3 สถานการณ์ไม่คุ้นเคยในรอบหลายปีที่หงส์แดงต้องเจอในเกมแดงเดือดนี้

“นั่นเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะไป เมื่อเราเพิ่งเสียประตูกับนิวคาสเซิลหรือไม่ ผมไม่รู้ นั่นเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะไป เมื่อพวกเขาเพิ่งยิงประตูได้ 6 ลูกหรือไม่ ผมไม่รู้ มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ที่คุณต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งในจังหวะที่ใช่ เมื่อคืนพวกเขาดูดีทีเดียว”

ด้านบนคือบทสัมภาษณ์ของคล็อปป์ก่อนเกมเมื่อต้องไปเยือนโอล์ดแทร๊ฟฟอร์ดของแมนยูในวันอาทิตย์นี้ ฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูเลยใช่ไหมครับ กับบทสัมภาษณ์ทำนองนี้ แต่ไม่ต้องห่วงครับครับไม่ได้บอกว่าจะยอมหรือมองว่าทีมจะแพ้แมนยูหรอกครับ เพราะคลอปป์บอกว่าเป้าหมายของเกมนี้คือ 3 แต้มเท่านั้น เพื่อลุ้นติดท็อปโฟร์

แต่หากเราวิเคราะห์จากบทสัมภาษณ์สั้น ๆ นี้ ดูเหมือนว่าคล็อปป์จะให้ความสำคัญกับ ‘สถานการณ์’ ของทีมเป็นพิเศษ และจากสถานการณ์ที่คลอปป์พูดถึง มันดูเหมือนว่าเป็นสถานการณ์ที่ ‘ไม่ค่อยคุ้นเคย’ เท่าไหร่นัก สำหรับลิเวอร์พูล

ไหน ๆ คลอปป์ก็จั่วเรื่องสถานการณ์ก่อนการเจอกันมาแล้ว บทความนี้เลยอยากพาทุกท่านมาสำรวจกันว่า เกมแดงเดือดรอบนี้มันมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างที่เมื่อพูดถึงแล้วอาจทำให้แฟนหงส์แดงต้องขยี้หู ฟังอีกรอบ เพราะไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้มานาน

โมเมนตัมที่ไม่คุ้นเคย

นับตั้งแต่คล็อปป์เข้ามาคุมทีมจะขอนับตั้งแต่ปี 2016-2017 เป็นต้นมาที่คลอปป์ได้คุมเต็มฤดูกาล อาจพูดได้ว่าผลงานในภาพรวมของลิเวอร์พูลนั้นดูดีกว่าแมนยูพอสมควร โดยเฉพาะในเกมลีก ที่ลิเวอร์พูลทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นบอลที่มีทรงและมีแนวทางการเล่นที่ชัดเจน ขณะที่แมนยูนั้นแกว่งไปแกว่งมา ยังหาทรงบอลของตัวเองไม่เจอ และทุกครั้งที่พบกันสถานการณ์ก่อนเจอมักเป็นลิเวอร์พูลที่ดูดีกว่าเสมอ แม้ผลการแข่งขันมันจะออกมาไม่สอดรับก็ตามที

สถานการณ์ตอนนี้ต้องบอกว่าฟอร์มการเล่นของแมนยู กำลังเป็นช่วงขาขึ้น คลอปป์เทียบให้เห็นชัดเจนแล้วว่า เป็นสถานการณ์ที่พวกเขาเพิ่งทำได้ 6 ประตู ขณะที่ลิเวอร์พูลเพิ่งเสียประตูมาในเกมกับนิวคาสเซิล นัยของการพูดถึงเกมนิวคาสเซิลมันเป็นการบ่งบอกว่าไม่ใช่แค่เสียประตู แต่ลิเวอร์พูลเพิ่งผิดหวังมา ขณะที่แมนยูสมหวัง อันนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “โมเมนตัมก่อนเกม” ที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยนัก

ความเหลื่อมล้ำทางผลงานที่ไม่คุ้นเคย

นี่เป็นครั้งแรกที่คลอปป์ต้องเจอกับแมนยู ในสถานการณ์ที่แต้ม ผลงานเกมรุก เกมรับ อันดับบนตารางคะแนนของทีมด้อยกว่าแมนยูทุกอย่าง เป็นการเจอกันแบบที่แมนยูมีแต้มนำห่างลิเวอร์พูลเกิน 10 แต้มครั้งแรกของคลอปป์ แมนยู มี 67 แต้ม ลิเวอร์พูลมี 54 แต้ม ห่างกัน 13 แต้ม

ขณะที่ปีนี้แมนยู เด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ ปีนี้พวกเขา ชนะ 19 เสมอ 10 และแพ้แค่ 4 เกม แพ้น้อยที่สุดในลีกเท่ากับแมนซิตี ในด้านเกมรุกพวกเขาทำประตูไปแล้ว 64 ประตู เป็นรองแมนซิตีแค่ 5 ประตูเท่านั้น โดยเสียประตูไป 35 ประตู น้อยเป็นอันดับสามของลีกรองจากแมนซิตีและเชลซี ผลต่างประตู +29 มากเป็นอันดับสองของลีก

