5 เรื่องน่าติดตามหลังเกมหงส์ปราบจิ้งจอก 3-0

ไม่มีฟานไดจ์ค ไม่มีเฮนเดอร์สัน ไม่มีโกเมส ไม่มีอาร์โนล์ด ไม่มีซาลาห์ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร สำหรับลิเวอร์พูล ที่เปิดบ้านชนะทีมจ่าฝูงเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างเลสเตอร์ ซิตี้ ไปขาดลอย 3-0 คว้า 3 แต้มมาครองได้สำเร็จมี 20 แต้มเป็นจ่าฝูงร่วมกับสเปอร์สที่มีลูกได้เสียดีกว่าหงส์แดง และจากเกมนี้มันก็มีหลายประเด็นที่น่าติดตาม และจับตามองต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เคมีที่ลงตัวของฟีร์มิโน่-โชต้า

เกมที่แล้วทั้งคู่ได้ลงเล่นด้วยกันในระบบ 4-4-2 แต่ผลงานยังไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ มาเกมนี้ได้เล่นด้วยกันอีก แต่ในระบบที่แตกต่างไม่ต้องทับตำแหน่งกัน ฟีร์มิโน่เล่นเป็น F.9 เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือโชต้าเล่นในบทบาทตัวรุกด้านขวาแทนซาลาห์ อย่างที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนเกมว่า สไตล์การเล่นของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันพอสมควร แต่ทางบอลและคลาสบอลนั้นดูเหมือนจะไปในทิศทางเดียวกันคือ “มองหาผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าตนเสมอ”

โดยปกตินั้นบทบาทของฟีร์มิโน่จะรับบทเป็นคนปิดทองหลังพระของแนวหน้า ช่วยให้ทั้งมาเน่และซาลาห์เล่นง่ายทำผลงานได้ดี นี่คือสิ่งที่เราเห็นประจำ แต่สิ่งที่เราไม่ค่อยเห็นคือ แล้วใครละจะเป็นนักเตะที่จะคอยเล่นสนับสนุนการเล่นของเขาบ้างที่จะสนับสนุนเขาในการทำให้เขาโดดเด่นขึ้น ทำอันตรายได้มากขึ้น ส่งเสริม เกื้อกูลเขา ฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ฟีร์มิโน่ปั้นเกมให้เพื่อนไม่ได้ คุณค่าของเขาก็จะถูกลดลงทันที

แต่เกมนัดนี้เราได้เห็นสิ่งนั้นจากโชต้า เขาไม่เพียงแต่ผลิตสกอร์ให้ทีมได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงนี้เท่านั้น ผลงานด้านอื่น ๆ ในสนามทั้งการลงมาเชื่อมเกมตั้งแต่แดนกลาง การไล่บอล ไล่เพรส การหาที่ว่างทำทางให้เพื่อน รวมถึงการสสร้างโอกาสให้เพื่อน ๆ เมื่อคืนมีถึงสองจังหวะที่เขาจ่ายคีย์พาสให้ทั้งมาเน่และฟีร์มิโน่หลุดเดี่ยวไปยิง แต่เสียดายที่ทั้งสองยิงไม่เข้า

โดยเฉพาะลูกที่เขาจ่ายจากแนวลึกให้ฟีร์มิโน่หลุดเดี่ยวนั้น แสดงให้เห็นถึงคลาสบอลที่ทันกันของเขากับฟีร์มิโน่ได้เป็นอย่างดี เป็นการทำงานร่วมกันได้อย่างทรงพลังมาก และน้อยครั้งที่เราจะเห็นฟีร์มิโนในมิติที่มีคนคอยสนับสนุนเขาจากข้างหลังบ้าง สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปก็คือ พวกเขาจะได้ลงเล่นพร้อมกันในบทบาที่สนับสนุนกันเช่นนี้อีกหรือไม่ เพราะผลงานของโชต้าตอนนี้ดีเกินกว่าจะนั่งเป็นสำรองให้ทีม

