ที่แอนฟิลด์ไม่มีแพะ

พอผลงานทีมไม่ดี สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การหาข้อบกพร่อง หาสาเหตุว่าทำไมทีมผลงานแย่ เพราะในยามทีมชนะ ต่อให้มีข้อบกพร่องบ้าง ทุกคนก็พร้อมมองผ่าน แต่ในยามที่ทีมทำผลงาน ‘น่าผิดหวัง’ ทุกข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นก็ถูกหยิบยกมาเปิดอ้า นั่นเป็นเรื่องปกติครับ แต่สำหรับเคสของลิเวอร์พูลผมมองว่ามันกำลังอาจจะไปไกลถึงขั้นที่แฟนบอลต้องการหาแพะเพื่อมาบูชายัญความผิดหวังครั้งนี้

ว่าที่แพะในแอนฟิลด์

ตอนนี้ทุกองคาพยพในสโมสร ชี้ไปจุดไหนก็สมารถนำมาเป็น ‘แพะ’ ให้คนได้เซ่นทรวงอารมณ์โกรธของตัวเองได้ ไล่ตั้งแต่ระดับผู้บริหารรวมถึงคล็อปป์ที่โดนข้อหา ‘ทำไมไม่ลงตลาด’ ตัวคล็อปป์เองก็โดนหนัก  ๆ ทั้งการดื้อไม่ยอมซื้อตัว การจัดทัพที่หลายคนมองว่า ‘แปลก’ (เช่นกรณี มินามิโนะที่เล่นดี แต่ไม่ได้โอกาส) การตำหนิลูกทีมออกสื่อ (ในเกมกับนักบุญ) ขนาดตอนนี้หลายสื่อเริ่มทำสกู๊ป ผู้จัดการทีมคนใหม่แล้ว

ไล่มาจนนักเตะรายคน ที่โดนหนัก ๆ หน่อยก็เทรนท์ อาโนล์ด ที่โดนสับเละมาทุกสัปดาห์ กับฟอร์มที่หล่นหาย ย่ำแย่ มีบาดแผลลึกจากสถิติทำบอลเสียมากที่สุด จนออกอาการอย่างชัดเจนในความไม่มั่นใจ สามประสานที่เริ่มฝืดจับถึงขนาดว่ามีการขุดสถิติว่าตั้งแต่ช่วงคริสมาสเป็นต้นมา ลิเวอร์พูลมีสถิติการเปลี่ยนลูกยิงให้เป็นประตูรั้งท้ายของลีก ใช่ครับ รั้งท้ายคือมีสถิติแย่กว่าพวกฟูแล่ม เซฟฟิลด์ โอกาสของเราแค่ 1.1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นิวคาสเซิลที่รั้งรองท้ายยังทำได้ตั้ง 2.9%

ไม่วายลามไปถึงกองกลางระดับโลกอย่างติอาโก ก็พลอยโดนหางเลขไปด้วยว่ามีส่วนทำให้เกมแดนกลางของลิเวอร์พูลช้าลง จากการวิจารณ์ของฮามันด์ที่บอกว่าสไตล์การเล่นของติอาโก ไม่สอดคล้องกับสามประสาน คือชอบครองบอลกับตัวนานเกินไป ไม่ยอมจ่ายให้สามประสานทันที ทำให้เกมรุกหงส์แดงช้า มีการขุดสถิติมาเลยว่า โอกาสชนะตอนมีติอาโก (16.7%) กับไม่มีติอาโก (61.5%) ต่างกันขนาดไหน

นักเตะหลายคนถูกตั้งคำถามบั่นทอนจิตใจเช่นว่า ไม่ทุ่มเท ไม่รักสโมสร อยากย้าย เห็นแก่ตัว แน่นอนว่าคนที่โดนเยอะที่สุดคือ ซาลาห์ ว่าที่แพะเบอร์ต้น ๆ ของทีม เพราะโดนสื่อจับตาเป็นพิเศษ บวกกับสไตล์การเล่นในสนามที่พอพลาดเมื่อไหร่ มักจะมีคำถามว่า ทำไมไม่ทำแบบนั้น แบบนี้ จนลืมไปว่านี่คือดาวซัลโวของลีกอยู่ ณ ขณะนี้ 13 ประตูที่ทำได้ ดูจะไม่มีความหมายมากนัก จากพระเจ้าจะกลายเป็นซาตานหรือไร

แต่ที่ลิเวอร์พูลไม่มีแพะ

ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกหงส์แดงอย่าง บิล แชงคลีย์ เคยยืนยันไว้แล้วว่า “หากคุณไม่สนับสนุนเราในวันที่แพ้ หรือเสมอ ก็อย่ามาสนับสนุนเราในวันชนะ”