ขณะที่หงส์แดงปีนี้ฟอร์มร่วงอย่างเห็นได้ชัดเจน เราจะไม่มองว่ามันเกิดจากปัญหาอะไรนะครับ เพราะเราย้อนไปแก้ไม่ได้แล้ว แต่นี่คือ สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ ลิเวอร์พูลชนะ 15 เสมอ 9 และแพ้ไปมากถึง 9 เกม ครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลแพ้ในเกมลีกเยอะขนาดนี้ก็ต้องย้อนไปฤดูกาล 2015-2016 ปีแรกที่คลอปป์เข้ามาทำทีมนั่นแหละ แต่ปีนั้นคล็อปป์คุมทีมแค่ครึ่งฤดูกาลหลังเท่านั้น นั่นแสดงว่านี่คือการพาทีมลิเวอร์พูลแพ้มากที่สุดต่อฤดูกาลของเขาแล้ว

คลอปป์พาทีมทำประตูมากกว่า 80 ลูกติดต่อกันมา 3 ปีล่าสุด แต่ปีนี้ตัวเลขอาจจะไม่ถึง 60 ลูกด้วยซ้ำ เพราะเพิ่งทำไป 55 ประตู และการทำประตูของลิเวอร์พูลในช่วง 5 เกมที่ผ่านมาคือเฉลี่ยเกมละ 0.9 ประตูเท่านั้น ในปีที่เสียประตูมากที่สุดของคลอปป์คือปี 2017-2018 ปีนั้นเสียประตูทั้งหมด 42 ประตู ขณะที่ปีนี้เสียไปแล้ว 38 ประตู นี่อาจเป็น “ความเหลื่อมล้ำทางผลงาน” ของสองทีมในรอบหลายปีเราแฟนหงส์ที่ไม่คุ้นเคย

เป็นเกมที่มีเดิมพันสูง

พูดแบบไม่เกรงใจแฟนหงส์ด้วยกันแล้ว อาจจะบอกได้ว่าหากลิเวอร์พูลแพ้แมนยูเกมนี้ โอกาสที่จะได้ท็อปโฟร์นั้นต้องบอกว่าแทบจะเป็นสูญ โอกาสที่จะหล่นไปอยู่อันดับ 7-8 นั่นมีมากซะกว่า เพราะทั้งสเปอร์สที่ตามหลังเราแค่ 1 แต้ม และเอฟเวอร์ตันที่ตามหลัง 2 แต้ม แต่แข่งน้อยกว่าเรา 1 เกม จะมีโอกาสแซงไปทันที และแทบจะเป็นไปได้ยากมากที่ใน 4 เกมจะไล่ตามทันทีมพวกนี้

การเจอกับแมนยูรอบนี้จึงเป็นเกมที่มีเดิมพันสูงในลีกมาเกี่ยวข้องครั้งแรกในรอบหลายปี อย่างน้อยก็นับตั้งแต่คลอปป์เข้ามาคุมทีม เพราะการเจอกันในลีกในยุคยิ่งใหญ่ของแมนซิตี มักไม่ค่อยมีความหมายอะไรมากนัก นอกจากจะเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี และเมื่อไม่มีความหมายมากนัก เราจึงมักจะเห็นว่าแดงเดือดหลายปีที่ผ่านมามันไม่ค่อยเดือดเท่าที่ควรจะเป็น

แต่สถานการณ์ตอนนี้ หงส์มีเป้าหมายอันดับสี่ในลีกชัดเจน และพลาดมาต่อเนื่อง 2 เกม ซึ่งควรเป็นเกมที่พวกเขาเก็บแต้มได้ แต่กลับพลาดไปอย่างน่าเสียดาย มันจึงทำให้เกมแดงเดือดรอบนี้มันจะเดือด ร้อนระอุ

หากแมนยูชนะ แน่นอนว่าพวกเขาจะพูดได้ว่า เป็นการดับฝันท็อปโฟร์ของอริตลอดกาลของสโมสร คงไม่มีอะไรจะน่ายินดีไปกว่านี้ ขณะที่หากหงส์แดงชนะ แม้จะยังไม่ได้ท็อปโฟร์ในทันที แต่การชนะทีมใหญ่อย่างแมนยู จะช่วยยกระดับแรงกระตุ้นของทีมได้เป็นอย่างดี กับอีก 4 เกมที่ไม่หนักมากนักที่รออยู่ข้างหน้า เกมนี้จึงเกิดการเดิมพันสูงแบบไม่ค่อยคุ้นเคยมากนักในหลายปีที่ผ่านมา

สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เราเด็กหงส์ก็หลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ มีแต่จะต้องเผชิญหน้ากับมันต่อไปเท่านั้น เหมือนอย่างที่คลอปป์บอกนั่นแหละ เขาไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่มันจะดีหรือไม่กับการไปเยือนแมนยูในยามนี้ แต่สิ่งที่รู้คือเป้าหมายการเล่นนั้นชัดเจนแล้วว่า 3 แต้มเท่านั้น