2 จุดอ่อนซุปเปอร์ลีก, แฟนหงส์ไม่ให้อภัยเฮนรี่, เรดแนปป์แนะปล่อยวาง

น่าจะถือได้ว่าฟุตบอลกำลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปรกติอีกครั้งนะครับ หลังช่วง 3-4 วันมานี้มีดราม่าเรื่องซุปเปอร์ลีกมาคั่นมากมาย แต่ควันหลง หรือผลกระทบที่ตามมาดูเหมือนจะยังมีอย่างต่อเนื่อง ทีมลิเวอร์พูลเองก็เช่นกัน มีประเด็นตามมาหลายประเด็นโดนเฉพาะการออกมาแสดงความรับผิดของประธานสโมสร

วันนี้ประเด็นที่จะนำมาเสนอก็ยังเป็นควันหลงเหล่านั้นแหละครับ ประกอบกับจะมาวิเคราะห์ในมุมมองของผมว่า ทำไมซุปเปอร์ลีกที่ทีมใหญ่ ๆ ต่างเสี่ยงรวมตัวกันเปิดตัวนี้ถึงได้จบลงอย่างง่ายดาย โดยผมจะวิเคราะห์ถึง 2 จุดอ่อนใหญ่ ๆ ที่ทำให้โปรเจ็คนี้ไปต่อไม่ได้

แฟนหงส์ยังไม่อภัยเฮนรี่

อย่างที่ผมเคยเขียนไปในบทความเมื่อวานเกี่ยวกับ 4 เรื่องน่าติดตามหลังหงส์แดงถอนตัวซุปเปอร์ลีกว่าแม้ซุปเปอร์ลีกจะจบลงไป แต่เรื่องราวต่าง ๆ น่าจะยังไม่จบลงง่าย ๆ และมีเรื่องที่ต้องติดตามกันอยู่ หนึ่งในนั้นคือท่าทีของประธานสโมสรฟุตบอลของลิเวอร์พูล ที่นำสโมสรเข้าร่วมโปรเจ็คนี้โดยลำพัง เพราะตลอดเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นเราไม่เคยเห็นเขาออกมาชี้แจงอะไรเลย

จนกระทั่งเมื่อวานเวลาค่ำๆ ของไทย จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี ก็ทำคลิปออกมาขอโทษแฟนบอลถึงการตัดสินใจพลาดครั้งนี้ นับเป็นผู้บริหารคนเดียวที่กล้าเอาหน้าออกมาเจอกับเหล่าแฟนบอลของเขา เพราะสโมสรอื่นเลือกที่จะออกแถลงการณ์ขอโทษ

ใจความสำคัญก็คือเขาออกมาขอโทษ เยอร์เก้น (คล็อปป์), บิลลี (บิลลี โฮแกน ซ๊อีโอสโมสร), นักเตะ และทุกคนที่ทำงานหนักเพื่อลิเวอร์พูล ว่าทุกคนไม่มีส่วนรับรู้กับการตัดสินใจนี้ และพยายามอธิบายว่าสาเหตุที่ต้องเข้าร่วมเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ที่สูงสุดของสโมสร

การออกมาขอโทษของเฮนรี ในแง่หนึ่งก็ช่วยทำให้สถานการณ์ของสโมสรคลี่คลายขึ้นเยอะ อย่างน้อยเขาก็ไม่หลบหน้าหรือหายไป แต่ยังมีความรับผิดชอบอยู่บ้าง ลดกระแสคนที่กำลังพุ่งเป้ามาที่นักเตะและโค้ชของเรา นั่นเป็นสิ่งที่จะช่วยให้สโมสรเดินต่อไปข้างหน้าได้

แต่สำหรับ สปิริต ออฟ แชงค์ลี่ย์ (SOS) กลุ่มแฟนบอลกลุ่มใหญ่ของสโมสรได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกมาขอโทษของเฮนรี่ว่า มันสายไปแล้ว และในฐานะแฟนบอลเดนตายของทีมไม่สามารถให้อภัยกับความผิดพลาดนี้ได้ พวกเขาเรียกความเสียใจของเฮนรีครั้งนี้ว่าเปรียบเสมือนน้ำตาจระเข้  และหมดความเชื่อใจในการบริหารงานของฝ่ายบริหารที่เผยธาตุแท้ออกมาว่าต้องการจะกอบโกยผลประโยชน์กับทีมมากเกินควร  โดยกลุ่ม สปิริต ออฟ แชงค์ลี่ย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า

