3 ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงหลังหงส์แดงเข้าร่วมซุปเปอร์ลีก

ข่าวใหญ่ของวงการฟุตบอลวันนี้คงไม่พ้นการประกาศจัดตั้ง ยูโรเปี้ยน ซุปเปอร์ลีก จากการร่วมมือกันของ 12 สโมสรชั้นนำของยุโรป (และอาจจะเพิ่มเป็น 15 ทีมในอนาคต) ซึ่งลิเวอร์พูลของเราเป็น 1 ในแกนนำจัดตั้งและเป็น 1 ใน 6 ทีมชั้นนำของอังกฤษที่ตอบรับเข้าร่วมโปรเจ็คนี้อย่างออกนอกออกตา ล่าสุดสโมสรก็เพิ่งออกแถลงการณ์รับลูกเรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันที่จะเข้าร่วมโปรเจ็คนี้ต่อไป

เราจะพักเรื่องความขัดแย้งต่าง ๆ ของการก่อตั้งลีกใหม่นี้ไว้ก่อน รวมถึงว่าลีกนี้จะเกิดขึ้นได้จริงอย่างไรหรือไม่ในอนาคต เพราะน่าจะเป็นมหากาพย์อีกหลายปี แต่สิ่งที่เราแฟนบอลลิเวอร์พูลสนใจก็คือ หากซุปเปอร์ลีกเกิดขึ้นจริงในลักษณะของการแยกขาดจากลีกที่มีอยู่ทั้งพรีเมียร์ลีกและรายการแข่งขันต่าง ๆ  จะเกิดผลกระทบอะไรบ้างกับทีมลิเวอร์พูล วันนี้ผมลองรวบรวมผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นและเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับสโมสรมาให้ติดตามกัน

คล็อปป์อาจอำลาหงส์

คล็อปป์เป็นหนึ่งในกุนซือที่ออกมาต่อต้านและไม่เห็นด้วยกับโปรเจ็คนี้ตั้งแต่ปีก่อนที่มีข่าวหนาหู และนี่น่าจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คล็อปป์เข้ามาทำงานที่ลิเวอร์พูล ที่ความคิดเห็นของเขาสวนทางกับทีมผู้บริหารของทีม ในขณะที่ เฮนรี่ ถูกวางตัวเป็นรองประธานของซุปเปอร์ลีกเรียบร้อยแล้วหากลีกเกิดขึ้นจริง

แนวทางการทำทีมของผู้บริหารพักหลังมาเริ่มเห็นชัดเจนว่า “เอาธุรกิจนำฟุตบอล” เหมือนเป็นช่วงกอบโกยจากการลงทุนของพวกเขาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การนำพาหงส์แดงโดดมาร่วมโปรเจ็คนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทีมมหาอำนาจที่มีนักธุรกิจเป็นเจ้าของ ชัดเจนว่าเม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นจากโปรเจ็คนี้เป็นสิ่งล่อใจอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะพวกเขาสามารถกินรวบได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอย่างยูฟ่า

ในแง่หนึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ ที่ใครก็หวังผลกำไรเป็นที่ตั้งของการทำ ยิ่งมีข่าวหลุดมาว่าวงเงินขั้นต่ำที่จะได้กันจากสปอนเซอร์ต่าง ๆ หากลีกนี้เกิดขึ้นจริงคือเกือบหมื่นล้านบาทเอามาหารกัน นี่แค่ก้าวแรกที่เข้าไปนะครับ ในอนาคตมันอาจจะมากมายมหาศาลกว่านี้ก็เป็นได้

แต่ในอีกแง่หนึ่งมันคือการที่สโมสรฟุตบอลที่มีประวัติศาสตร์ทางสังคม วัฒนธรรมร่วมกับประเทศของตัวเองกำลังจะกระโจนเข้าสู่วงจรธุรกิจอย่างเต็มตัวทั้งสองขา ไม่ต้องสนประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ของลีก หรือของ UCL ไม่ต้องสนทีมเล็ก ทีมน้อย กอบโกยกันเต็มที่

รายได้ของหงส์แดงเพิ่มขึ้นทุกปี 10 ปีที่ผ่านมา

แนวทางอย่างที่เอาธุรกิจนำหน้า มันก็สวนทางกับแนวทางของคล็อปป์ที่เอา ฟุตบอลนำธุรกิจ มาเสมอ เขาหลงไหลในวัฒนธรรมของฟุตบอลมากกว่า จึงไม่แปลกใจเมื่อมีคนเคยถามคล็อปป์เรื่องนี้เมื่อปีที่แล้ว คล็อปป์ถึงคัดค้านหัวชนฝาและภาวนาว่าอย่าเกิดขึ้นเลย

“ผมหวังว่าซูเปอร์ ลีก นี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น ด้วยแนวทางการดำเนินงานของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ขณะนี้ ฟุตบอลก็มีผลงานที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แม้กระทั่งในยูโรป้า ลีกก็ตาม สำหรับผม แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็คือ ซูเปอร์ ลีก ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเล่นกับทีมเดิมๆ เสมอไป ทำไมเราต้องสร้างระบบที่ลิเวอร์พูลจะต้องเผชิญหน้ากับเรอัล มาดริดติดต่อกัน 10 ปีด้วยล่ะ ใครอยากเห็นแบบนั้นทุกปีกัน”

