3 ไม้ตายแก้ปัญหาแนวรับของลิเวอร์พูลที่เป็นไปได้มากที่สุด ณ เวลานี้

ลิเวอร์พูลกำลังเผชิญปัญหาหนักอก กับการที่นักเตะค่อนทีมทยอยบาดเจ็บ ประเด็นที่น่าหนักอกคือสำบรรดานักเตะเหล่านั้นล้วนแต่เป็นหัวใจในเกมรับของหงส์แดง ไล่ตั้งแต่ฟานไดจ์ค, ฟาบินโญ่, เทรนท์ อาร์โนล์ด และล่าสุดกับโจ โกเมส แม้จะมีผลงานที่ดีต่อเนื่อง มีแต้มอยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์ แต่นี่เป็นปัญหาที่ดูเบาไม่ได้เลย ลิเวอร์พูลจะฝ่าด่านทดสอบที่สาหัสนี้ไปได้อย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ และวิธีไหนมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่หงส์แดงจะนำมาใช้ มา ผมจะเล่าให้พวกคุณฟัง

ลำดับความซวย ซ้ำ-ซ้อน

พูดถึงเรื่องนักเตะแนวรับบาดเจ็บ มันอาจจะเริ่มจากหลังเกมกับอาร์เซน่อลที่อลิสซงบาดเจ็บ นั่นทำให้เกมต่อมาหงส์แดงแพ้วิลล่า 7-2 จากนั้นเกมต่อมาหงส์แดงเจอกับเอฟเวอร์ตันที่กำลังฟอร์มดี เล่นไป 11 นาที ลิเวอร์พูลต้องเสียฟานไดจ์คที่สุดท้ายต้องผ่าเข่าแล้วปิดเทอมยาวไป ทำให้ในเกมเซฟฟิลด์ฟาบิญโญ่ต้องถอยลงมาจับคู่กับโกเมส ซึ่งผลงานออกมาก็ดูดีมากทีเดียว จากนั้นยังไม่ทันได้เล่นเกมต่อไปฟาบินโญ่ก็ดันมาเจ็บต้องพักไปอีกคน ทำให้เกมกับเวสต์แฮมหงส์แดงต้องให้ฟิลิปป์สลงเล่นเกมแรกในลีกของตัวเอง จนกระทั่งเกมกับแมนซิตี้ลิเวอร์พูลได้ข่าวดีเมื่อมาติปกลับมาลงเล่นได้

การที่มาติปกลับมาจับคู่กับโกเมสแล้วทำผลงานได้ดีในเกมกับซิตี้ เป็นแสงสว่างในแนวรับหงส์แดงเหมือนกัน เพราะทั้งสองถือเป็นกองหลังมืออาชีพ โดยเฉพาะโกเมสที่หลังจากฟานไดจ์คเจ็บเขาก็กลายเป็นตัวหลักในแนวรับ ไม่ว่าจะยืนคู่กับใครก็ยังประคองเกมรับของเราได้

ในความโชคดีก็มีโชคร้าย ในเกมกับแมนซิตี้หงส์แดงก็ต้องมาเสียอาร์โนล์ดไปอีกคน ยังไม่ทันได้หายใจ ไม่กี่วันก่อนเกมทีมชาติจะลงเตะ โกเมสที่เป็นเสาหลักมาหลายเกม ต้องมาหักโค่นพังลงเพราะอาการบาดเจ็บอีกคน ซึ่งประเมินกันว่าน่าจะปิดเทอมยาวไปพร้อมลูกพี่ฟานไดจ์ค หรืออย่างเร็วก็ 3-4 เดือน ทำให้ตอนนี้ลิเวอร์พูลเหลือผู้เล่นในแนวรับที่เคยเป็นตัวหลักของทีมจริง ๆ แค่ โรเบิร์ตสันคนเดียว กับซีเนียร์ของทีมที่เพิ่งกลับมาเล่นได้เกมเดียวอย่างมาติป และผู้เล่นแนวรับจำเป็นที่ยังไม่หายดีอย่างฟาบิญโญ่ กับคลื่นลูกใหม่ไฟแรงที่ยังไม่รู้ว่าจะแบกภาระนี้ไหวหรือไม่

เมื่อพิจารณาจากการลงเล่นในลีกไปแล้ว 8 เกมลิเวอร์พูลใช้ยังไม่เคยผู้เล่นแนวรับชุดเดิม (รวมผู้รักษาประตู) แบบต่อเนื่องกันเลย หรือหากนับแค่แผงแบ็กโฟร์ก็แค่สองเกมเท่านั้นคือเกมกับอาร์เซน่อลและวิลล่า แต่ในเกมกับวิลล่าโกเมสก็อยู่ในสนามเพียง 60 นาทีเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อมองย้อนไปทีละเกม เราจะเห็นว่าการที่ลิเวอร์พูลของคล็อปป์ยังสามารถประคองตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ ต้องยอมรับว่าดีเกินกว่าที่คาดไว้เมื่อเทียบกับแมนซิตี้ที่เสียลปอร์กต์คนเดียวเมื่อฤดูกาลก่อน ทีนี้เมื่อมองถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบนี้ ก็มีให้เลือกไม่มากนักเพราะตลาดการซื้อขายได้ปิดตัวลงไปแล้ว และพรีเมียร์ลีกไม่สามารถใช้เงื่อนไขซื้อตัวนักเตะร่วมลีกเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินของทีมเหมือนลีกสเปนที่บาเซโลน่าเคยทำเมื่อฤดูกาลก่อนที่ไปดึงนักเตะจากทีมร่วมลีกมาแก้ไขปัญหานักเตะบาดเจ็บได้

