หงส์ควรซื้อหรือไม่, เท้าซ้ายที่ไม่ธรรมดาของโชต้า, ความสำคัญของเคิร์กบี

หงส์ควรซื้อหรือไม่

หลังพักเบรกทีมชาติก็ได้เวลาของพรีเมียร์ลีกเกมที่ 9 ของฤดูกาลแล้ว ผลจากการเล่นเกมทีมชาติครั้งนี้ทำให้ลิเวอร์พูลมีแนวโน้มที่จะไม่ได้ใช้งานนักเตะอีกกว่า 4-5 คนซึ่งส่วนมากเป็นกำลังหลักทั้งนั้น โดยเฉพาะโจ โกเมส ที่อาจต้องปิดเทอมยาวไปตามลูกพี่ฟานไดจ์ค เฮนเดอร์สัน ที่มีอาการบาดเจ็บจนต้องออกจากแคมป์ทีมชาติ แม้อาการจะไม่หนักแต่ก็ดูเหมือนว่าน่าจะไม่ฟิตพอสำหรับเกมนี้ โรเบิร์ตสันที่แม้จะมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ชัวร์ ที่ไม่ได้ลงแน่ ๆ ตอนนี้คือซาลาห์ ที่ผลตรวจครั้งล่าสุดยังเป็นบวก ทำให้ต้องกักตัวต่อเนื่อง มันจึงมาสู่ข้อถกเถียงกันในหมู่กูรูและแฟนบอลว่าหงส์แดงควรซื้อนักเตะเพิ่มหรือไม่ ในมกราคมที่จะถึงนี้

ขอยกตัวอย่างในฝั่งที่เห็นควรว่าต้องซื้อก็เควิน ฟิลิปส์ อดีตกองหน้าของซันเดอร์แลนด์ ก็ออกมาให้ทัศนะผ่าน ฟุตบอล อินไซด์เดอร์ เว็บลูกหนังชื่อดังว่า “พวกเขา อาจต้องเซ็นสัญญากับเซ็นเตอร์ฮาล์ฟถาวร 1 คนและยืมตัวอีก 1 คน เพราะคุณไม่สามารถเล่นได้ทั้งฤดูกาลโดยใช้ตำแหน่งมิดฟิลด์ซึ่งเป็นผู้เล่นตำแหน่งกองกลางและเซ็นเตอร์ฮาล์ฟอายุน้อยได้หรอกเพราะพวกเขาจะถูกทดสอบและอาจเกิดข้อผิดพลาด

เป็นเรื่องสำคัญมากที่ ลิเวอร์พูล จะเข้าสู่ตลาดซื้อขายนักเตะในเดือนมกราคมนี้ พวกเขาจำเป็นต้องดำเนินการในเรื่องนี้เพราะมันเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่มีผู้เล่นหายไปพร้อมๆ กัน คุณเคยคว้าแชมป์ด้วยการป้องกันในเกมรับที่แข็งแกร่งและมั่นคงซึ่งพวกเขาแสดงให้เห็นในซีซั่นที่แล้ว แต่ตอนนี้มันต่างออกไปมันจะเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ของพวกเขา”

มองในมุมของเควิน ก็ตรงกับใจของแฟนบอลหลายคน เพราะมันเป็นปัญหาใหญ่ของทีม หากทีมยังหวังจะป้องกันแชมป์ ก็ต้องเสริมนักเตะบิกเนมเข้ามาอีกสักคน และเหตุผลที่ว่ากองหลังจำเป็นยามนี้ไม่ว่าจะเป็นฟาบิญโญ่หรือดาวรุ่งอย่างรีห์ส วิลเลียมส์ ก็อาจจะไม่สม่ำเสมอและเมื่อถูกทดสอบหนักเข้าสุดท้ายอาจจะไม่ไหวก็เป็นได้ และที่สำคัญการดึงกองกลางอย่างฟาบิญโญ่ลงมาเล่น ก็ทำให้ลิเวอร์พูลเสียมิติแบบเขาในแดนกลางไป

แต่ก็มีเหตุผลอีกฝั่งที่เห็นว่าลิเวอร์พูลไม่จำเป็นต้องรีบร้อน และเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของสโมสร อย่าง โนแอล วีแลน ที่ให้ทัศนะกับฟุตบอล อินไซด์เดอร์เช่นกัน โดยเขาบอกเหตุผลว่าเพราะอะไรลิเวอร์พูลถึงไม่จำเป็นต้องเร่งหานักเตะใหม่ในช่วงเดือนมกราคมนี้