แน่นอนว่าหากเขาสามารถจูนเคมีได้ลงตัวกับนักเตะที่ทำประโยชน์และอันตรายที่สุดคนหนึ่งของทีมอย่างฟีร์มิโน่ได้ ทางเลือกในแดนหน้าของเราอาจจะไม่ใช่แค่ 3 ประสานอีกต่อไป และหากเป็น 3 ประสาน คนที่จะต้องหวั่น ๆ อาจไม่ใช่แค่ฟีร์มิโน่ แต่อาจรวมถึงคนที่เพิ่งไปงานแต่งน้องชายมาก็ได้

อ่อ ไหน ๆ ก็พูดถึงโชต้า มีสถิติหลังเกมมาฝากคือประตูที่เขาทำได้เกิดจากการผ่านบอลกันไปมาโดยที่เลสเตอร์ไม่ได้สัมผัสบอลเลยถึง 30 ครั้ง นับเป็นการสร้างเกมจนจบทำประตูที่มากที่สุดของลิเวอร์พูลไปแล้ว ที่สำคัญประตูที่เกิดขึ้นในแอนฟิลด์ของเขาในเกมนี้ยังทำให้เขาเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่สามารถทำ 4 ประตูในแอนฟิลด์ติดต่อกันใน 4 เกมแรกได้สำเร็จ

ตัวแทนที่ทำแทนได้ต่อเนื่องหรือไม่

สิ่งที่เราไม่คุ้นเลยของเกมนี้คือไลน์อัพ 11 ตัวจริงของเราเมื่อคืน เพราะเป็นชุดที่ขาดตัวหลักไปถึง 5 คน เป็น 5 คนที่ไม่เคยขาดพร้อมกันมา 2 ฤดูกาล แต่สิ่งหนึ่งแทบไม่แตกต่างเลยคือ วิธีการเล่น รวมถึงคุณภาพการเล่นของเราไม่ได้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นเกมรับ การไล่เพรส แย่งบอล การสร้างโอกาสทำประตู การผ่านบอลต่อบอลสั้น-ยาว เราคุมเกมได้หมดเลย นั่นทำให้เห็นว่า ‘ตัวแทน’ ในแต่ละตำแหน่งสามารถทำหน้าที่แทนในส่วนที่ขาดหายไปได้

ฟาบิญโญ่ในบทบาทเซ็นเตอร์ ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเราเห็นเขาเล่นในตำแหน่งนี้มาหลายครั้ง ที่แปลกคือเขาเล่นตำแหน่งนี้ได้เนียนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าคนที่ยืนข้างเขาจะไม่ใช่ฟานไดจ์คหรือโกเมสก็ตาม การอ่านเกมและความนิ่งของเขาช่วยให้มาติปตามเก็บงานได้ง่ายขึ้น ฟาบิญโญ่มีส่วนอย่างมากในการประกบหรืออ่านเกมการเล่นของวาร์ดี

มิลเนอร์ นั้นแทบจะไม่ต้องพูดอะไรเลยเพราะเขาสามารถลงเล่นแทนได้ในทุกตำแหน่งในทีมอยู่แล้ว อาจจะยกไว้สักตำแหน่งคือผู้รักษาประตู แต่ถ้าจำเป็นก็ไม่แน่ เกมนี้เขาลงเล่นถึง 2 ตำแหน่งจากแบ็กขวาแทนที่อาร์โนล์ดสู่กองกลางแทนที่เกอิตาที่บาดเจ็บและถูกเปลี่ยนตัวให้วิลเลียมส์ลงมาแทน นี่คือชายหนุ่มวัย 34 ที่เล่นเหมือนเด็กหนุ่ม 24

