ย้อนรอยการกู้สภาพทีมให้กลับคืนมามีลุ้นอีกครั้งในช่วงท้ายฤดูกาลที่เหลือ

ปีนี้เรากลายเป็นทีมที่ได้รับผลกระทบจากนักเตะบาดเจ็บในปีนี้มากที่สุดทีมหนึ่ง ที่บอกว่าทีมหนึ่งเพราะทุกทีมต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่มากก็น้อย แต่ของลิเวอร์พูลอาจจะอยู่ในเกณฑ์ที่มากกว่าเมื่อเทียบกับทีมอื่น ๆ เพราะนอกจากนักเตะตัวหลักกว่า 4 คน จะได้รับบาดเจ็บพร้อมกันแล้ว ยังเป็นนักเตะในตำแหน่งเซ็นเตอร์เกือบทั้งหมด (ฟานไดจ์ค โกเมส เฮนเดอร์สัน มาติป) ยังไม่นับว่ามีเจ็บสลับกันไปอีก

สถานการณ์นี้ส่งผลให้ตลอดระยะเวลาของฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลวุ่นวายไปกับการปรับเปลี่ยนผู้เล่นในหลายตำแหน่ง จนทำให้ทีมไม่สามารถหาทีมหลักหรือผู้เล่นชุดหลักที่จะเล่นด้วยกันได้อย่างต่อเนื่องเลย โดยเฉพาะในแผงหลังที่น่าจะได้สถิติของลีกไปแล้วเรื่องมีการเปลี่ยนคู่เซ็นเตอร์ที่ไม่ซ้ำหน้ากันมากกว่า 18 คู่ และลิเวอร์พูลไม่เคยใช้ทีมชุดไหนเป็นตัวหลักได้เกิน 4 นัดเกมติด

ลิเวอร์พูลแก้ปัญหาอาการบาดเจ็บของกองหลังในช่วงเดือนมกราคม ด้วยการหานักเตะมาเพิ่มอีกสองคือคาบัคและเดวิส คล็อปป์เริ่มใช้งานคาบัคอย่างต่อเนื่อง แม้จะโดนวิจารณ์การเล่นในช่วงแรก ๆ แต่ก็เริ่มพัฒนาขึ้น จุดเริ่มต้นของการเจอทีมที่ใช่ของคล็อปป์ คือการที่ฟาบิญโญ่และโชต้าหายกลับจากอาการบาดเจ็บ คู่เซ็นเตอร์ใหม่ นี่คือจุดเริ่มต้นของทีมที่ใช่ของคล็อปป์

เกมแรกที่เริ่มเห็นเค้าลางว่า การให้ฟาบิญโญ่กลับมาเล่นตรงกลางนั้นเวิร์คคือ เกมที่ลิเวอร์พูลชนะไลป์ซิก 2-0 เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงเกมที่เราเพิ่งชนะวิลล่ามาก็ปาไป 5 เกม โดยเราสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 4 เกม แพ้แค่ 1 คือแพ้ให้เรอัล มาดริด ใน UCL 3-1 เป็นการเก็บคลีนชีตได้ถึง 3 เกม และเป็นการชนะต่อเนื่องกันในเกมลีก 3 ครั้งแรกนับตั้งแต่ 3 เกมแรกในฤดูกาลนี้ที่ลิเวอร์พูลชนะติดต่อกัน เราจะมาเจาะกันว่าทีมที่ดีที่สุดในเวลานี้ของคล็อปป์หน้าตาเป็นอย่างไร และมีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไร

แดนหลัง:ใช้จุดเด่นกลบจุดด้วย

การขาด 3 กองกลังตัวหลักทั้งฟานไดจ์ค โกเมส มาติป ไปพร้อม ๆ กันเป็นความโชคร้ายอย่างยิ่งในฤดูกาลนี้ แม้คล็อปป์จะปรับแก้ในทุกวิธีทาง เริ่มตั้งแต่ถอยเอาฟาบิญโญ่กับเฮนเดอร์สันลงมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์ โดยมีนักเตะคนอื่น ๆ สลับปรับเปลี่ยนกันลงเล่นร่วม และตั้งแต่ที่ฟาบิญโญ่บาดเจ็บจนต้องถอยเอาเฮนเดอร์สันลงมาแทน ผลงานทีมก็แย่ลองเรื่อย ๆ แพ้ติด ๆ กันหลายเกม

