4 ประเด็นน่าติดตาม หลังหงส์แดงถอนตัวจากซุปเปอร์ลีก

กลายเป็นมหากาพย์ที่จบลงด้วยเวลาอันสั้น สำหรับการแถลงเปิดตัวซุปเปอร์ลีกของ 12 ทีมชั้นนำในยุโรป และเพียงแค่ 2 วันหลังประกาศออกมาก็ดูเหมือนว่าลีกจะจบตั้งแต่ยังไม่เริ่ม สาเหตุที่ลีกนี้ไม่เกิด ไม่ใช่เพราะแรงกดดันหรือการขู่ลงโทษจากฟีฟ่าหรือยูฟ่านะครับ มาจากการกดดันของผู้คนที่ศรัทธาในวิถีฟุตบอล ทั้งเหล่าอดีตนักเตะที่มีชื่อเสียง กุนซือ นายกขนาดเจ้าชายก็เอากะเขาด้วย

แต่ที่สร้างแรงกดดันได้จริง ๆ ก็คือเข้าของทีมตัวจริงของสโมสรอย่างแฟนบอลนั่นเอง จุดเริ่มต้นจากการประท้วงหน้าแอนโรด ในเกมที่หงส์แดงปะทะกับลีดส์ ลามมาถึงเกมของเชลซีกับไบร์ทตันที่มีแฟนบอลกว่าพันคนออกมาประท้วง  แฟนบอลเหล่านี้ได้ทวงถามถึงความเป็นเจ้าของร่วมของพวกเขา

ถ้อยคำระดับเสียดแทงกระดูกดำต่างถูกนำมาประท้วง ถากถางบรรดา เจ้าของสโมสรทางธุรกิจที่ไม่เคยสอบถามเจ้าชองร่วมทางวัฒนธรรมเลย “สร้างโดยคนจน ปล้นโดยคนรวย” เป็นหนึ่งคำที่ผมชอบมากในการนำมาประท้วงครั้งนี้ ทีมฟุตบอลไม่ได้สร้างขึ้นด้วยเจ้าของทีมที่เอาเงินมาซื้อสโมสร แต่สร้างมาด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของเหล่าสาวก ที่ควักเงินจ่ายค่าตั๋ว ซื้อเสื้อ และจ่ายค่าจานดาวเทียม ในการรับชม

ไม่นานหลังเกิดการประท้วง ทีมจากอังกฤษก็ค่อย ๆ ทยอยขอถอนตัวออก จนกระทั้งก่อนรุ่งสางวันนี้ตามเวลาประเทศไทย ก็เป็นอัน ครบทุกทีม โดยลิเวอร์พูลเป็นสโมสรสุดท้ายที่ประกาศถอนตัว เมื่อถอนตัวแล้วจะเป็นอย่างไร มีอะไรให้ติดตามกันอีกหรือไม่ และนี่คือ เรื่องน่าติดตามหลังหงส์แดงถอนตัวจากซุปเปอร์ลีก

ท่าทีของทีมผู้บริหารหงส์แดง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เบื้องหลังการเกิดซุปเปอร์ลีกในครั้งนี้เจ้าของทีมลิเวอร์พูลมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเป็นตัวตั้งตัวตีเคลื่อนไหว ร่วมกับเหล่าเศรษฐีเจ้าของทีมอื่น ๆ โดยเฉพาะแมนยูฯ ที่สงบศึกในสนามแต่ร่วมพันธมิตรในเงินตรา

นอกจากจะไม่เคยชี้แจง ถามไถ่ หรือทำประชาพิจารณ์ ขอความเห็นจากแฟนบอล หรือแม้แต่เหล่านักฟุตบอล กุนซือ ที่กลายเป็นหนังหน้าไฟในการรับแรงกดดันก่อนตัดสินใจเข้าร่วมแล้ว ในระหว่างที่มีกระแสวิจารณ์ พวกเขาเองก็เก็บตัวเงียบ ไม่ออกมาอธิบายอะไร