อีกคนที่โดดเด่นคือเคอติส โจนส์ เกมนี้ช่วงครี่งแรกเราจะเห็นว่าทำงานหนักขนาดไหนในการไล่เพรส ไล่แย่งบอลคู่แข่งจากแดนกลาง ช่วยตัดเกมและทำลายเกมคู่แข่งได้ ในครึ่งหลังที่ทีมนำ 2-0 เขาก็ทำหน้าที่เชื่อมเกมแดนกลางได้ดี ทำให้เกมของทีมไหลลื่น ไม่ใช่ตัวที่ทำให้คุณภาพของทีมลดลงแต่อย่างใดเลย ผลงานสัมผัสบอลเป็นอันดับ 4 ของทีมที่ 86 ครั้ง ผ่านบอลสำเร็จเป็นอันดับสองของทีมที่ 91.7 เปอร์เซ็นต์ จ่ายคีย์พาสอีก 2 ครั้ง

แต่ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามที่ต้องติดตามว่า พวกเขาที่เป็นตัวแทนเหล่านี้จะทำได้ดีแบบนี้ต่อเนื่องหรือไม่ แต่ก็อาจจะเป็นคำถามที่มีคำตอบแล้วก็ได้ หากมองจากตัวแทนในตำแหน่งเซ็นเตอร์ ผ่านมา 9 เกมเราใช้เซ็นเตอร์สลับกันไปถึง 6 คู่ โดยยังมีแต้มเท่าจ่าฝูงอยู่ นั่นแสดงว่านาทีนี้นักเตะลิเวอร์พูล แม้ไม่ใช่แฟน แต่ก็ทำแทนกันได้อยู่นะ

แผนการเล่นในแต่ละเกมของคล็อปป์

ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นอาวุธเด็ดของคล็อปป์ไม่ใช่แค่ขุมกำลังนักเตะและเทคนิกที่ใส่ลงไปในแต่ละเกมเท่านั้น แผนการเล่นที่เดาได้ยากของคล็อปป์ก็เป็นอีกหนึ่งอาวุธเด็ดก่อนเกมที่ทำให้คู่แข่งสับสนว่าจะต้องเตรียมตัวมารับมือกับแผนไหนอย่างไรบ้าง

เกมที่แล้วเราใช้ 4 ประสานในการปั่นหัวทีมเรือใบ ให้ชะงักอยู่ช่วงหนึ่ง พอเกมนี้มันก็เลยทำให้คาดเดายากว่าลิเวอร์พูลจะจัดทีมลงอย่างไร ยิ่งตัวหลักเจ็บเยอะ ยิ่งเดาได้ยาก เพราะนักเตะสำรองของเราเล่นได้หลายตำแหน่ง

ไม่ใช่แค่แผนการเล่นเท่านั้น วิธีการเล่นของหงส์แดงตอนนี้ก็จับทางยากมาก หากไม่นับเกมที่เราแพ้วิลล่าหมดรูปในแง่ของวิธีการเล่นที่ผิดคาด เกมอื่น ๆ วิธีการเล่นของเรามีส่วนช่วยให้ทีมสามารถประคองผลการแข่งขันได้

อย่างเกมนี้ คล็อปป์เลือกที่จะลดความเข้มข้นของการไล่เพรสแดนบนที่จำเป็นต้องดันกองหลังขึ้นสูงเพื่ออุดช่องว่างในแดนกลาง มาเป็นไล่เพรสจากแถวสองจากองกลาง ซึ่งทำให้กองหลังไม่จำเป็นต้องดันสูงมากนัก ลดพื้นที่ระหว่างกองกลางกับกองหลังได้ เพื่อป้องกันไม่ให้แนวรุกของเลสเตอร์มีพื้นที่และเวลาในแดนของเรามากนัก ลดความอันตรายของวาร์ดีไปได้เยอะ