“เว้นแต่ว่าพวกเขาจะรู้อะไรบางอย่างที่พวกเราไม่รู้เกี่ยวกับการกลับมาลงสนามในตำแหน่งสำคัญอย่างเซ็นเตอร์แบ็คของบรรดาผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่รู้สึกวิตกกังวลกับเรื่องนี้กันเลย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีนักเตะจากชุด U23 ที่พ้อมจะเข้ามาทดแทนตรงนี้จนถึงเวลาทีตัวจริงกลับมา

“พวกเขาเหมือนจะไม่รีบซื้อหรือเซ็นสัญญากับใครบางคนเพื่อแก้ปัญหานี้ มันไม่ใช่แนวทางของ ลิเวอร์พูล พวกนักเตะที่ไม่มีสัญญาย่อมจะมีเหตุผลบางอย่างซึ่งนักเตะพวกนี้ไม่เหมาะกับ ลิเวอร์พูล มันอาจจะเป็นเรื่องยาก ผมรู้สึกว่าพวกเขาต้องการนักเตะที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในตอนนี้ แต่ถ้าพวกเขารู้สึกว่าสามารถรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยบรรดานักเตะที่มีอยู่ในทีมจนกระทั้งถึงเวลาที่พวกตัวหลักกลับมาลงสนามได้ เราก็ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการของพวกเขา”

มองในมุมของโนแอล ก็มีเหตุผลบางทีสโมสรอาจจะประเมินหรือรู้อะไรมากกว่าเรา อย่าลืมว่าอาการบาดเจ็บและช่วงเวลาที่ต้องพักล้วนเป็นการคาดเดาจากสื่อทั้งนั้น มองในมุมของการตลาด การลงตลาดในช่วงมกราคมนั้นมีแต่เสียเปรียบ ยิ่งมีความจำเป็นมากเท่าไหร่ ยิ่งอาจต้องจ่ายแพงกว่าปกติเท่านั้น บางทีสโมสรอาจมองข้ามเรื่องการป้องกันแชมป์ไปแล้ว มองอะไรที่ใหญ่กว่านั้นคือการสร้างรากฐานของสโมสร สร้างวิถีทางการแก้ปัญหาจากภายในให้ได้ก่อน นั่นอาจจะสำคัญกับสโมสรในระยะยาวมากกว่าการคว้าแชมป์ใด ๆ

เท้าซ้ายที่ไม่ธรรมดาของโชต้า

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าซาลาห์จะไม่ได้ลงเล่นเกมกับเลสเตอร์วันอาทิตย์นี้ อาจจะเป็นโชคดีของลิเวอร์พูลที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีปัญหาเนื่องจากมีนักเตะให้เลือกใช้ในตำแหน่งสามประสานถึง 4 คน จนเป็นที่ถกเถียงกันว่าระหว่างโจต้ากับฟีร์มิโน่ใครควรได้ลงก่อนกัน และเป็นที่มาของแผน 4-4-2 ที่คล็อปป์สามารถจับเอาทั้งสองคนลงเล่นพร้อมกันได้ แม้สุดท้ายแล้วเราจะเห็นว่าฟีร์มิโน่อาจจะยังไม่กลับเข้าที่

การหายไปของซาลาห์จะทำให้สามประสานของลิเวอร์พูลเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และเราจะได้เห็นการประสานงานระหว่างฟีร์มิโน่กับโจต้าในบทบาทที่ชัดเจนขึ้นและไม่ทับไลน์กัน คำถามก็คือโจต้าที่ปกติเล่นทางฝั่งซ้ายจะสามารถมายืนเป็นปีกขวาแทนซาลาห์ได้หรือไม่ เพราะเขาเป็นนักเตะที่ถนัดเท้าขวาโดยธรรมชาติ นอกเสียจากว่าเขาจะสลับตำแหน่งกับมาเน่ ที่เล่นปีกขวาได้สมัยค้าแข้งกับนักบุญและหงส์แดงปีแรก