จนคล็อปป์ได้คาบัคมาและตัดสินใจให้นักเตะคนนี้เล่นเป็นตัวหลักทันที เริ่มต้นคาบัคยังไม่ได้โดดเด่นอะไร 4 เกมที่ออกสตาร์ทในฟรีเมียร์ลีก แพ้ถึง 3 เกม แต่การชนะใน 1 เกมนั้นดูเหมือนจะเป็นจุดที่ทำให้คล็อปป์เล็งเห็นบางอย่าง ก็คือเกมที่ชนะเซฟฟิลด์นั้นเขาลงเล่นคู่กับฟิลลิปปส์ เกมต่อมาฟาบิญโญ่หายเจ็บและได้ลงเล่นกับคาบัคแต่สุดท้ายก็แพ้เชลซีไป

จากนั้นในเกม UCL รอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายกับไลป์ซิก คล็อปป์จึงให้คาบัคกลับมายืนคู่กับฟิลลิปป์สอีกครั้ง โดยขยับเอาฟาบิญโญ่ขึ้นไปประจำการที่แดนกลางเหมือนเดิม ผลคือลิเวอร์พูลทำผลงานได้ดี และเอาชนะไปได้ 2-0 เป็นการเก็บคลีนชีตของทั้งคู่เป็นเกมที่ 2 ติดต่อกัน

สาเหตุที่คล็อปป์เลือกจะใช้ฟาบิญโญ่กับเฮนเดอร์สันลงมาเล่นเซ็นเตอร์ เพราะเขายังยึดติดกับแนวทางการเล่นแบบเดิมคือกองหลังตัวเซ็นเตอร์ต้องเล่นบอลกับพื้นได้ดี และที่สำคัญคือวางบอลยาวได้ดี แต่จุดที่ลืมไปก็คือ การที่ทั้งสองไม่ใช่กองหลังมืออาชีพ ทำให้เกมรับหลวม การยืนตำแหน่งไม่แน่น การเข้าสกัด การประกบ การเข้าสกัด มันไม่เฉียบคมเหมือนกองหลังจริง ๆ

แต่หลังจากคาบัคและฟิลลิปป์สเริ่มเล่นด้วยกันได้ จุดเด่นของทั้งสองคนคือ เป็นกองหลังอาชีพ แม้ไม่โดดเด่นเรื่องการออกบอลยาวเหมือนฟานไดจ์ค หรือฟาบิญโญ่กับเฮนเดอร์สันตอนลงมายืน แต่ด้วยความเป็นกองหลังมืออาชีพ พวกเขามีทักษะทุดอย่างที่กองหลังพึงมี การยืนไลน์ การเข้าสกัด ลูกโหม่งที่แม่นยำ

ตอนนี้แดนหลังของเราจึงไม่ได้เด่นเรื่องการวางบอล แต่ได้เรื่องของเกมรับเข้ามาแทน การมีฟาบิญโญ่อยู่แดนกลาง เขาสามารถลงมาช่วยประคองเกมได้ และตั้งแต่กองหลังเราเริ่มแน่นขึ้น การขึ้นเกมด้านข้างของทั้งเทรนท์และโรเบิร์ตสันก็กระเตื่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังไม่ใช้จุดที่ดีที่สุด แต่กองหลังชุดนี้คือจุดที่สมดุลที่สุดของลิเวอร์พูลตอนนี้

แดนกลาง:จุดสำคัญที่กลับมาทันเวลา

มาที่แดนกลาง จุดพลิกผันคือการที่เราต้องถอยทั้งฟาบิญโญ่และเฮนเดอร์สันลงไปเล่นเกมรับ แต่นักเตะคนอื่นในแดนกลางกลับทดแทนการขาดหายไปไม่ได้ จนแดนกลางกลายเป็นจุดอ่อนของทีมอย่างเห็นได้ชัด อันที่จริงวิธีคิดที่จะเอากองกลางไปเล่นแทนเซ็นเตอร์จะไม่ผิดอะไรเลย ติอาโก นักเตะใหม่ที่ซื้อมาสามารถเล่นได้ในคุณภาพเดียวกับที่เขาเล่นให้บาเยิร์น

แต่การที่เขาเข้ามาพร้อมความไม่สม่ำเสมอในการลงเล่น ทำให้แดนกลางเขาไม่ต่อเนื่อง เหลือเพียงไวนาดุมยืนเป็นตัวหลัก ซึ่งไวนาดุมในปีนี้สมาธิของเขาเองก็ตกหล่นไปมาก จากปัญหาคารังคาซังเรื่องอนาคตของตัวเอง นั่นทำให้แดนกลางเองก็อ่อนลงเยอะ