คล็อปป์เป็นกุนซือที่ชื่นชอบวัฒนธรรมสโมสรแบบเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และชุมชน

และประโยคเด็ดที่คล็อปป์พูดทิ้งท้ายคือ “หลาย ๆ คนพยายามกอบโกยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันเป็นเรื่องปกติในชีวิตคนเรา แต่ยกเว้นฟุตบอลที่มันต้องขึ้นอยู่กับนักเตะ”

ด้วยแนวทางการทำงานและปรัชญาการทำฟุตบอลของคล็อปป์เมื่อสโมสรออกนอกทางจากปรัชญาที่เขารับได้ ผมว่าก็มีเหตุผลที่เขาเองอาจจะมองว่าสมเหตุผลที่เขาจะออกจากทีม เขาเคยคุมทีมระดับไมน์มาแล้ว และเขามีความสุขดีกับการรับใช้สโมสรที่ใช้ปรัชญาฟุตบอลนำธุรกิจ ที่สำคัญ ดอร์ทมุนด์ ทีมรักของเขาอีกทีมและทีมในเยอรมันเองก็ยังไม่มีทีมใดตอบรับเข้าร่วม การหวนกลับเยอรมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเยอรมันยังขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ใช้ฟุตบอลนำธุรกิจอยู่

การลงโทษจากยูฟ่าและฟีฟ่า

เราอาจไม่ได้เห็นหงส์ชูถ้วยเหล่านี้

แน่ชัดว่าการก่อตั้งซุปเปอร์ลีก เป็นการตั้งลีกขึ้นมาเพื่อทดแทนยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก โดยตรง ในแถลงการณ์ของการจัดตั้งบอกชัดเจนว่าจะจัดการแข่งขันในช่วงกลางสัปดาห์ และสามารถลงแข่งขันบอลถ้วยในลีกเหมือนเดิม ยูฟ่าและฟีฟ่าคือเจ้าใหญ่ของวงการฟุตบอล ที่จะได้รับผลกระทบแน่นอน ดังนั้นหากจะคัดค้านหรือต่อต้าน การออกแถลงการณ์อาจจะยังไม่พอ แต่อาจจะต้องออกบทลงโทษด้วย

บทลงโทษแรกคือ สโมสรที่เข้าร่วมจะถูกห้ามการแข่งขันทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นบอลลีกหรือบอลถ้วยระดับยุโรป บทลงโทษนี้อาจไม่ได้กระทบกับสโมสรมากนัก เพราะหากตั้งใจออกมาตั้งลีกเอง พวกเขาก็พร้อมยอมรับอยู่แล้ว เพียงแต่ผลกระทบทั้งหมดจะไปตกอยู่กับนักฟุตบอล  เพราะบทลงโทษที่ตามมาคือ ฟีฟ่าจะร่วมวงแบนนักฟุตบอลของสโมสรเหล่านี้จะถูกตัดสิทธิ์เข้าแข่งในรายการระดับทีมชาติทุกรายการ

ผลกระทบจะเกิดกับนักเตะ

สมมติว่าการเกิดขึ้นของลีกใหม่มันจบลงด้วยการแตกหักอย่างเป็นทางการ หาทางลงร่วมกันไม่ได้ ผลกระทบต่อนักฟุตบอล จะมากมายมหาศาล เพราะอย่าลืมว่าเสน่ห์ของฟุตบอลไม่ได้มีแค่ระดับลีกหรือสโมสรเท่านั้น ทีมชาติก็เป็นอีกหนึ่งรายการที่สร้างทั้งสีสันและสร้างความภูมิใจให้นักเตะ

ดังนั้นนักเตะที่อยู่ประจำในสโมสรทั้ง 12 ทีมที่จะแยกตัวออกไปจะตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การอยู่ร่วมกับสโมสรและลงเล่นในการแข่งขันใหม่ที่น่าสนใจก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่หากไม่ได้รับใช้ชาติของตัวเองก็หมดโอกาสในการรับใช้ชาติ

การรับใช้ชาติถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของนักเตะ

แต่นี่เป็นแค่แนวทางของบทลงโทษที่พอเดาได้ แต่ในทางปฏิบัติมันจะทำได้จริง ลงโทษได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในมุมมองของทีมชาติ มันแทบไม่เกี่ยวเลยว่านักเตะจะเล่นอยู่ลีกไหน ถ้าฝีเท้าดีจะมีใครบ้างไม่อยากให้นักเตะคนนั้นร่วมทีม ฉะนั้นแต่ละชาติก็อาจจะไม่ยอมรับบทลงโทษนี้ของฟีฟ่า เพราะหากนักเตะเก่ง ๆ ดัง ๆ ไปเล่นซุปเปอร์ลีกหมด ทีมชาติต่าง ๆ จะเหลือนักเตะให้ใช้งานสักกี่คน