กลายเป็นคลอปป์ที่ต้องออกโรงปกป้องทีมและนักเตะว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นอะไรกับเรื่องนี้เลย ต่อด้วยการเดือดดาลของผู้นำทีมอย่างมิลเนอร์ที่ออกโรงวิจารณ์ทันทีว่าไม่เห็นด้วย และถึงขนาดที่จอแดน เฮนเดอร์สันต้องเรียกประชุมกลุ่มกัปตันทีมพรีเมียร์ลีกเพื่อปรึกษาและหาทางยับยั้งเรื่องที่เกิดขึ้น

จนตอนนี้ทุกสโมสรประกาศถอนตัวแล้ว แต่เราก็ยังไม่เห็นวี่แวว ท่าที แถลงการณ์ หรืออะไรก็ได้ที่แสดงให้เรารู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไร และจะรับผิดชอบอย่างไรที่นำพาสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ดีงามอยู่เคียงข้างปวงประชาหงส์มายาวนานขนาดนี้ให้ต้องแปดเปื้อนมลทินครั้งนี้ บางทีเรอาจต้องให้เวลาพวกเขาในการร่างสุนทรพจน์สักวัน แต่เราจะคอยติดตามอย่างใกล้ชิด

บทลงโทษที่จะอาจเกิดขึ้น

ทันทีที่มีประกาศจัดตั้งซุปเปอร์ลีก ก็มีการออกมาต่อต้านจากหลายฝ่าย และแน่นอนว่ายูฟ่าและฟีฟ่าคือเจ้าใหญ่ของวงการฟุตบอล ที่จะได้รับผลกระทบจากการจะตั้งลีกนี้ เราเห็นแล้วว่าทั้งสององค์กรได้ประกาศถึงบทลงโทษที่อาจจะเกิดขึ้นหากทีมไหนหรือนักเตะคนใดเข้าร่วมซุปเปอร์ลีก เช่นการห้ามเข้าร่วมการแข่งขันทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นบอลลีกหรือบอลถ้วยระดับยุโรป รวมถึงการแบนนักฟุตบอลของสโมสรเหล่านี้จะถูกตัดสิทธิ์เข้าแข่งในรายการระดับทีมชาติทุกรายการ

ตอนนี้แม้แนวโน้มกว่า 99% ที่ซุปเปอร์ลีกจะหยุดตัวลงแล้ว แต่นี่ย่อมเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของทั้งยูฟ่าและฟีฟ่า ที่น่าติตามคือพวกเขาจะมีบทลงโทษหรือทัณฑ์บนอะไรหรือไม่สำหรับสโมสรที่เข้าร่วมครั้งนี้ทั้ง 12 ทีม รวมถึงลิเวอร์พูลด้วย แต่อย่างไรก็ตามยูฟ่าและฟีฟ่าต้องพิจารณาให้ดี เพราะเหล่านักเตะและแฟนบอลไม่ได้มีส่วนกับการตัดสินใจครั้งนี้ พวกเขาช่วยกันออกมาเรียกร้องต่อต้านสโมสรของตัวเองที่ทำผิด แต่ก็พร้อมจะออกมาปกป้องทีมรักเช่นกัน หากได้รับการลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล

อีกหนึ่งทางก็คือพรีเมียร์ลีกเอง เพราะอย่าลืมว่ากว่าครึ่งของผู้ก่อการครั้งนี้มาจากทีมในพรีเมียร์ลีกถึง 6 ทีม จากกรณีนี้มันสร้างแรงกระเพิ่มตั้งแต่รากหญ้าถึงระดับประเทศ เพราะนายกรัฐมนตรีออกโรงต้านเอง มีการประชุมเพื่อศึกษาหาข้อกฎหมายเพื่อยับยั้งโดนตรง และที่เริ่มมีการพูดถึงกันก็คือ อังกฤษศึกษาโมเดล 50+1 ของบอลเยอรมัน เพื่อนำมาใช้ในอังกฤษ ป้องกันนักลงทุนข้ามชาติมากอบโกยจากสโมสร เพื่อไม่ให้วัฒนธรรมกีฬาที่พวกเขาภูมิใจหนักหนา ไม่ให้ถลำลงไปมากกว่านี้

ตอนนี้เราต้องมาติดตามกันว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นในพรีเมียร์ลีกหรือไม่ และทีม 6 ทีมที่เป็นผู้ก่อการจะมีบทลงโทษอะไรตามมาหรือไม่ แต่ก็เช่นเดียวกับยูฟ่าและฟีฟ่า การจะลงโทษอะไรสโมสรเหล่านี้ ต้องเกรงใจแฟนบอลของทั้ง 12 ทีมด้วยเช่นกัน หากคิดจะเชือดไก่ให้ลิงดู

