูลคงไม่ได้เล่น UCL และไม่ได้แชมป์ด้วยซ้ำหากไม่มีฟีร์มิโน่ และครั้งที่สองตอนแถลงข่าวก่อนเกมกับแมนซิตี้ คล็อปป์ก็บอกอีกว่า ถ้ามีใครสักคนยังไม่เห็นความสำคัญของฟีร์มิโน่ เขาก็ไม่รู้จะช่วยยังไง เหมือนกับจะส่งสัญญาณเป็นนัยแล้วว่า ค่ำคืนนี้เขาจะส่งฟีร์มิโน่ลงก่อนแน่นอน

นี่คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ผมคิดว่าฟีร์มิโน่ควรได้ลงก่อน เพื่อรักษาสมดุลและสปิริตของทีม การที่โจต้าที่ทำผลงานดีได้พักย่อมไม่ส่งผลร้ายแรงโดยตรงกับเขา ส่วนฟีร์มิโน่จะฉวยโอกาสนี้เรียกความมั่นใจและตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในทีมได้หรือไม่ ผลงานในสนามจะเป็นคำตอบเอง เพราะแน่นอนว่าหากโจต้าลงมาแทนเขาแล้วทำผลงานได้ดีกว่า คำตอบมันก็จะชัดเจนยิ่งขึ้นในเกมถัดไป