เมื่อลองมองดูนักเตะของลิเวอร์พูลในปัจจุบันนักเตะส่วนใหญ่มักเป็นตัวจริงของทีมชาติทั้งนั้น บางคนเป็นตัวหลักตัวเก่งตัวคววามหวังของทีมชาติ ไม่ว่าจะเป็นซาดิโอ มาเน่, โมฮัมเม็ด ซาลาห์, ฟนไดจ์ค ไวนาดุม อลิสซง นักเตะพวกนี้จะต้องตัดสินใจบนทางแยกที่ค่อนข้างหนักใจ

บทลงโทษจากพรีเมียร์ลีก

นี่อาจจะเป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงและน่าจะเป็นบทต่อรองที่ได้เปรียบเดียวของทางฝั่งยูฟ่าและฟีฟ่า เพราะสโมสรทุกสโมสรนั้นผูกพันธ์กับลีกและประวัติศาสตร์ของลีกแต่ละประเทศด้วย ดังนั้นหากลีกทุกลีกออกโรงต่อต้านคัดค้านแบบจริงจัง จะสร้างแรงกดดันให้สโมสรที่จะเข้าร่วมซุปเปอร์ลีก

ตอนนี้พรีเมียร์ลีกออกแถลงการณ์ประณามแล้ว โดยบอกว่าการไปตั้งลีกใหม่เป็นการขัดต่อระเบียบของลีก มีความผิดร้ายแรง และหากคิดจะเข้าร่วมก็ขอให้แยกตัวจากพรีเมียร์ลีก แต่ยังไม่มีมาตรการหรือบทลงโทษที่แน่ชัด แต่หากเราลองมาไล่เรียงว่าจะมีบทลงโทษไหนที่อาจจะเกิดขึ้นได้บ้าง

อันดับแรกคือการถูกปลดออกจากลีก ไม่ให้เข้าร่วมลีก เพราะถือว่าไม่เคารพกฎกติกาของลีก นี่อาจจะไม่ใช่บทลงโทที่ร้ายแรงสำหรับทีมที่พร้อมจะออกไป แต่สมมติว่า มีการยืดเกียรติประวัติของสโสมรนั้นด้วยละ เช่น ไม่ถือว่าสโมสรที่แยกออกไปจากลีกเคยได้รางวัลใด ๆ จากลีกนั้นๆ หรืออาจจะตัดสิทธิ์การกลับมาเข้าร่วมลีกอีกในอนาคต หรือให้กลับลงไปเริ่มใหม่ในลีกล่างสุดหากกลับมาร่วมลีกอีกครั้ง

หรือบทลงโทษที่อาจจะเกิดขึ้นแบบกะทันหันแบบที่เนวิลล์นำเสนอว่า “พวกเขาทั้ง 6 ทีมควรโดนลงโทษอย่างสาสมด้วยการถูกตัดแต้มในลีกให้หมดตั้งแต่พรุ่งนี้เลย ให้พวกเขาลงไปอยู่ท้ายตารางและริบเงินรางวัลให้หมด เพราะนี่คือการทำร้ายจิตใจแฟนบอล” สมมติว่าหากพรีเมียร์ลีกและลีกอื่น ๆ งัดไม้แข็งเข้าข่มจริง เมื่อจบซีซั่นเลสเตอร์อาจจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ก็เป็นได้

แต่แนวทางการลงโทษของลีกก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ เพราะต้องยอมรับว่าลีกมันอยู่ได้เพราะทีมใหญ่ ๆ เหล่านี้ร่วมสร้างสีสันให้ลีก และต้องยอมรับว่าทีมใหญ่ ๆ เหล่านี้เป็นทีมที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากการถ่ายทอดสดและสปอนเซอร์ต่าง ๆ ใครกันจะอยากเปิดมาดูบิ๊กแมชท์ระหว่างเวสต์แฮมแข่งกับเลสเตอร์ ในเมื่อมีบิ๊กแมชท์ระหว่างลิเวอร์พูลกับมาดริดให้ดูกัน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการณ์คาดการณ์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เท่านั้น มันอาจจะไม่ได้น่าเป็นห่วงหรือร้ายแรงอย่างที่คิด เพราะแน่นอนว่าในเชิงธุรกิจไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ทุกอย่างสามารถจบลงบนโต๊ะเจรจาได้หมด หากผลประโยชน์ลงตัว

บางทีทีมใหญ่ ๆ อาจจะลองต่อสู้เรียกร้องในระบบเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองมานาน แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง การออกมาตั้งลีกและทำให้เห็นว่า พวกเขาสามารถทำเองได้ ก็อาจจะเป็นจุดที่องค์กรต่าง ๆ ได้กลับมาคิดทบทวนการทำงานที่ผ่านมาและลงมาหาข้อตกลงร่วมกันก็ได้ และถึงตอนนั้นซุปเปอร์ลีกอาจจะมีหน้าตาแบบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้