‘2 จุดเปราะ 2 แรงผลัก’ สำคัญ ของหงส์แดงในศึกแดงเดือดชิงจ่าฝูง

นับตั้งแต่ถ่างตาดูเกมแดงเดือดมาหลายปี ขอสารภาพว่า ยังไม่มีเกมไหนที่จะมีเดิมพันสูงเท่าแดงเดือดเกมนี้ เพราะมีจ่าฝูงเป็นเดิมพัน ซ้ำยังเป็นจ่าฝูงช่วงหลังปีใหม่ ที่มีนัยสำคัญของการลุ้นแชมป์ หรือหากพลาดท่าก็อาจเสียหลักแหกโค้งกันไปเลย

ด้วยความเป็นเกมที่มีผลต่อสภาวะจิตใจ ศักดิ์ศรี ความกดดัน แบบแดงเดือดอยู่แล้วนั้น ผู้แพ้ อาจได้บาดแผลมันจะร้าวลึกเกินเยียวยา หากเกมนี้มีส่วนให้ในท้ายที่สุดฝ่ายชนะกลายเป็นแชมป์ลีก

แดงเดือดรอบนี้ยังเป็นการเจอกันของสองทีมที่ดีที่สุดในเกมนอกบ้านและในบ้าน ลิเวอร์พูลไม่แพ้ใครในแอนฟิลด์มานานกว่า 67 เกม ฤดูกาลนี้พวกเราชนะรวดถึง 7 เกมแรกที่เล่นในบ้าน เพิ่งมีสะดุดแบ่งแต้มให้เวสต์บอร์มวิชไปในเกมล่าสุด ส่วนแมนยู พวกเขาชนะเกมนอกบ้านได้ถึง 7 เกมจาก 8 เกม หลุดเสมอกับเลสเตอร์ไปเกมเดียว

ประเด็นสำคัญของเกมนี้หากไม่มองจากจุดเด่นเรื่องเกมนอกบ้านในบ้านก็คือฟอร์มการเล่นที่สวนทางกันที่ลิเวอร์พูลไม่ชนะใครมา 3 เกมติดในลีก เสมอ 2 แพ้ 1 ขณะที่แมนยูฟอร์มไฉไล ชนะมา 3 เกมติดในเกมลีกจนทะยานแซงเป็นจ่าฝูงอยู่ในขณะนี้

คำถามดัง ๆ และความกดดันจึงมาตกอยู่ที่ทีมของมิสเตอร์ธรรมดาอย่างเจเกนคล็อปป์ว่าจะเรียกความมั่นใจกลับมาได้หรือไม่ บวกกับผลงานการเล่นในบ้านที่ค้ำคออยู่และอันดับคะแนนที่ต่ำกว่า ทำให้ความกดดันถาโถมใส่พลพรรคหงส์แดงเต็ม ๆ

วันนี้จึงพามาวิเคราะห์ล้วงลึกถึง 2 จุดเปราะบางของหงส์แดงที่อาจทำให้คว่ำไม่เป็นท่า กับ 2 แรงผลักดันที่อาจพลิกชะตาคืนชีพหงส์ในเส้นทางลุ้นแชมป์อีกครั้ง

จุดเปราะ1: ตัวเลือกในแนวรับ

จุดชี้เป็นชี้ตายที่หลายฝ่ายจ้องอยู่แล้ว ไม่ว่าใครที่จะมายืนคู่ฟาบิญโญ่วินาทีนี้จะมีแรงกดดันมหาศาลและสายตาที่จับจ้องนับล้าน การเสียประตูของหงส์แดงง่ายที่จะถูกเชื่อมโยงกับการตัดสินใจเลือกนี้ทันที เพราะนับตั้งแต่ลิเวอร์พูลต้องเสีย 2 กองหลังตัวหลักแบบปิดเทอม เกมรับของหงส์แดงก็ระส่ำระส่าย มาตลอด มีการโยกกองกลางมาเล่น ดันดาวรุ่งมาโชว์ แต่ก็ยังเอาไม่อยู่ แต่คล็อปป์ยังยืนยันว่าตลาดนี้ไม่มีตัวเสริม

เกมนี้ลิเวอร์พูลมีโอกาสสูงที่จะได้ใช้งานมาติป เช่นเดียวกับโอกาสสูงที่จะไม่ได้ใช้งานเขา แม้จะพร้อมลงเล่น เพราะเกมกับแมนยูแม้มีความสำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของฤดูกาล อย่างที่คล็อปป์บอกว่า หลังเกมกับแมนยู หงส์แดงจะต้องลงเล่นทุก ๆ 3 วัน แต่คล็อปป์จะต้องชั่งใจกับสถิติของมาติปที่ฤดูกาลนี้เยียบสนามหญ้าให้หงส์แดงในเกมลีกไปแล้ว 8 เกม หงส์แดงไม่เคยแพ้เลย