คลอปป์และนักเตะจะตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร

เหตุการณ์นี้มีผลกระทบกับทั้งคลอปป์และนักเตะมาก เห็นได้จากบรรยากาศก่อนการแข่งและหลังการแข่งเกมพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา พวกเขาถูกแรงกดดันทั้งจากในสนามและนอกสนามกระทั่งในห้องแต่งตัว ยังถูกนักเตะลีดส์ (ทีมที่ไม่น่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้มากนัก) เอาเสื้อต่อต้านมาวางในห้องแต่งตัวของหงส์แดง ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใด มันก็สร้างแรงกดดันให้ทีมพอสมควร และเกมก็จบลงด้วยผลเสมอ 1-1

ลิเวอร์พูลเสียโอกาสที่จะแซงเวสต์แฮมขึ้นท็อปโฟร์ โชคดีที่เมื่อคืนเชลซีเองที่โดนแฟนบอลกดดันนับพันนอกสนามก็ทำได้แค่เสมอกับไบร์ทตันไปแบบไร้สกอร์ 0-0 ทำให้หงส์แดงยังไม่เสียหายมากนักจากสถานการณ์บ้าบอนี้

ข้อดีเดียวของเรื่องนี้คือการที่เราได้เห็นความเป็นผู้นำของคล็อปป์ที่ออกมาปกป้องลูกทีมของตัวเอง ไม่ยอมลาออก เพราะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบทั้งสโมสรและนักเตะ รวมถึงการออกแอคชั่นของมิลเนอร์กับเฮนเดอร์สัน เหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้นักเตะมีแรงใจอะไรบางอย่างร่วมกัน บางทีอาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้ทีมทำผลงานได้ดีเพื่อลุ้นตั๋ว UCL ให้ได้ เพื่อเป็นของขวัญให้แฟนบอลของพวกเขาก็ได้

การปฏิรูปแชมเปียนส์ลีก  

สุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดที่เราต้องไม่ลืมก็คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันเกิดจากอะไร ฟีฟ่าและยูฟ่าจะใช้เรื่องนี้มากลบปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งที่ทีมใหญ่ทั้ง 12 ทีมออกมาเรียกร้องต้องถูกนำมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ดีขึ้น

และการที่แฟนบอลออกมาต่อต้านการเข้าร่วมซุปเปอร์ลีกของสโมสรไม่ใช่เพราะพวกเขาเห็นด้วยหรือรักยูฟ่าฟีฟ่านะ จะมาเคลมแบบนั้นไม่ได้ ปัญหาเรื่องคอรัปชั่น ความไม่โปร่งใสในองค์กร สิ่งที่เปเรซ ออกมาโยนระเบิดว่า มีใครรู้ไหมว่าประธานยูฟ่า-ฟีฟ่าได้เงินเดือนเท่าไหร่ เรื่องพวกนี้จะต้องไม่เงียบหายไป เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งเรื่องพวกนี้มันอาจจะกลับมาอีก และหากมันเกิดขึ้นโดยที่แฟนบอลรู้สึกเห็นอกเห็นใจทีมขึ้นมาละก็ ยูฟ่าและฟีฟ่าเองนั่นแหละที่จะตกที่นั่งลำบากกว่านี้

เราได้เห็นโปรเจ็กหรือแผนการทำงานของ UCL ในฤดูกาล 2024-2025 ที่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการเล่น เพิ่มทีมจาก 32 เป็น 36 ทีม หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เรายังไม่เห็นท่าทีว่าจะแก้ปัญหาที่หมักหมมในองค์กรและตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาส่วนแบ่งรายได้ให้ยุติธรรมได้ยังไง เรื่องนี้ยูฟ่าจะทำเป็นเงียบ ๆ เนียน ๆ ปล่อยให้ทั้ง 12 ทีมตกเป็นตำบลกระสุนตกไม่ได้หรอก เพราะเป้าต่อไปที่คนจะทวงถามคือตัวขององค์กรเหล่านี้เอง