เราต้องมาคิดใหม่หรือไม่ว่า สถานการณ์ของทีมตอนนี้มันแย่ขนาดนั้นจริงหรือ และมันแย่เพราะอะไรกันแน่ ที่สำคัญคือความรู้สึกที่เราจะส่งผ่านไปยังสโมสรควรเป็นแบบไหน เท่าที่ผมในฐานะเด็กหงส์ยุคหลังปี 2000 ผมยังมองทีมแบบค่อนข้าง ‘เห็นใจ’ ตั้งแต่เราเสียกองหลังอย่างฟานไดจ์ค และนักเตะทยอยบาดเจ็บกันระนาว ย่อมส่งผลกระทบกับทีมในวงกว้าง การเสียเซ็นเตอร์ตัวหลักของทีมไปพร้อมกัน 2 คน ต้องสลับสัลเปลี่ยนคู่เซ็นเตอร์เกือบทุกเกม จนถึงขั้นถอยเอากองกลางมาเล่นคู่เซ็นเตอร์

ไม่มีทีมไหนในกลุ่มลุ้นแชมป์ที่สถานการณ์จะหนักหน่วงขนาดนี้ การตามหลังจ่าฝูงอยู่ 6 แต้ม ในสถานการณ์เช่นนี้ มันน่าผิดหวังก็จริง แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกทึ่งที่เราสามารถประคองทีมได้ขนาดนี้ เห็นได้จากเลสเตอร์ที่เสียตัวหลักไปก็เป๋ไม่เป็นท่าในต้นซีซั่นก่อนจะทำผลงานได้ดีขึ้นเมื่อตัวหลักทยอยกลับมา

การเล่นโดยไม่มีแฟนบอลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยของฟอร์มการเล่น ส่งผลทางจิตวิทยากับทีมลิเวอร์พูลที่มีผู้เล่นคนที่ 12 ที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง การเสียสถิติสถิติไร้พ่ายในแอนฟิลด์เกิดขึ้นในวันที่ไร้แฟนบอล ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แฟนบอลมีส่วนสำคัญมากในการรักษาสถิตินี้มาอย่างยาวนานกว่า 68 เกม นานกว่า 2 ปี

มิลเนอร์บอกว่า การไม่มีแฟนบอลไม่ใช่ข้ออ้างของฟอร์มที่แย่ เพราะทุกทีมก็ไม่มีเหมือนกัน แต่ในฐานะนักเตะเขาก็สะท้อนออกมาว่า เขาคิดถึงบรรยากาศแบบนั้น “เรารู้ได้ว่า แรงกดดันนั้นในสนามจะเพิ่มมากขึ้นกับทีมคู่แข่งเรา เมื่อมีแฟน ๆ ที่นั่น ตอนเราเล่นเกมรุก กำลังเพรสซิ่ง และเอาชนะแย่งบอลกลับมาได้ มันเป็นแรงกระตุ้นจากฝูงชน เมื่อคุณแย่งบอลกลับมา มันเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ในเกม และสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดก็ถูกสร้างขึ้น นั่นมาจากฝั่งของเราอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็เป็นเหมือนกันทุกทีม และเราไม่อาจรับมือกับมันได้ดีเท่าที่ควรทำได้ เราต้องทำมันให้ดีขึ้น”

เมื่อเรามองทีมรักอย่างเห็นอกเห็นใจ เราจะพบว่าสาเหตุหลักไม่ใช่เพราะทีมรักของเราทำตัวไม่ดี มีปัญหา แต่มาจากมรสุม ปัญหาที่รมเร้า เห็นได้ชัดว่าตอนนี้สิ่งที่ทีมขาดหายไปคือ ความมั่นใจ คล็อปป์เองก็ยืนยันคำนี้ว่า ทีมทำดีทุกอย่างขาดแค่ความมั่นใจ และสิ่งที่จะเพิ่มพูนความมั่นใจได้ดีที่สุดคือ “กำลังใจ”

พวกเขากำลังต่อสู้ลำพังกับคลื่นความกดดันจากทุกสารทิศ และเมื่อพวกเขากลับเข้ามาบ้าน สถานที่เคยปกป้องพวกเขาจากทุกสิ่ง กลับพบเพียงความว่างเปล่า เสียงเชียร์ เสียงปลุกเร้า ถูกแทนที่ด้วยเสียงเงียบของเก้าอี้สนาม

ลิเวอร์พูลยังเป็นทีมลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ผมยังเชื่อมั่น แต่สิ่งที่ผมเชื่อมั่นกว่าก็คือ นักเตะของเราก็คิดเช่นกัน พวกเขายังวิ่งทุกวินาทีในสนาม ยังมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ กำลังมุ่งมั่นที่จะกลับมา พวกเขาต่างกระตุ้นกันเองในทีม และพวกเขาก็กำลังมองหา ผู้สนับสนุนของพวกเขาอยู่ ผู้ที่จะมายืนยันกับพวกเขาอีกครั้งว่าแม้ในยามที่พายุพัดโหมกระหน่ำ คุณจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย ดังนั้นจงมาเดินไปด้วยกัน เด็กหงส์