เมื่อมองมาที่สองดาวรุ่งอย่างรีห์ซ วิลเลียมและแนท ฟิลลิปส์ รายแรกที่ทรงดีมาหลายเกมแรกที่ลงเล่น เคยฝากผลงานที่ยอดเยี่ยมในเกมกับสเปอร์สมาแล้วเจอทั้งซอนทั้งเคนก็ยังไหว ก็เริ่มเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนใหญ่ ๆ คือการออกตัวที่ช้ากว่าคู่แข่ง ทำให้เมื่อหลุดแล้ววิ่งตามไม่ทัน ที่เด่น ๆ คือเกมกับวิลล่าในเอฟเอคัพ นั่นคือสัญญาณเตือนให้คล็อปป์ฉุกคิด เพราะกองหน้าของแมนยูนั้นนอกจากจะเร็วแล้วยังเน้นเลี้ยงจี้เข้าหาเสี่ยงต่อการเสียฟาวล์อย่างมาก

ส่วนรายของแนท นั้น มีภาษีดีกว่าวิลเลียมส์คือยังไม่แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนใหญ่ ๆ แถมในเกมลีกปีนี้เขาก็ลงเล่นเยอะกว่าวิลเลียมส์ ลงครบ 90 นาทีถึง 3 เกม นี่อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้ในกรณีที่ต้องการกองหลังมืออาชีพ

อีกหมากหนึ่งที่ถูกโยนมาในเกมลีกนัดล่าสุดที่แพ้นักบุญคือการถอยเฮนเดอร์สันลงมาเป็นเซ็นเตอร์ ผลคือผลงานส่วนตัวของเฮนเดอร์สันในตำแหน่งนี้ไม่แย่เลย มีมิติของการออกบอลยาว วางบอลไกลมาเพิ่มซะด้วยซ้ำ แต่ผลข้างเคียงนั้นหนักหนาอยู่คือการที่แดนกลางของลิเวอร์พูลเสียสมดุลไปเลย

ติอาโก ไม่อาจแบกรับทุกอย่างไหว หากคล็อปป์หาทางแก้จุดนี้ได้ การถอยเฮนโด้ลงมาก็พอมีหวัง แต่แดนกลางของแมนยูที่กำลังท็อปฟอร์มอย่าง แม็กโท-เฟรด หากไม่มีเฮนโด้คอยยันงานหนักจะไปตกที่ติอาโกแน่0020ภการเลือกแนวรับของลิเวอร์พูลจึงมีจุดเสี่ยงแทบจะทุกตัวเลือก นี่จึงเป็นจุดเปราะบางประการสำคัญของลิเวอร์พูลในเกมนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

จุดเปราะ2: เกมรุก ปลุกไม่ตื่น

หลังชัยชนะถล่มทลายต่อพาเลส 0-7 ที่นักเตะหงส์แดงดาหน้าทำประตูแถมยังแอสซิสต์ชนิดไม่ซ้ำหน้ากัน สามประสานที่ทั้งยิงทั้งจ่ายได้หมด การคืนฟอร์มสุดเจ๋งของฟีร์มิโน่ การปลดล็อกของมินามิโนะ และเปิดตัวแชมเบอเลน แต่เหมือนกับทุกอย่างได้หยุดลงในเกมนั้น สามเกมถัดจากนั้นลิเวอร์พูลทำได้แค่ 1 ประตูถ้วน โดยไม่สามารถสร้างโอกาสอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย

ในเกมที่พบกับนักบุญลิเวอร์พูลมีโอกาสทำประตูถึง 17 ครั้ง แต่เป็นการเข้ากรอบแค่ 1 ครั้ง ขณะที่นักบุญมีโอกาสแค่ 7 แต่เข้ากรอบถึง สะท้อนถึงปัญหาเกมรุกของลิเวอร์พูลได้ดีว่าแม้จะสร้างโอกาสได้มาก แต่การเข้าทำพื้นที่สุดท้ายยังตัน คล็อปป์ถึงกับเอ่ยปากบอกว่าเราเป็นทีมที่ยังสร้างโอกาสได้มากอยู่ เพียงแต่พื้นที่สุดท้าย ‘ตัดสินใจ’ ไม่ดีพอ คล็อปป์มองปัญหากองหน้าฝืดเป็นเรื่องของจิตใจ

หลังการหายไปของฟานไดจ์คมันเริ่มส่งผลกระทบกับทีม โดยเฉพาะลูกตั้งเตะที่เคยเป็นไม้ตายของลิเวอร์พูล ไม่มีใครกดดันลูกตั้งเตะ เราจะเห็นว่าลิเวอร์พูลมีโอกาสเตะมุมมากมาย แต่แทบจะกดดันคู่แข่งไม่ได้เลย เราขาดการวางบอลยาวจากกองหลังที่แม่นยำ และการ cover กองหลังคนอื่น ๆ ได้แบบอุ่นใจ เห็นได้เลยว่าแบ็กสองข้างของเรา ‘กล้า’ และ ‘มั่นใจ’ ที่จะเติมเกมน้อยลง