แต่ถ้าจะให้โชต้าเล่นตำแหน่งปีกขวาก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะเท้าซ้ายของโชต้าถูกฝึกมาอย่างดี เรื่องนี้ได้รับการบอกเล่าจากปากของโค้ชในอาชีพนักเตะคนแรกของโชต้าสมัยเล่นให้กับทีมปากอส โดย จอร์จ ซิเมา โค้ชของทีมขณะนั้นได้เล่าให้กับ ดิ แอธแลติก ว่าเขาเห็นโจต้าฝึกใช้งานเท้าซ้ายอย่างหนักเพื่อพัฒนาจุดอ่อนของตัวเอง

“ไม่มีใครทำสิ่งที่โชต้ากำลังทำอยู่ในตอนนี้ได้ หากไม่มีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า ผมจำได้ว่าเคยมองดูเขาซ้อมหลายเซสชั่น ระหว่างปี 2015-2016 และจำได้ว่าเขาใช้แค่เท้าซ้ายของเขา ผมไม่ได้ถามอะไรเขาว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น พวกเราไม่เคยพูดกันถึงเรื่องนี้ด้วย แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นเพราะเขาเข้าใจว่ามันเป็นบางสิ่งที่เขาจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้ เขาต้องการเปิดบอลได้ดีขึ้น ทำประตูได้ดีขึ้น เลี้ยงหลบได้ดีขึ้น ด้วยเท้าข้างที่ไม่ถนัดของเขา มันเป็นการพัฒนาส่วนตัว เขาทำมันเพื่อตัวเอง”

ความสำคัญของเคิร์กบี้

อีกหนึ่งเรื่องใหญ่ของลิเวอร์พูลในช่วงนี้คือการย้ายจากเมลวูดมาใช้สนามเคิร์กบี้อย่างเป็นทางการแล้ว วันนี้เรามีความเห็นของสองบุคคลสำคัญในทีมงานคือคล็อปป์ บุคคลเบื้องหลังที่คอยผลักดันโปรเจ็คนี้ให้ลุล่วง คล็อปป์มองว่าการได้สถานที่ซ้อมใหม่ที่นักเตะของหงส์แดงและโค้ชแต่ละชุดจะสามารถเห็นการซ้อมของแต่ละชุดได้นั้นมีความสำคัญมาก เขาให้สัมภาษณ์กับเว็บทางการของสโมสรว่า

“ฟังนะ ผมเป็นโค้ชแบบที่อยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กเหล่านี้ ผมอยากจะรู้จักพวกเขา ผมอยากจะเห็นพวกเขา และผมอยากให้โค้ชคนอื่นๆ ได้มีโอกาสดูการฝึกซ้อมของเราด้วย มันไม่ใช่ปัญหาเลย เราไม่ได้มีความลับในสโมสร ดังนั้นใครก็ตามที่อยากจะมาดูการฝึกซ้อมของทีมชุดใหญ่สามารถทำได้”

“นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องคือเราสามารถชมเซสซั่นอื่นๆ ได้เช่นกัน เพราะว่าเรามีเวลา 8, 9, 10, 11 ชั่วโมงที่เมลวู้ด หรือหลังจากนั้นที่เคิร์กบี มีอะไรหลายอย่างที่ต้องทำ แต่แน่นอนว่ามีเวลาว่างเช่นกัน และในเวลานี้ผมชอบดูเซสซั่นของทีม ยู-12, ยู-13, ยู-14, ยู-15 อะไรแบบนี้ แค่ทำความรู้จักเด็กๆ เหล่านี้มากขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เจอพวกเขาบางคนในการฝึกซ้อมของทีมชุดใหญ่ และอะไรทุกอย่างเหล่านี้”

คล็อปป์ย้ำว่าแนวทงนี้จะช่วยในเรื่อความก้าวหน้า ปรับปรุงพัฒนาการเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือเริ่มมีการดันนักเตะจากชุดยู 23 หลายคนขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาเซโล่ ปิตาลูกา ผู้รักษาประตูดาวรุ่งชาวบราซิลที่ลิเวอร์พูลเพิ่งคว้าตัวมา หรือผู้รักษาประตูอีก 2 คนคือ จารอส กับ ยาคุป รวมถึงบิลลี่ คูเมติโอ กองหลังที่มาแรงช่วงปรีซีซั่น เจค เคน, เลห์ตัน คาร์กสัน, พอล กลัตเซล, และหลุยส์ ลองสตาฟฟ์