เมื่อพิจารณาทางเลือกที่จะนำเอานักเตะใหม่เข้ามาที่พอจะเป็นไปได้แบบด่วน ๆ ก็คือต้องหานักเตะที่ฟรีเอเยนต์เท่านั้น นี่อาจจะเป็นเรื่องที่สโมสรอาจกำลังพิจารณาอยู่ก็เป็นได้ แต่การนำเอานักเตะเข้ามาใหม่ โดยที่นักเตะเก่ายังมีอยู่ (แต่แค่ลงเล่นไม่ได้) ดูเหมือนจะไม่ใช่แนวทางในการทำทีมของคล็อปป์ผู้ที่เชื่อมั่นในศักพภาพของนักเตะและทีมงานของตัวเอง

การแก้ปัญหาที่เป็นไปได้มากที่สุดตอนนี้เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังที่ว่ามา คือการแก้ที่ทีมก่อน การให้โอกาสและใช้นักเตะที่มีได้อย่างเต็มที่ก่อน แก้จากสิ่งที่แก้ได้ง่ายและรวดเร็วที่สุดก่อน เพราะการได้นักเตะมาใหม่มักไม่การันตีว่าจะเล่นได้ดีเลยทีเดียว เพราะยังมีเวลาให้นักเตะและทีมงานได้พิสูจน์กันอีกเดือนกว่าๆ หากถึงเดือนมกราคม แล้วยังไม่มีอะไรดีขึ้น การลงตลาดน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

และนี่คือ 3 ไม้ตายทีเด็ดที่คล็อปป์อาจจะนำมาปรับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน โดยยังไม่ซื้อหรือนำเข้านักเตะมาเพิ่มเติม

ใช้แนวรับเท่าที่มี

จริงอยู่ที่นักเตะตัวหลักแนวรับหงส์แดงจะหายไป 3 คน แต่พวกเขาไม่ได้หายไปพร้อมกัน ระหว่างนั้นมีนักเตะหลายคนที่ได้สอดแทรกขึ้นมาโชว์ศักยภาพของตัวเองและทำได้ดี ดังนั้นเมื่อพิจารณาตอนนี้หงส์แดงยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอก เรายังมีนักเตะในแนวรับที่พอจะได้เห็นฝีไม้ลายเท้ากันมาบ้างแล้วนับรวม ๆ ก็คือ เนโก วิลเลียมส์, แนท ฟิลิปปส์, รีห์ช วิลเลียมส์, โรเบิร์ตสัน , คอสตาส ซิมิกาส หรือจะรวมเจ้าหนูคูเมติโอที่ได้เห็นฝีไม้ลายมือในช่วงปรีซีซั่น และยังมีเซ็ป ฟานเดน เบิร์ก ดาวรุ่งฝีเท้าดีอีกคน

เราสามารถโยกโรเบิร์ตสันมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์จำเป็นได้ เพราะเขาเคยเล่นในทีมชาติมาแล้วให้ซิมิกาสเล่นแบ็กซ้ายแทน ซึ่งอันที่จริงซิมิกาสเองก็เล่นเซ็นเตอร์ได้เหมือนกัน เราได้เห็นนักเตะอย่างฟิลิปป์สที่อายุ 23 แล้ว ถือเป็นนักเตะที่กระดูกไม่ได้อ่อนแล้ว และเมื่อได้โอกาสลงเล่นพรีเมียร์ลีกเกมแรก เขาไม่พลาดที่จะทำให้เห็นว่าเขาสามารถเล่นกับทีมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันอย่างลิเวอร์พูลได้

ส่วนบรรดาดาวรุ่งแม้จะยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่อย่างรีห์ซ วิลเลียมส์ที่ได้โอกาสลงเล่น UCL สองเกมติด ๆ เขาก็แสดงให้เห็นว่าเก่งเกินเด็ก และยังไม่ได้ก่อข้อผิดพลาดอะไรให้น่ากังวลไปมากกว่าการมองว่าเขายังเด็ก แต่เราอย่าลืมว่านักเตะดัง ๆ ระดับโลกหลายคนก็ลงเล่นเป็นตัวหลักของทีมตั้งแต่อายุ 16-17 กัน