ยิ่งมองดูสถิติย้อนหลังสามประสานของหงส์แดงมักเกิดอาการ ‘ฝืด’ ยามเจอแมนยูด้วยแล้ว ต้องบอกว่าจุดเปราะนี้เป็นตัวชี้วัดได้ดี เพราะหากลิเวอร์พูลเดินเกมบุก แต่ปลิดชีพแมนยูไม่ได้ ผลร้ายที่ไม่อยากเจอก็อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจะด้วยผีเข้าหรือผีออกก็ตาม อาทิตย์นี้ทุกโอกาสของลิเวอร์พูลสำคัญ เมื่อมาถึงต้องนิ่ง และเฉียบคม และจบให้ได้

จุดผลักดัน1: มนต์ของติอาโก

ตอนนี้ต้องยอมรับว่าความหวังของเด็กหงส์ที่จะกู้ฟอร์มและผลงานกลับมานั้น ฝากไว้ที่มนต์บนผืนหญ้าของติอาโก อัลคันทาร่า ด้วยเพราะเห็นความแตกต่าง ‘ชัดเจน’ ยามมีเขาอยู่ในสนาม มันกระตุ้นต่อมจินตนาการของเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี จากการสร้างโอกาสและการจ่ายบอลของเขา

หลายเสียงเห็นพ้องว่า เขาแตกต่าง ไม่มีใครเหมือนทั้งในลีกและในทีม ลิเวอร์พูลจึงต้องการอาศัยข้อแตกต่างนี้ในการผลักดันผลงาน และเป็นความเชื่อเล็ก ๆ ว่าการมีติอาโกในสนาม มันจะมีความพิเศษบางอย่างเกิดขึ้น ความพิเศษที่ทำให้คนอย่างโอเว่นบอกว่า อยากดูฟุตบอลทุกครั้งที่มีติอาโกเล่น

แต่จุดที่ต้องคำนึงคือ ติอาโกต้องการผู้เล่นที่ซับพอร์ตเขามาก ๆ เช่นกันในการจะมีอิสระหรือโอกาสในการร่ายมนต์  เพราะหากหวังพึ่งเขามากเกินไป อาจกลายเป็นร้าย เพราะติอาโกเองก็แสดงให้เห็นว่ายามใดที่เขาต้อง ‘แบก’ หรือโดนฝั่งตรงข้ามบี้ โดยไม่มีเพื่อนคอยช่วย ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

โจทย์นี้คำตอบอยู่ที่การใช้งานเฮนเดอร์สัน เพราะหากเขาประจำแดนกลาง ติอาโก จะเบา แต่หากเขาต้องถอยหลัง ติอาโก หนักแน่ เพราะมิดฟิลด์พันธุ์หมาบ้าของแมนยูอย่างแม็ก-เฟรด คงจ้องจะตะปบ ปะกบ เขาทุกฝีก้าวแน่ เพราะรู้ว่านาทีนี้หากจับตายติอาโกได้ จินตนาการสู่ชัยชนะของหงส์แดงก็ไม่เหลือ

จุดผลักดัน2: แรงกระตุ้นของอาร์โนล์ด

อันที่จริงอยากจะทำเป็นจุดเปราะบาง สำหรับผลงานที่ย่ำแย่ต่อเนื่องของอาร์โนล์ด แต่ผมกลับมองว่า หากเรารู้ว่าทำพลาด และต้องลงเล่นเกมใหญ่ ที่มีความสำคัญ เราจะมองมันเป็นแรงกดดัน หรือมองมันเป็นพลังผลักดัน ผมว่าอาร์โนล์ดมองอย่างหลังมากกว่า

สถิติหลังผ่านไป 17 เกม เขาเพิ่งทำไปเพียง 2 แอสซิสต์กับ 0 ประตู ผลงานห่างไกลจากฤดูกาลก่อนที่จบลงด้วย 4 ประตู กับ 13 แอสซิสต์ราวฟ้ากับเหว นี่ไม่ใช่สถิติที่น่าประทับใจนัก การจะกู้คืนฟอร์มและความมั่นใจต้องอาศัยเกมพิเศษ แน่นอนว่ามันก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะตกต่ำลงไปได้เช่นกันเพราะอย่าลืมว่า แรชฟอร์ด เคยทำให้อาร์โนล์ดต้องฝันร้ายมาแล้ว แต่ถ้าให้เลือกมองในฐานะแฟนบอลหงส์แดง ผมยังมองสถานการณ์ของเกมนี้เป็นมุมบวกสำหรับอาร์โนล์ด