ตอนนี้ทีมลิเวอร์พูลอยู่ในช่วงที่ระบบการเล่นหยืดหยุ่น ไหลลื่น และนักเตะเข้าใจระบบการเล่น วิธีการเล่น ของกุนซือได้ อย่างแจ่มชัดมาก ไม่ว่าคล็อปป์จะจัดสรรใครลงในระบบไหน ต้องการให้เล่นอย่างไร ดูเหมือนว่านักเตะของเขาจะตอบสนองต่อแผนงานได้น่าทึ่งเหลือเกิน นี่เป็นผลของการทำงานอย่างหนักตลอด 5 ปีที่ผ่านของทีมและนักเตะของเรา

การไร้พ่ายในแอนฟิลด์

ในยุคยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลที่นำโดย บ็อบ เพสลีย์ เรามีช่วงที่ไร้พ่ายในสนามเหย้าของเราอย่างแอนฟิลด์ยาวนานถึง 63 เกม ชนะ 50 เสมออีก 13 ในช่วงต้นยุค 80 แต่การเดินทางของสถิตินั้นต้องจบลงในเกมที่ 64 ในวันสุดท้ายของเดือนแรกในปฎิทิน ปี 1981 ด้วยฝีมือของทีมท้ายตารางที่ชื่อว่าเลสเตอร์

จะด้วยพรมลิขิตหรือชีวิตมันน่าขัน ลิเวอร์พูลในยุคคล็อปป์ เดินทางไร้พ่ายในแอนฟิลด์มาถึงเกมที่ 63 ด้วยการชนะ 52 เกม เสมอ 11 ก่อนที่เกมที่ 64 จะมาเจอกับเลสเตอร์อีกครั้ง แต่ไม่ใช่เลสเตอร์ในสภาพทีมท้ายตาราง มันคือเลสเตอร์ในร่างจ่าฝูงของลีก และการชนะ 3-0 ก็ทำให้ทีมของคล็อปป์ฉีกเส้นทางเดินใหม่ให้ตัวเองได้ โดยที่ยังไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน ทุก ๆ เกมที่หงส์ไม่แพ้ทีมไหนในบ้านต่อจากนี้จะกลายเป็นเรคคอร์ดใหม่เสมอ

อาการบาดเจ็บของเกอิตา-ชากิรี่

จากข่าวดีกลายเป็นข่าวร้าย เพราะช่วงที่ลิเวอร์พูลขาดกำลังหลักบรรดานักเตะสำรองของทีมหลายคนได้รับโอกาสแล้วทำผลงานได้ดี โดยเฉพาะชากิรี่ที่เหมือนจะเฉิดฉายขึ้นมา อีกหนึ่งรายก็คือเกอิตา ที่ได้โอกาสลงตัวจริงทุกครั้งที่พร้อม (5เกม) เกมเมื่อคืนก็เป็นอีกครั้งที่เขาลงแล้วทำผลงานได้ดี แต่ทั้งสองคนต้องโชคร้ายเพราะอาการบาดเจ็บ

ในรายของชากิรี่คล็อปป์บอกว่า “ชัค มีอาการเจ็บด้านกล้ามเนื้อจากทีมชาติ ที่จริงเจ้าตัวไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเจ็บ เขาซ้อมกับเราตามปกติ แต่แล้วก็ปวดนิดหน่อย เราเลยทำการสแกนกัน และแพทย์ก็พบว่าเขามีอาการบาดเจ็บมาได้ 5 หรือ 6 วันแล้ว ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย ดังนั้นวันนี้เขาเลยไม่สามารถมีส่วนร่วมกับเกมการแข่งขันได้”

ส่วนในรายของนาบี คล็อปป์บอกว่า “นาบี รู้สึกปวดตรงเอ็นหลังหัวเข่า และไม่สามารถเล่นต่อได้ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงได้อยู่ในสนามต่อไปแล้ว” นี่คืออัพเดทล่าสุดเกี่ยวกับพวกเขา ในช่วงที่ทีมกำลังต้องการนักเตะทุกคน หวังว่าทั้งสองคนจะฟิตกลับมาในเร็ววัน