ประเด็นนี้มองได้ทั้งเป็นปัญหาและโอกาส เพราะโอกาสที่นักเตะดาวรุ่งจะได้ขึ้นมามีบทบาทแบบนี้อาจหาไม่ได้อีกเลย ยกตัวอย่างฟิลิปป์ส เขาอยู่กับทีมมาแรมปี ถูกปล่อยยืมมาหลายหน จนจะถูกขายขาด แต่ขายไม่ได้ และกลับมากลายเป็นนักเตะที่เป็นตัวเลือกลำดับแรก ๆ ในทีมชุดนี้ เราอาจจะเห็นเขาในเวทีพรีเมียร์ลีกมากขึ้นเพราะเขาไม่มีสิทธิ์ลงใน UCL โดยสลับกับวิลเลียมส์ที่จะได้โอกาสลงใน UCL มากขึ้น

cr. the mirror

แนวทางนี้เปิดกว้างสำหรับนักเตะที่มีอยู่ ทำให้นักเตะที่ได้รับโอกาสลงสนามต้องเค้นเอาฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาให้ได้ และแนวทางนี้ยังเป็นแนวทางที่คล็อปป์สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกทีมของตัวเองอีกด้วย การให้โอกาสนักเตะในทีมก่อนมองหานักเตะอื่นคือแนวทางที่คล็อปป์ใช้มาเสมอ

กองกลางต้องถอยลงมาช่วย

หากกังวลว่าแนวรับของเราที่มีตอนนี้ยังวัยเยาว์เกินไปที่จะแบกรับความกดดันได้ การถอยนักเตะกองกลางบางคนลงมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์ก็ถือเป็นแนวทางที่ดี เพราะเรามีนักเตะกองกลางเชิงรับที่สามารถลงมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์ได้ถึง 3 คนคือ เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, และไวนาดุม

เมื่อมองจากบทบาทและแผนการเล่น นักเตะกลุ่มนี้ไม่ได้เล่นเป็นกลางอย่างเดียว บ่อยครั้งที่พวกเขามักจะลงมายืนประคองกองหลัง ยามแบ็กสองข้างของเราเติมเกมรุก เรามักจะเห็นฟาบินโญ่หรือเฮนเดอร์สันลงมาเป็นกองหลังสามตัวบ่อย ๆ เรียกว่าแทบจะทุกเกมที่หงส์แดงเล่นเลยทีเดียว ดังนั้นหากจะลงมายืนเป็นเซ็นเตอร์จริงจัง ก็อาจจะไม่ได้เคอะเขินอะไรมากนัก

ถามว่าหากแดนกลางของเราลงมาเล่นเซ็นเตอร์แล้ว ใครจะเล่นกองกลางละ นี่เป็นโชคดีที่หงส์เราได้นักเตะใหม่อย่างอัลคันทาร่ามา เขาสามารถแบกแดนกลางของหงส์แดงได้ ร่วมกับนักเตะแดนกลางที่คล็อปป์สะสมมาหลายปี ไม่ว่าจะเกอิตา, มิลเนอร์ คนที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างโจนส์ ชากิรี่ก็สามารถถอยลงมาเล่นได้ทั้งเบอร์ 8 และ 10 ยังไม่รวมถึงมินามิโนะ กับ โชต้าที่สามรถเล่นได้อย่างยืดหยุ่นเข้ากับระบบการเล่นอื่น ๆ ได้

ปรับแผนการเล่น ทุกคนคือแนวรับ

นี่คือสิ่งที่คล็อปป์เริ่มใช้แล้วหลังจากที่ทีมเสียนักเตะตัวหลักอย่างฟานไดจ์คคือนักเตะทุกคนต้องช่วยกันเล่นเกมรับให้มากที่สุด เรียกว่าช่วยกันทั้งทีมเท่าที่จะทำได้ คล็อปป์อธิบายว่าตอนนี้ทีมไม่สามารถให้นักเตะคนใดคนหนึ่งต้องแบกเกมรับ แต่ทุกคนต้องช่วยกัน

เห็นได้จากเกมล่าสุดที่คล็อปป์ปรับมาใช้แผน 4-4-2 หลายคนอาจมองว่าเป็นการแก้ปัญหาเรื่องฟีร์มิโน่กับโชต้าให้สามารถลงพร้อมกันได้ แต่ในอีกมุมหนึ่งมันคือการแก้ปัญหาเกมรับด้วย เพราะในระบบการเล่นนี้ทั้งมาเน่และโชต้าจะต้องลงมา cover เกมรับบริเวณริมเส้น ลงมาช่วยปิดเกมริมเส้นของแมนซิตี้

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ผมอธิบายมายืดยาวจะเห็นว่าไม่ได้มีอะไรใหม่เลย คล็อปป์ทำแบบนี้มาเสมออยู่แล้ว คือเชื่อใจนักเตะ ปรับเปลี่ยนยืดหยุ่น และทีมเวิร์ค การเล่นเป็นทีม เหล่านี้พาลิเวอร์พูลของคล็อปปผ่านปัญหาต่าง ๆ มาได้เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมเชื่อแบบนั้น