“เจ้าของทีมของเราทำให้ทุกคน ไม่ว่าจะทั้งแฟนบอล, กุนซือ, นักเตะ และสตาฟฟ์ได้รับผลเสียเพียงเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง พร้อมกับทำให้ตัวพวกเขาเองต้องอับอายขายขี้หน้าจากความโลภและความเย่อหยิ่งของพวกเขา เรื่องในครั้งนี้ต้องเป็นการจุดประกายสำหรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การจำกัดความเสียหาย”

อีกกระแสหนึ่งที่ออกมาหลังเรื่องราววุ่นวายครั้งนี้ก็คือ มีความเป็นไปได้ไหมที่เฮนรีจะทำการขายสโมสรหงส์แดง โดยมีแฟนบอลจำนวนหนึ่งสอบถามไปยังเจมส์ เพียส และเพียส ก็ตอบกลับมาว่า ไม่มีทางที่เฮนรีจะทิ้งอาวุธของตัวเอง โดยเขาอธิบายว่า ณ ตอนนี้ยังไม่มีหุ้นส่วนหรือใครที่จะสามารถซื้อลิเวอร์พูลได้ เพราะตอนนี้มูลค่าของสโมสรพุ่งไปถึง 3 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัวก่อนที่เฮนรีจะเข้ามา

เรดแนปป์แนะแฟนหงส์ปล่อยวางและมูฟออน

ก็สืบเนื่องจากอารมณ์โกรธของแฟนบอลนั่นแหละครับ กับการพาสโมสรให้มาเจอเรื่องยุ่งยาก และแฟนบอลยังมองว่าเป็นเรื่องน่าอายที่สโมสรทำแบบนั้น แม้เรื่องจะจบลงด้วยดี แต่ก็มีแฟนบอลจำนวนหนึ่งที่ยังแค้นใจ เช่นกลุ่ม SOS ที่ว่านั่นแหละครับ

เรื่องนี้เรดแนปป์ออกมาพูดสะกิดแฟนบอลได้ดี จนต้องนำมาเล่าต่อ เรดแนปป์แนะว่าให้เราโฟกัสที่เป้าหมายของทีมตอนนี้ และปล่อยเรื่องราวเหล่านั้นให้เป็นอดีตไป พร้อมย้ำชัดว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ แฟนบอลเป็นฝ่ายชนะ และจะเป็นบทเรียนสำคัญของทีมผู้บริหารชุดนี้ เรดแนปป์ กล่าวว่า

“ในฐานะแฟนหงส์แดงคนหนึ่ง ผมกล้าพูดเต็มปากว่าฝ่ายบริหารและเจ้าของสโมสรทำผิดพลาดครั้งใหญ่  แต่ชีวิตก็แบบนี้แหละ มนุษย์ทุกคนย่อมเคยทำผิด แต่เมื่อผิดแล้วกล้าออกมายอมรับและกล่าวคำขอโทษต่อผู้อื่นหรือไม่ นั่นก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล”

“เอาจริง ๆ นะ ผมไม่สนหรอกว่า จอห์น เฮนรี จะรัก ลิเวอร์พูล หรือมีความเป็น เดอะ ค็อป มากแค่ไหน เพราะฟุตบอลโดยเฉพาะยุคหลังนั่น ไม่มีเจ้าของสโมสรคนไหนเป็นแฟนบอลทีมตัวเองอยู่แล้ว พวกเขาเข้ามาเพื่อทำธุรกิจกีฬาเหมือนกันทั้งนั้น”

ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่าในเมื่อเรื่องนี้จบแล้ว แฟนบอลก็ควรมูฟออน เพราะในแง่หนึ่งหากยังสร้างประเด็นขึ้นมา ราวีไม่เลิก ผลสุดท้ายก็เป็นการทำลายสมาธิของนักเตะที่ตอนนี้ยังมีภารกิจสำคัญในการพาทีมไปเล่น UCL ปีหน้าอยู่

วิเคราะห์ 2 จุดอ่อนซุปเปอร์ลีก ทำพังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ทีนี้มาถึงเรื่องที่อยากจะเล่าครับ คือเรื่องซุปเปอร์ลีกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างรวดเร็วด้วยเวลาเพียง 72 ชั่วโมง คือว่ากันตามจริงแนวคิดเรื่องซุปเปอร์ลีกโดยตัวมันเองเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสถานทางการเงินของทีมใหญ่ ๆ ในยุโรป ซึ่งเป็นปัญหาที่เราก็ต้องเห็นใจพวกเขาในฐานะที่พวกเขาถูกยูฟ่าเมินข้อเสนอมาหลายครั้ง