หลายฝ่ายจึงวิเคราะห์ตรงกันแบบไม่กักว่า การถอยเอาฟาบิญโญ่ลงไปเล่นเซ็นเตอร์คือความผิดพลาดใหญ่หลวงของคล็อปป์ในฤดูกาลนี้ แต่ยังดีที่คล็อปป์และทีมงานไหวตัวทัน การกลับมาอีกครั้งของฟาบิญโญ่ในตำแหน่งเซ็นเตออร์แล้วแพ้เกมกับเชลซี แต่การเล่นแดนกลางแล้วชนะไลป์ซิก เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นเลยว่า ฟาบิญโญ่สร้างประโยชน์ให้ทีมได้มากที่สุดตรงไหน

แม้แต่ฟาบิญโญ่เองก็ยอมรับว่าการลงไปเล่นเซ็นเตอร์ไม่ใช่งานถนัดของเขา แต่เขาต้องเล่นเพื่อทีม และคล็อปป์เองก็เปิดใจคุยกับฟาบิญโญ่ทัน โดยให้เขาเลือกเองเลยว่าอยากเล่นตำแหน่งไหนมากกว่ากันในเกมกับไลป์ซิก นับตั้งแต่ฟาบิญโญ่กลับมาเล่นกองกลาง ยืนคู่กับไวนาดุมเป็นแกนหลัก โดยมีทั้งติอาโก มิลเนอร์ หรือเกอิตา (ที่แม้ทำผลงานยังไม่ดี) คอยสลับหมุนเวียนกันลงมาเล่นตามแต่ละแท็กติก เราชนะ 4 จาก 5 เกมหลังสุด แพ้เกมเดียวคือมาดริด และในเกมนั้นก็ยังมีคำถามว่า หากคล็อปป์ไม่ส่งเกอิตาลงและส่งนักเตะที่เล่นเข้าขากันลงเช่น ติอาโก หรือ มิลเนอร์ บางทีลิเวอร์พูลอาจทำได้ดีขึ้นก็ได้ อย่างไรก็ตามการได้ฟาบิญโญ่กลับมายืนตรงกลางนับเป็นการแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

แดนหน้า:โชต้ากู้หน้าเกมรุกหงส์

ในแดนหน้าปีนี้เกมรุกหงส์แดงเจอปัญหากระทบจากเกมรับและแดนกลางที่เปลี่ยนแปลงดังที่ชี้แจงมา เกมรุกหงส์แดงที่ยึดแพทเทิลแบบเดิมมา 3 ปี เมื่อเจอกับสถานการณ์แบบนี้ทำให้เล่นกันไม่ออก ประสานานกันไม่ได้ ไม่มีหน่วยสนับสนุนที่ดี เป็นปัจจัยหนึ่งที่นักเตะฟอร์มตก

ผลลัพธ์ยามที่ลิเวอร์พูลมีเขาอยู่ในสนามเป็นตัวบ่งชี้ที่ดี ในลีกปีนี้เขาลงเล่นให้ทีม 14 เกม เราชนะ 8 เสมอ 3 และแพ้ 3 คิดเป็นคะแนนก็คือ 27 แต้มเฉลี่ยแล้วหากเรามีโจต้าอยู่ในสนามเราจะเก็บแต้มได้ 1.9 แต้มต่อเกม ถ้าโชต้าสามารถลงเล่นได้ทั้ง 31 เกมที่ผ่านมา เราจะมี แต้มที่ 59 แต้ม อย่างแย่สุดคือเราเป็นอันดับสามของทีม

สถิติการลงเล่นของเขามีผลต่อการชนะของทีมอย่างมีนัยสำคัญ 15 เกมที่ลิเวอร์พูลลงเล่นโดยไม่มีเขา ลิเวอร์พูลแพ้ 6 เสมอ 4 และชนะเพียง 5 นับคิดเป็น 19 แต้ม นับเป็นช่วงที่ลิเวอร์พูลเสียแต้มแบบเป็นกอบเป็นกำ และหากใช้สถิตินี้ตีซะว่าปีนี้เราไม่มีนักเตะชื่อโชต้าบางทีเราอาจจะเก็บแต้มได้ยังไม่ถึง 40 แต้มก็เป็นได้ แน่นอนว่ามันมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีอิทธิพลกับเกมรุกของเรา และเกมรุกก็เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้คุณได้แต้ม แดนหน้าของเราตอนนี้ดูเหมือนจะขาดนักเตะที่ชื่อว่าโชต้าไม่ได้

โดยสรุปแล้ว ทีมชุดนี้ที่เราเห็นตั้งแต่แดนหลังมาแดนหน้า มันอาจจะไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด เก่งที่สุดที่ทีมเราเคยมีมา หรือจะเป็นทีมที่พาเราถึงฝั่งฟันในฤดูกาลนี้ แต่รับรองว่านี่เป็นทีมที่ใช่ในเวลาที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนี้แล้ว ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างไร