หากแต่รูปแบบหรือฟอร์ม หรือไอเดียตั้งต้นของการทำซุปเปอร์ลีกครั้งนี้มันพลาดมาก เลยทำให้คนไม่ได้สนใจว่าพวกเขาเจอปัญหาอะไรบ้าง และมองข้ามปัญหานั้นมาโฟกัสที่การด่าพวกเขาแทน จากที่ผมลองวิเคราะห์เองคร่าว ๆ ผมพบว่า ไอเดียของซุปเปอร์ลีกที่พวกเขาเสนอมามันมีจุดอ่อนใหญ่ ๆ อยู่ 2 จุดที่ทำให้แผนของพวกเขาไม่ได้ใจแฟนบอลทั่วโลก

จุดแรกเลยคือ ไอเดียของซุปเปอร์ลีกที่พวกเขานำเสนอนั้น มันสุดโต่งเกินไป การที่จะให้สโมสรผู้ก่อตั้ง 15 ทีมอยู่ในลีกอย่างถาวรโดยไม่มีการตกชั้นเลื่อนชั้น นี่คือวิธีคิดแบบสุดโต่งที่คนยอมรับไม่ได้เลย เพราะนี่เป็นการทำลายรากฐานการแข่งขันฟุตบอล กีฬาที่ไม่มีการแข่งขัน มันก็เป็นแค่ทีวิโชว์ดี ๆ นี่เอง

และมันยังถูกมองว่าไอ้วิธีคิดแบบนี้แหละคือการเด็ดยอดหากินกับชื่อเสียงประวัติศาสตร์ของสโมสรดังๆ ที่ไม่ใช่แค่เจ้าของคนปัจจุบันเท่านั้นที่สร้างมา แต่มาจากผู้คนอีกนับล้านที่ร่วมกันสร้างมา มันจึงดูเหมือนไอเดียที่ไม่ได้ต้องการจะพัฒนาวงการฟุตบอลแต่อย่างใด เป็นเพียงการกอบโกยผลประโยชน์ของทีมใหญ่เท่านั้น

เพราะปัญหาของทีมใหญ่ใน UCL คือการแบ่งเงินไม่ยุติธรรม และไม่เพียงพอกับพวกเขา รูปแบบที่คิดจะเก็บเงินเอง แบ่งผลประโยชน์กันเองแบบไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางอย่าง ยูฟ่าฯ มันก็น่าสนใจดีหรอกครับ แต่พอไปจำกัดว่าพวกตัว 15 ทีมจะได้อยู่ถาวรและได้ส่วนแบ่งที่พอใจ ที่เหลือค่อยปันให้ทีมเล็ก อันนี้แหละครับมันไม่เวิร์คด้วยประการทั้งปวง และเป็นจุดที่ทั้ง 12 ทีมก็เถียงไม่ออก

จุดที่สอง คือการขาดการมีส่วนร่วมของแฟนบอล แน่นอนละครับว่าด้วยรูปแบบของลีกอังกฤษที่อนุญาตให้มีเจ้าของทีมได้ มันเลยเป็นข้อจำกัดที่พวกเจ้าของทีมอาจไม่ต้องสนใจแฟนบอลมากนัก ผิดกับเยอรมันหรือสเปนที่ยังมีที่ว่างให้แฟนบอลได้เข้าไปมีปากมีเสียง แต่ที่ว่าการมีส่วนร่วมนี้อาจไม่ได้เป็นเชิงรูปแบบหรือกลไกอะไรที่ซับซ้อน อาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ถูกมองข้ามคือ การสื่อสารกับแฟนบอล

การสื่อสารปัญหาของสโมสร ชี้แจงให้แฟนบอลเข้าใจถึงสถานและความจำเป็น หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่แบบที่พวกคุณคิดกันเองเออเองแบบนี้ แทนที่จากเดิมที่แฟนบอลอาจจะเห็นใจสงสารทีมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากยูฟ่า ฯ หากมีการสื่อสารแบบฉลาด รอบคอบ และแรงกดดันจะไปตกที่ยูฟ่า โดยที่พวกทีมใหญ่ ๆ อาจไม่ต้องดิ้นรนตั้งลีกใหม่ก็ได้

แต่การที่เหล่าผู้บริหารไม่เห็นหัวของแฟนบอลแบบนี้ แทนที่ยูฟ่าฯ จะเป็นผู้ร้ายตัวจริง กลายเป็นว่าตอนนี้ยูฟ่าฯ รีบสวมหมวกคาวบอย ควบม้าเป็นพระเอกเลย แล้วตัวเองกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาแฟนบอล

ที่แหละครับผมว่าจุดอ่อนใหญ่ ๆ ของซุปเปอร์ลีกครั้งนี้ ซึ่งหากพวกเขายังไม่ถอดใจแล้วนำกลับไปปรับปรุงใหม่อย่างที่ว่า ก็น่าติดตามว่าจะมีอะไรดีขึ้นไหม